คนที่เป็น ADHD หรือโรคสมาธิสั้น จะมีอาการที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป ที่บางครั้งก็มาก บางครั้งน้อย บางครั้งก็จับต้องได้ บางครั้งก็เป็นนามธรรม แต่สามารถผูกติดความเป็นตัวตนของเราไปแสนนาน
อยากขอเกริ่นให้เห็นภาพก่อนว่า ในสังคมเรานั้น ประกอบไปด้วยคนมากมาย ในคนมากมายนี้ มีคนที่เรียกว่าคนธรรมดาทั่วไปหรือ neurotypical ซึ่งก็คือคนที่มีสมองที่รับสาร แปลสาร ตอบสนองต่อสารนั้นๆ ไปในทิศทางที่สังคมนั้นๆ สร้างมา หรือก็คือคนเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับคนหมู่มาก และมีคนที่เป็น neurodivergent หรือกลุ่มคนที่สมองไม่ได้ทำงานแบบนั้น ซึ่งชาว neurodivergent นั้นนับรวมถึง ADHD ออทิสติก dyslexia และกลุ่มอาการอื่นๆ อีกมากมาย แต่ใจความสำคัญคือ สมองเราไม่ได้ทำงานได้อย่างเรียบลื่น กลมเกลียวไปกับโลกที่สร้างมาสำหรับชาว neurotypical นั่นเอง
ดังนั้นแล้ว อาจจะไม่น่าแปลกใจมากนัก หากคนที่เป็น neurodivergent จะใช้ชีวิตอย่างติดขัดในโลกสร้างมาเพื่อชาว neurotypical ที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นประสาทสัมผัสมากมาย ความคาดหวังต่อบทบาททางเพศ (gender role) ที่ขัดกับการทำงานของสมองของเรา หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับโลกที่สร้างมาเพื่อชาว neurotypical อะไรมากนัก แต่เราก็ลำบากอยู่ดี และสิ่งเหล่านั้นมักทำให้เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มกว่าคนธรรมดานั่นเอง
ราคาแบบประเมินมูลค่าพอได้
เรามาเริ่มกันที่อะไรที่เห็นภาพง่ายๆ กันก่อน อย่างอะไรที่คำนวณเป็นเงินได้ มีอาการของ ADHD หลายอย่างที่ทำให้เรามีโอกาสได้ใช้เงินมากกว่าคนอื่น ทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว ขอยกตัวอย่าง เช่น
- ขี้ลืม ถ้าเราลืมมือถือไว้บ้าน แต่นั่งวินออกมาปากซอยแล้ว เราก็ต้องนั่งวินกลับบ้านไปเอา และยังต้องนั่งย้อนกลับออกมาใหม่อีกที ถ้าปกติจ่าย 20 ต่อเที่ยว วันนั้นก็เปิดวันที่ 60 ไปเลย
- ชอบทำของหาย อันนี้ก็ตรงๆ หายก็ต้องซื้อใหม่ เช่นอะไรบ้าง? โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ tablet laptop แว่นตา เป็นต้น
- ไม่ระมัดระวัง ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ประสาทสัมผัสที่แตกต่างจากคนที่ไม่เป็น ทำให้เราเดินสะดุดง่าย ชนนั่นนี่ง่าย เอาอะไรไปเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวง่าย ทำของหล่น ทำน้ำหก ทำเสื้อผ้าเลอะเทอะ เหยียบแว่นตา ทำให้ของที่เราใช้ดูเหมือนจะมีอายุสั้นกว่าของคนอื่นๆ เสื้อผ้าเก่าไว หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียไว รวมไปถึงอาจจะไปทำของของคนอื่นเสียหายด้วย
- ผลัดวันประกันพรุ่ง จากบทความก่อนหน้านี้น่าจะทำให้หลายคนเห็นภาพแล้วว่า level การผลัดวันประกันพรุ่งของชาว ADHD ต่างจากคนทั่วไปอย่างไร เช่น ดองจานไว้ 2 สัปดาห์งี้ สิ่งที่ตามมาคืออะไร? มันก็หมักหมม สกปรก ส่งกลิ่น ล้างยากยังไงล่ะ ทีนี้ก็อาจจะต้องใช้น้ำเยอะขึ้น ใช้น้ำยาที่แรงขึ้น หรือต้องมี personal protective equipment เพิ่มเติม เพราะมันชักจะยี้เกินกว่าจะใช้มือเปล่าจัดการแล้ว
- ไวต่อประสาทสัมผัส ยิ่งไวมากกว่าเดิมหลังกินยา เนื่องด้วยยาที่เรากินอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นด้วย ทำให้เราไวต่อเสียงรบกวน (noise) และสู้แสงไม่ได้ เราไม่สามารถเดินบนถนนตอนกลางคืนโดยไม่ใช้ filter แว่นตาได้อีกแล้ว เพราะแสงจากร้านค้าหรือไฟรถสว่างเกินไป แว่นที่กรอบทนทาน ขายืดหยุ่น เปลี่ยน filter ได้แบบไม่ได้มีแบรนด์อะไรราคาประมาณสองหมื่น ก็ไม่ได้แพงเวอร์วังเหมือนอุปกรณ์สำหรับคนพิการประเภทอื่นๆ แต่แว่นทั่วไปไม่แพงขนาดนี้
- Shopaholic จริงๆเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน อย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนก่อนๆ ว่า สมองชาว ADHD จะผลิตและใช้งาน dopamine ได้อย่างจำกัดจำเขี่ย ซึ่งฮอร์โมนนี้จะเกี่ยวข้องกับการจดจ่อ และความสุขแบบประเดี๋ยวประด๋าว พอชาว ADHD มีน้อยแต่ต้องใช้อยู่ดี ทำให้เรามีโอกาสสูงที่จะเสพติดกิจกรรมที่กระตุ้นการสร้าง dopamine แบบนั้นได้ เช่น shopping หรือ doom scrolling พอบวกกับอาการอื่นๆ อย่างขี้ลืมหรือผลัดวันประกันพรุ่งแล้วทำให้ชาว ADHD มีแนวโน้มจะเป็น shopaholic ได้ง่ายกว่าคนทั่วๆไปมาก และนั่นก็คือค่าใช้จ่ายอีกอย่างของชาว ADHD
ราคาที่อาจจะประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่แพง
นอกเหนือจากอะไรที่ตีค่าเป็นเงินได้แล้ว ยังมีอาการของ ADHD ที่ทำให้ชีวิตเรามีต้นทุน หรือโอกาสในการเสียหายมากกว่าคนทั่วไป กระทบต่อภาพจำของคนอื่นต่อเรา และของเราต่อตัวเราเอง
- ความน่าเชื่อถือ
อาการหลายๆ อย่างที่ชาว ADHD เป็น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า executive functioning ซึ่งคือความสามารถในการจัดการให้ชีวิตราบเรียบ เช่น บ้านสะอาดเป็นระเบียบ ไม่ลืมของ ไม่รกรุงรัง ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับชาว ADHD เพราะ dopamine เกี่ยวข้องกับการจดจ่อและความสม่ำเสมอมีน้อยกว่าคนทั่วไป ทำให้เราจดจ่อได้สั้นกว่า ต้องการเวลาพักถี่กว่า ต้องใช้พลังงานมากในการสร้างนิสัยและระเบียบวินัยในการจัดการชีวิตตัวเอง ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในหลายเรื่องง่ายๆ เช่น เตือนให้เราต้องออกจากบ้านภายในกี่โมง เพราะเรารับรู้ความเคลื่อนไหวของเวลาไม่เหมือนคนอื่น หรือที่เรียกว่า time blindness ต้องทำความเข้าใจกับคนรอบตัวถึงสิ่งที่เกิดในสมองของเรา ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจ และทุกความไม่เข้าใจหรือยังไม่เข้าใจนั้น ลดทอนความน่าเชื่อถือของเรา
- Rejection Dysphoria
ชาว ADHD จะกลัวการโดนปฏิเสธมากกว่าคนทั่วไป เราเล่าไปแล้วว่า น่าจะมาจากการคิดวนไปวนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาการในส่วน hyperactivity ที่ทำให้เราคิดความน่าจะเป็นของสิ่งที่จะเกิดตามมา หากเราร้องขออะไรสักอย่าง โดยเรามักจะเน้นไปที่เรื่องแย่ๆ จะเกิดเป็นหลัก สิ่งนี้ทำให้เราไม่กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่กล้าชวนใครทำอะไร ไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ เพราะเรากลัวว่า หากเราโดนปฏิเสธ เราจะแบกรับผลที่ตามมาไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนจุดที่โลกแตก ซึ่งการโดนปฎิเสธไม่ได้ทำให้โลกแตกอย่างที่คิดไว้ และเราอาจจะไม่โดนปฎิเสธก็ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราพลาดโอกาสในชีวิตไปมากมาย พลาดโอกาสในการเรียนรู้จากสิ่งที่เราทำพลาดด้วยตัวเอง โอกาสในการลองทำอะไรด้วยตัวเอง โอกาสในการพบเจอผู้คนมากมาย หรือแม้แต่การที่เราจะได้รับความช่วยเหลือในเวลาที่เรากำลังลำบากด้วยเช่นกัน
- เพื่อนที่เฮงซวย
เพื่อนที่พูดมาก ชอบพูดเรื่องตัวเอง พูดแทรกคนอื่น ขัดเวลาคนอื่นกำลังพูด ทำอะไรหุนหันพลันแล่น เหม่อลอยเวลาคุณพูดเรื่องยากๆ ด้วย เหมือนไม่ได้กำลังตั้งใจฟังอยู่
คิดว่าคนแบบนี้น่าคบไหม ความซับซ้อนของเราคือ ตอนเราทำสิ่งเหล่านี้ เรารู้สึกว่าเราทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ แต่หลังจากเราทำไปแล้ว เราจะกลับมานึกย้อนและรู้สึกแย่กับสิ่งที่เราทำลงไป เพื่อนเราหลายคนก็อดทนกับเรามากเลย ที่อยู่ข้างเราข้ามผ่านวันเวลาที่เราไม่น่ารัก และไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนมายาวนาน แม้ว่าเราอาจทำไปโดยไม่ตั้งใจ แต่ที่เพื่อนเจ็บปวดจากสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องจริงอยู่ดี
ตรงนี้เป็นทฤษฎีที่เราคิดเอง เราคิดว่าเป็นเพราะว่าเรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เราเป็น แม้เราจะหาคำตอบไม่ได้ แต่เรารู้ดีว่าเราทำร้ายคนรอบตัวเรา และเรารู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ ผิดหวังที่เราไม่สามารถห้ามตัวเอง ทั้งที่เราก็รู้ว่ามันไม่ดี จนถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีไม่ได้ ไม่เคยเป็นเพื่อนที่ดีมาก่อน
ทำให้หลายๆครั้งในชีวิต เราคิดว่า บางทีคนแบบเราอาจจะไม่ควรไปเป็นเพื่อนของใครเลยก็ได้
- ผู้หญิงที่มีจุดด่างพร้อย
อันนี้ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในสังคมของเรามันมีสิ่งที่เรียกว่าบทบาททางเพศ หรือ gender role กล่าวแบบหยาบๆคือ สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้อง เรียบร้อย พูดน้อย เป็นแม่ จัดการงานบ้านได้ อะไรทำนองนี้
แล้วพอผู้หญิงเป็น ADHD ซึ่งก็คือ พูดเยอะ ไม่เรียบร้อย จัดการงานบ้านได้ไม่ดีมากนัก ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ลืมนัด ลืมของ ทำให้คนคนนั้นหลุดออกจากกรอบ “ผู้หญิงที่ดี” ที่สังคมตั้งไว้ในทันที
ทำให้คงไม่น่าแปลกใจมากนักหากผู้หญิงหลายคนที่เป็น ADHD มักจะมองว่าตัวเองแปลกแยก ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เป็น “ผู้หญิงที่ไม่ดีพอ” เป็น “แม่ที่ไม่ดีพอ”
และพอมันเป็นอาการที่เกิดจากการทำงานของสมองของเรา ทำให้เราพยายามมากมายเท่าไหร่ เราอาจจะแก้บางส่วนได้ เราอาจจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยได้ แต่มันก็อาจไม่สามารถเข้าใกล้ความคาดหวังทางสังคมได้ขนาดนั้นอยู่ดีนั่นเอง
คิดว่าเรื่องที่เล่ามาจะพอทำให้เห็นภาพว่า การเป็น ADHD หรือโรคสมาธิสั้น มันมีภาษี มีค่าใช้จ่าย ที่เราโดนบังคับให้จ่ายจากทั้งตัวเองและสังคมมากมาย ซึ่งหลายอย่างเป็นแผลฝังลึกต่อตัวตนของเรา ที่ทำให้เราตั้งคำถามต่อตัวเองมายาวนานจนถึงวันที่ได้วินิจฉัย เราโชคดีที่เกิดช้า ทำให้มีนวัตกรรมมากมายที่สามารถช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นในโลกที่สร้างมาเพื่อ neurotypical แต่เราอยากให้เห็นว่า ความเข้าใจต่อโรคและความพิการมีส่วนช่วยมาก ทำให้เราแสดงศักยภาพได้เต็มที่มากขั้น โทษตัวเองน้อยลง และสามารถเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนอะไรสำคัญได้ แม้ว่าเราจะมีความพิการก็ตาม
References
https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0280131#pone.0280131.ref009