Skip to main content

เรารู้ว่าตอนนี้อาจจะช้าไปนานแล้ว แต่อยากแบ่งปันข้อมูลว่าเดือนตุลาคมเป็นเดือนสำหรับ ADHD awareness หรือการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค Attention Deficit/Hyperactivity Disorder หรือชื่อภาษาไทยก็คือ โรคสมาธิสั้น เลยอยากนำเสนอแง่มุมที่สะท้อนความ “ไม่ตระหนักรู้” ที่เราประสบจากคนรอบตัว แม้ว่าเราจะพยายามอย่างมาก แบบตะโกน ในการอธิบายแล้วก็ตาม 

สิ่งที่เราอยากเน้นย้ำคือ เรารู้ตัวว่า เรามีพฤติกรรมที่อาจน่ารำคาญ สร้างความเดือดร้อน และไม่ได้เป็นคุณลักษณะของอะไรที่ดีใดๆในสังคม ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน พี่ น้อง ผู้หญิงหรือคนทั่วไป

แต่มันเป็นความพิการแต่กำเนิดที่เราไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้รู้สึกดีที่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ และเรากำลังพยายามอธิบาย ในฐานะคนที่แสดงออกพฤติกรรมนั้นโดยที่ไม่ได้สามารถควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์ ที่หลายๆ ครั้งอาจจะกำลังโกรธ เสียใจ ผิดหวัง ต่อทั้งตัวเองและความคาดหวังจากสังคมไปพร้อมๆ กัน

ADHD ไม่ได้กินยาแล้วหาย

เรารู้สึกว่า พอเราใช้คำว่า “โรค” มันเลยทำให้ ADHD ดูเป็นอะไรที่แค่หาหมอกินยาก็ควรจะจบแล้ว ทั้งที่จริงแล้วมันคือความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท ที่ตอนนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาที่หายขาด หรือกล่าวก็คือ เป็นความบกพร่องหรือความพิการอะไรบางอย่างที่เกาะติดตัวคุณไปจนกว่านวัตกรรมที่ว่านั้นมันจะจุติขึ้นมาบนโลกนั่นแหละ

การกินยามีส่วนช่วยเรื่องอาการมากๆ อย่างที่เราเคยเล่าไปแล้วก่อนหน้านี้ (ADHD 2: การรักษาที่ใช้เวลา และผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ https://thisable.me/content/2025/08/995) ทำให้เราเริ่มต้นทำสิ่งยากๆ ได้ง่ายขึ้น ดึงตัวเองออกจากอะไรที่กำลัง hyper-focus อยู่ได้ง่ายขึ้น และนอนหลับได้ดีขึ้น 

แต่การรักษายานั้นมาพร้อมกับผลข้างเคียงมากมาย ยาที่เรากินเป็นยากลุ่ม stimulant หรือก็คือเป็นสารกระตุ้นนั่นเอง เดิมทีตัวเราเองมีปัญหาตาสู้แสงไม่ได้ (photophobia) อยู่แล้ว พอกินยาแล้วทำให้อาการยิ่งแย่กว่าเดิมไปอีก ปัจจุบันเราเดินถนนตอนกลางคืนโดยไม่ใส่ clip-on ไม่ได้แล้ว (คล้ายใส่แว่นกันแดดตอนกลางคืน) เพราะแสงไฟจากตึกจ้าเกินกว่าที่เราจะรับได้ นอกจากนี้เรายังอ่อนไหวกับประสาทสัมผัสอื่นๆ เพิ่มไปพร้อมกัน เช่น เสียงและกลิ่น ทำให้เราต้องพกเอียปลั๊กติดตัวไว้ในหลายๆ สถานการณ์ เช่น ตอนอยู่ในรถใต้ดิน หรือเวลามีเสียงดังรอบตัว อย่างเสียงเด็กร้องไห้โวยวาย 

และการกินยาไม่ได้ทำให้อาการที่เกี่ยวข้องกับ ADHD หายไป มันไม่ได้เป็นเวทมนต์อะ อย่างที่กล่าวไปใน ADHD 2 ว่า เราเคยลองกินยาโดสสูงกว่านี้แล้ว แต่เราไม่สามารถรับผลข้างเคียงของยาได้ เลยทำให้หมอลดโดสลงมา โดยที่เรารับรู้อยู่แล้วว่าอาการส่วน hyperactivity หรือยุกยิกนั้นยังคงอยู่ และเรายังคงต้องหาทางจัดการมันโดยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่การรักษาทางยาต่อไป

แต่หลายครั้ง เราคาดหวังว่า สำหรับคนที่เรารักและอยากจะเข้าใจเรา จะสามารถมองผ่านอาการเหล่านี้ไปได้ อาการที่เราไม่สามารถห้ามได้ แม้ว่าเราจะรับการรักษาแล้วก็ตาม 

ความสุขสงบหลังการอธิบาย

หลังจากเราตรวจเจอว่าเป็นและกินยา เราก็พยายามอธิบายให้คนรอบตัวที่เราเชื่อว่าพร้อมทำความเข้าใจฟัง โดยเฉพาะเพื่อนที่อายุเท่าๆ กัน ซึ่งหลายคนดูพร้อมจะเข้าใจและเรียนรู้ในสิ่งที่เราเป็น

อย่างที่เคยกล่าวใน ADHD 3 (ADHD 3 : ไม่ใช่ว่าเราต่างเป็น ADHD กันคนละนิดเหรอ https://thisable.me/content/2025/08/1005) ว่า อาการหลายอย่างของ ADHD มันคล้ายกับอาการของคนที่อยู่ในภาวะวิตกกังวล แต่มันมีความยาวนาน ความต่อเนื่อง และระดับของความรุนแรงที่ช่วยแยกว่า อันไหนคือวิตกกังวล และอันไหนคือ ADHD ซึ่งต้องให้จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนบอก อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่เราเล่าให้เพื่อนส่วนใหญ่ฟัง มันสะท้อนความต่างออกมาได้อย่างชัดเจน 

ซึ่งการพูดคุยทำความเข้าใจกับคนรอบตัว ทำให้เราสื่อสารกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น เช่น เราไม่ได้ตั้งใจจะพูดแทรกเพราะเรามองว่าความเห็นของคนคนนั้นไม่สำคัญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาการ ADHD ของเรา ในเหตุการณ์นี้เพื่อนอาจทักให้เราหยุดพูดแทรก ซึ่งตอนนี้เราไม่รู้สึก offense กับมันเท่าไหร่แล้ว เรามองว่ามันเป็นวิธีการสื่อสารของเพื่อนต่ออาการของเรา บางครั้งเราอาจจะพูดดักไว้ก่อนเลยว่าช่วยบอกให้เรารู้ถ้าเราพูดแทรกที 

น่าเสียดายที่เรายังติดกับความเชื่อว่า เราไม่สามารถอธิบายให้คนรุ่นพ่อแม่เราฟังให้เข้าใจและยอมรับได้ว่า ลูกหลานเขาต้องกินยาที่จ่ายโดยจิตแพทย์ไปตลอดชีวิต (จนกว่าจะมีนวัตกรรมใหม่) และตอนนี้นิยามว่าเป็นคนพิการตามหลักการของประเทศสหราชอาณาจักรไปเรียบร้อย 

มากกว่านั้นคือ เราเริ่มเห็นอาการของคนอื่นรอบตัวที่อาจจะเป็น ADHD เหมือนกัน เหมือนเห็นผีแหละมั้ง และทำให้เรามองเขาด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจได้มากขึ้น หรืออาจจะมีแนวทางการปฏิบัติและการสื่อสารระหว่างกันที่เรามองว่าส่งผลดีต่อกันและกันได้มากกว่าเดิม

Explanation not excuse: ADHD เป็นคำอธิบาย ไม่ใช่ข้ออ้าง

เคยมีคนพูดกับเราว่า เขาไม่พอใจกับพฤติกรรมเรา โดยที่เราพยายามอธิบายว่ามันเป็นอาการของ ADHD ซึ่งเราไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้สามารถควบคุมมันได้ แต่คนคนนั้นตอบเรากลับมาว่า

“ช่วยเลิกใช้ ADHD เป็นข้ออ้างสักที” โดยอ้างอิงเรื่องราวของโรคซึมเศร้าของฝั่งคนพูดมาโต้ ซึ่งมันอาจจะมีเหตุผลในมุมของเขา แต่ในเชิงหลักการแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างสิ้นเชิง

ADHD เป็นความผิดปกติในระดับระบบประสาท เป็นการทำงานของสมองส่วน prefrontal cortex ที่มี dopamine ได้น้อยกว่าคนอื่นที่ไม่เป็น ซึ่งการทำงานของระบบประสาทที่แตกต่างจากค่ามาตรฐานของสังคมมาเป็นสิบปี มันย่อมส่งผลต่อการมองโลก การกระทำและการตัดสินใจของเราในภาพรวม

เราพูดมาก เราพูดแทรก เรายุกยิก เราอ่อนไหวกับหลากหลายประเด็น เราขี้ลืม เราจัดการอารมณ์ได้ยาก (emotional dysregulation) เราโดนดึงความสนใจได้ง่าย เราอาจพูดปนภาษาไปมาเพราะสมองเราเลือกหยิบคำที่ง่ายที่สุดออกมา เราถามซ้ำบ่อยเพราะเราหลุดไประหว่างบทสนทนา หรือเรา disengage (ยุติการปฏิสัมพันธ์) เพราะเราไม่ได้สนใจในเนื้อหาของกิจกรรม ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาการ ADHD ความพิการที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เราเกิด

สิ่งที่เราต้องการจะสื่อคือ มันไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์ ไม่ใช่สิ่งที่เราแสดงออกเพื่อสร้างความรำคาญต่อผู้อื่นโดยเจตนา เรามองว่ามันไม่ได้เข้าใจอะไรยาก ถ้าความพิการมันสามารถควบคุมได้ง่ายๆแบบนั้นมันก็คงไม่เรียกว่าเป็นความพิการแต่แรก

และการที่เรายก ADHD มากล่าวถึงพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของเรา เราไม่ได้กำลังแถ และ ADHD ไม่ใช่ ข้ออ้าง (excuse) แต่เรากำลังอธิบาย (explanation) 

สมาธิสั้น หรือ ADHD อาจจะไม่ได้หน้าตาแบบที่คุณคิด

เราได้กล่าวถึงอาการของ ADHD ในผู้หญิงและเด็กผู้หญิงไว้ใน ADHD 1 (ADHD 1: ค้นพบ ปลดล็อค และเลิกโทษตัวเอง https://thisable.me/content/2025/08/987) ที่อาจแสดงออกมาในรูปแบบของการ ขี้ลืม เหม่อลอย ชอบพูดแทรก พูดมาก ชอบแกะเล็บ หรือผลัดวันประกันพรุ่ง ก็สามารถลองไปอ่านกันดูได้

เราคิดเองว่า คนส่วนใหญ่มีภาพจำต่อ โรคสมาธิสั้น และความพิการ ที่แตกต่างจากภาพลักษณ์ของเราอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันเข้าใจได้ โดยเฉพาะ ADHD ในผู้หญิง เพราะเรามีความคาดหวังทางสังคม (society expectation) และบทบาททางเพศ (gender role) ที่ตีกรอบให้ผู้หญิงเอาตัวรอดผ่านการซ่อนอาการ (masking) และตีเนียนอยู่ในสังคมราวกับว่าเราไม่ได้เป็นอะไร จึงไม่แปลกอะไรหากคนจะไม่รู้สึกถึงความพิการจากเรา

อยากยกประโยคเกี่ยวกับความพิการที่ประเทศเกาะ (สหราชอาณาจักร) ใช้บ่อยๆก็คือ “Not all disabilities are visible” ที่แปลได้ว่า “ไม่ใช่ว่าทุกความพิการนั้นจะกระจ่างแจ้งต่อสายตาคุณ”

ความตระหนักรู้เรื่อง ADHD 

สำหรับเราแล้ว ก่อนที่จะได้รับวินิจฉัยว่าเราเป็น ADHD เราเคยรู้สึกแปลกแยกจากสังคมเกือบตลอดเวลา ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่คนรอบตัวเราไม่ค่อยรู้ ถ้าเราไม่ได้เล่า หลายคนอาจแค่คิดว่าเรามีโลกส่วนตัวสูงเฉยๆ ซึ่งก็อาจจะใช่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญใหญ่คือ เรามีพฤติกรรมที่สังคมมองว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในบริบทที่เราเป็นผู้หญิง เช่น พูดมาก สั่นเท้า กัดเล็บ หรือพูดแทรก ที่สำคัญคือเราคิดมาก และเรารู้สึก มากเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่อยากจะทำความเข้าใจ จนถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่า เราช่างแตกต่างจากผู้คนในโลกที่เราเคยอยู่เหลือเกิน โดยที่เราไม่สามารถตอบได้ว่าเกิดจากอะไร และมันทำให้เรารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งและไม่เป็นที่ต้องการ

พอเราเข้าใจที่มาของพฤติกรรมและความคิดของเรา มันทำให้เราหยุดโทษตัวเองในเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ และช่วยให้เราทำความเข้าใจกับคนรอบข้าง รวมถึงจัดการชีวิตของเราให้สอดคล้องกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น 

เรามองว่า มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ทุกคนต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนที่เป็น ADHD แต่เราเชื่อว่าการเปิดใจยอมรับการมีอยู่ ตระหนักรู้ถึงภาวะความพิการของมัน เป็นสิ่งสำคัญทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ

และไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่รักหรือเกลียดเรา การใช้ ADHD มาโจมตีเราเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าจะเป็น “hurt people hurt people” หรือ คนที่เจ็บปวดมักสร้างความเจ็บปวดให้คนอื่น ก็ตาม 

ก็ขอพักเรื่อง ADHD ในโอกาส belated ADHD awareness month ไว้ประมาณนี้ก่อน ยังมีเรื่องอยากเล่าอีกมากมาย แต่เราเป็น ADHD เราจึงผลัดวันประกันพรุ่งเก่งมาก