ทำไมคนพิการทางจิตไม่ค่อยใส่ใจสุขภาพกาย? อาจเพราะความพิการทางจิตเคยเป็นความเจ็บป่วยที่คนต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้ จนรู้สึกว่าการสนใจเรื่องสุขภาพกายเพิ่มอีกเรื่อง เป็นเรื่องที่ยากลำบาก จนทำให้คนพิการทางจิตหลายคนเข้าไม่ถึงและไม่มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพของตัวเอง
ชวนคุยกับฐิติพร พริ้งเพลิด หรืออุ๊ เจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผู้ร่วมอบรมการเป็นนักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ ที่มุ่งหวังให้เพื่อนคนพิการทางจิตมีสุขภาพดี ดูแลตัวเองได้และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพให้กับเพื่อนคนพิการคนอื่น การมีนักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการจะเปลี่ยนแปลงอะไร และคนพิการทางจิตจะเข้าถึงบริการสุขภาพและการมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของโรคจิตเวช
ฐิติพร: เราเป็นคนพิการทางด้านจิตเวช ก็คือป่วยเป็นซึมเศร้าเรื้อรัง ได้รับการฟื้นฟูอยู่ที่จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นโครงข่ายของสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย เราก็ทั้งรับการฟื้นฟูและร่วมกิจกรรมต่างๆ อาการป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และได้ทํางานที่สมาคมในการนําประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าให้เพื่อนฟัง และเผยแพร่ประสบการณ์ให้สังคมรู้ ทําให้เห็นว่าคนในสังคมก็มีความสนใจเรื่องโรคจิตเวช บางคนก็กลัว บางคนก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และมองว่าการเป็นโรคจิตเวชนั้นน่าอาย แต่สำหรับเรามองว่า การป่วยเป็นสิ่งที่ทรมาน
สิ่งที่สำคัญของการเป็นซึมเศร้าคือการเอาชนะใจตัวเอง เราคิดฆ่าตัวตายอยู่ตลอดในระยะสองปี กินนอนไม่ปกติ ไม่สามารถทําอะไรได้ หลังจากที่ได้รับการฟื้นฟูก็เลยรู้สึกว่ามีกําลังใจและมีโอกาส จากที่มองว่าอนาคตคงไม่มีโอกาสอะไรที่ดีๆ เข้ามา แต่พอทํางานได้ ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว ก็รู้สึกดีใจ อยากหาย

ซึมเศร้าที่เริ่มขึ้นช่วงมหาวิทยาลัย
ตอนช่วงอายุประมาณ 21 ปี หรือช่วงเรียนมหาวิทยาลัย มันเป็นช่วงที่เราไม่ค่อยสุงสิงกับใคร บางทีก็รู้สึกตัวเองไร้ค่า และเก็บปัญหาทางบ้านมาคิดสะสม อาจสะสมมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น พอเคว้งมากๆ แล้วมีปัญหาถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องหนี้สิน การเรียนก็เลยรับไม่ไหว ผลกระทบก็คืออ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง คิดจะกระโดดตึก ความดันขึ้นสูง ตาพร่ามัว อยากจะร้องไห้อย่างเดียว ประสาทหลอน หูแว่ว ช่วงนั้นก็ต้องกลับบ้าน ดรอปเรียนแล้วก็รักษากันยาวๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นภาระให้กับครอบครัว
นอกจากอาการทางจิตแล้ว ยังกระทบกับร่างกายด้วย ช่วงนั้นเราปวดหัวไมเกรนมาก ตาพร่ามัว แน่นหน้าอก ทางอะไรก็ต้องอาเจียนออกมา นอนไม่หลับ แล้วก็หูแว่ว แต่ถึงเป็นขนาดนั้นเราก็ยังไม่กล้าไปรักษาเพราะที่แพร่ไม่มีโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับจิตเวช แล้วเราก็อาย กลัวว่าบางคนจะมองว่าเป็นผีบ้าหรือว่าโรคประสาท เราก็เลยซื้อยาคลายเครียดมากินกับยานอนหลับ พอกินไปแล้วยาก็ตีกัน ทั้งเพลีย เวียนหัว หน้ามืด จนกระทั่งปี 2548 มีคลินิกจิตเวชเป็นที่แรกในจังหวัดแพร่ที่โรงพยาบาลแพร่ ก็เลยไปรักษา แม้ไม่ได้หายแต่ก็ดีขึ้นจากที่นอนนิ่งไม่พูดกับใคร จำใครก็ไม่ได้
เสียงในหูที่เราได้ยินหรือที่เรียกว่าหูแว่ว จะเป็นเสียงพูด บางทีก็เป็นผู้ชาย บางทีก็เป็นผู้หญิง จริงๆ แล้วเราไม่ได้ยินกับหูหรอก แต่ว่ามันเป็นเหมือนเสียงที่เราคิดบอกว่า เฮ้ย อย่าไปทางนั้น ครั้งหนึ่งตอนที่ขับมอเตอร์ไซค์อยู่ตรงยูเทิร์น อยู่ดีๆ ก็มีเสียงบอกว่า ข้ามไปเลย ข้ามไปชนเลย เราต้องต่อสู้กับตัวเองเป็นเรื่องที่ทรมานมาก เลยเข้าใจเพื่อนคนพิการว่าเวลาเขาป่วยเขาต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก หากบางคนมองไปทางไสยศาสตร์ก็จะมองว่าเป็นวิญญาณ แล้วก็เชื่อไปทางนั้น
ป่วยหนึ่งคน แย่ทั้งบ้าน
ในช่วงที่ยังไม่ได้รักษาจริงจัง เราก็อาศัยการหาอะไรทำ เช่น ถักโครเชต์ สวดมนต์หรือฟังเพลง ไม่งั้นก็หากิจกรรมที่ทําแล้วชอบ ที่ทำให้ไม่คิดฟุ้งซ่าน ถ้านอนอย่างเดียวหรือนอนนิ่งๆ จิตใจเราก็ว้าวุ่นและฟุ้งซ่านนอกจากนี้ตอนเข้ารับการรักษาก็ต้องดูแลเรื่องการทานยาด้วย ต้องมีวินัย เราเองเข้าใจผิดว่ากินยาแค่ตอนมีอาการหรือว่าวิตกกังวลก็ได้ จนทำให้อาการกำเริบและต้องแอทมิท จึงได้รู้ว่าต้องกินยาตามหมอสั่ง ไม่สามารถหยุดยาเองได้หรือว่าปรับยาได้เอง เพราะเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง ถ้าเครียดมากๆ จุดที่หลั่งความสุขก็จะน้อย ความเศร้าก็จะมีเยอะ
หลังจากแอดมิทรอบที่ 3 ตอนปี 2554 ประมาณ 22 วัน แล้วก็ไม่เคยแอดมิทอีกเลย แต่ละครั้งก็จะได้ยาครบโดส อาการก็เริ่มดีขึ้น เพียงแต่ว่าอาการหูแว่วยังอยู่ เลยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่ซึมเศร้าธรรมดา แต่เป็นจิตเภท
เวลาเราป่วย ไม่ได้แย่ที่เราคนเดียว แต่คนอื่นแย่ไปหมด ครอบครัวก็แย่ ตึงเครียด เราเลยตั้งใจว่าหลังจากนี้จะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่เป็นภาระให้ครอบครัว ก็เลยพยายามหางานทําหลังอาการเริ่มคงที่ ก็เลยได้เริ่มเข้าไปที่สมาคมสายใยน้ําใจแพร่ ได้ฝึกงานทุกอย่าง แล้วก็ได้รับการจ้างงานที่นั่น เราทำทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเอกสาร ประสานงาน ฝึกอาชีพ เช่น ทำไข่เค็ม ทำสบู่สมุนไพร ซึ่งเรามีความสุขมากที่ได้ทำงาน
คนป่วยเข้าใจคนป่วยได้ดีกว่า
เราได้เห็นเพื่อนๆ คนพิการทางจิตครั้งแรกที่งานสมัชชา ได้เห็นคนอื่นๆ ที่อาการต่างกันไป บางคนเป็นหนักมากแต่สามารถเข้ามาร่วมประชุม เดินทางเองได้ เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ตัวคนเดียวเลยมีกําลังใจ มีความหวังว่าน่าจะหายป่วยได้ ถึงไม่หายก็ขอให้ทํางานได้ ดํารงชีวิตได้ตามปกติ
การเป็นคนที่ป่วยเหมือนกัน ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชจิตเวชคนอื่นได้มีกําลังใจเวลามาเรียนรู้เรื่องของเรา พอเจอว่าป่วยแบบนี้ รักษาแบบนี้ เหมือนเป็นเป็นจิตบําบัดแบบกลุ่ม แม้ผลลัพธ์อาจไม่มากถึงขั้นที่จะทําให้
คนป่วยดีขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กําลังใจเป็นส่วนสําคัญที่จะทําให้ผู้ป่วยสามารถดึงตัวเองออกจากจุดที่ป่วยได้ เราเข้าใจความอายของการเป็นจิตเวชดี และหลายคนก็อายเหมือนกัน พอได้มาเรียนรู้ก็พบว่า จิตเวชเป็นสิ่งที่ไม่น่าอาย ไม่ต่างกับโรคทางกายที่เราจะต้องรักษา ถ้าเรารักษามันก็หาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ก็ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ไม่ใช่แค่เราที่ทุกข์ คนที่รักเราเขาทุกข์ไปด้วย
ก้าวเข้าสู่การเป็นนักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
หลังจากได้รับโอกาสจากท่านนายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตส่งรายชื่อเข้าไปเข้าไปสมัคร ก็กังวลเหมือนกันเพราะคิดว่า นักสร้างเสริมสุขภาพจะต้องดูแลตัวเอง ต้องลดความอ้วนซึ่งเป็นสิ่งที่ทํายากที่สุด เลยกลัวทําไม่ได้ แต่พอมาเรียนรู้จริงๆ ก็พบว่าไม่ใช่ การมีสุขภาพดีคือการที่ร่างกายของเราสามารถทํางานได้ดี โรคที่เป็นดีขึ้นได้หรือไม่มีอาการอีกต่อไป รูปร่างไม่มีส่วนสำคัญมากเท่ากับความคล่องตัว ทํานู่นทําแล้วไม่เหนื่อย
พอได้เรียนรู้ก็ได้รู้ว่า การจะเปลี่ยนตัวเองต้องเกิดจากใจถึงจะมีความสุขในการดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่ใช่การบังคับจากคนอื่น นำหนักเราไม่ได้ลด แต่ก็ขึ้นลงปกติที่สิ่งที่ได้คือความคล่องตัว ปกติทำงานแล้วจะเหนื่อยง่าย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหนื่อยง่าย นอกจากนี้ก็มีการตรวจสุขภาพทำให้เราเจอว่าต้องปรับปรุงตัวเองในการทานอาหารหรือปฏิบัติต่างๆ อย่างไร ก็รู้สึกโล่งใจที่ได้ตรวจสุขภาพอย่างดี
คนพิการส่วนใหญ่มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไปตรวจสุขภาพครบวงจร ถ้ามีประกันสังคมก็ตรวจได้ฟรี แต่คนพิการทั่วไปไม่สามารถตรวจได้ครบถ้วน คนพิการทางจิตเองก็เข้าไม่ถึงเพราะบางคนมองว่า ไม่อยากรักษาหรือกินยาอื่นนอกจากยาทางจิต เหมือนเพิ่มภาระในการดูแลตัวเอง ก็เลยมองข้ามไป ทั้งที่จริงต้องรักษาทั้งสองอย่างควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้คนพิการทางจิตส่วนใหญ่มีฐานะไม่ค่อยดี อยู่ในต่างจังหวัด การไปรักษาแต่ละครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง บางคนต้องมีผู้ดูแล ถ้าผู้ดูแลไม่เห็นความสำคัญก็ไม่พาไปตรวจสุขภาพ
ปัญหาสุขภาพใหญ่ๆ ที่คนพิการทางจิตเจอคือ โรคความดัน เบาหวานและการรักษาสุขภาพฟัน ส่วนโรคอย่างอื่นก็ยังมีไม่มาก เพราะคนพิการทางจิตส่วนใหญ่มีอายุวัยกลางคน 30-70 ปี หลายคนเป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานแต่ก็ไม่ได้รักษาต่อเนื่อง รู้ตัวอีกทีก็อาการหนักจนเสียชีวิตแล้ว ไม่เหมือนกับเป็นหวัดที่แสดงอาการและรักษาไปตามอาการ
คนพิการทางจิตยังเข้าไม่ถึงบริการและความรู้เรื่องสุขภาพ
เดิมทีในสมาคมมีการสอนเรื่องสุขภาวะและการดูแลตัวเองทั่วไป เช่น การล้างมือ การแปรงฟัน การอาบน้ํา สระผมหรือการดูแลเรื่องการขับถ่าย นอนหลับ ทานอาหารแต่ไม่ได้เจาะจงเรื่องการดูแลสุขภาพหรือความเสี่ยงของโรค ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของผู้ดูแล ผู้ดูแลจึงมีความสำคัญมากในการดูแลคนพิการ
สิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างการดูแลสุขภาพ 4 มิติ คือทางด้านกาย จิต ปัญญาและสังคม เป็นหลักที่จะต้องคํานึงถึง ถ้าจิตใจมีความผ่องใส มีความสุข ปราศจากความเครียด ร่างกายก็จะดีไปด้วย ทำให้เห็นว่าทุกส่วนมีความสัมพันธ์กันหมด หรือการเรียนรู้เรื่องโรค NCDs หรือโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรังแต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น ทานหวาน ทานไขมัน ทานเค็ม ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก ก็ทําให้รู้สึกว่าเราควรจะดูแลตัวเองมากขึ้น หากเรามีสุขภาพที่ดีแล้วก็สามารถที่จะไปช่วยเหลือหรือเป็นแรงผลักดันให้กับคนอื่นๆ ให้ดูแลสุขภาพตัวเอง
สำหรับการดูแลสุขภาพ 4 มิติ เรามองว่ามิติด้านสุขภาพเป็นมิติที่ยากที่สุดสำหรับคนที่เป็นจิตเวช เพราะหลายๆ คนพอมีอาการป่วยทางจิต เขาก็ละเลยเรื่องสุขภาพกาย บางคนก็ดูแลตัวเองไม่ได้ และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย บางคนอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน ก็ทำให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ท้ายทายและเปลี่ยนยาก
ในตอนนี้นอกจากทำงานกับคนพิการเองแล้วก็ยังต้องทำงานกับผู้ดูแลด้วย เราจะมีขั้นตอนการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพที่จะทําให้ผู้ดูแลไปดูแลคนพิการทางจิตได้ เช่น ความรู้เรื่องจิตเวช ความรู้ทางการแพทย์ ความรู้ด้านสุขภาวะต่างๆ และทัศนคติว่าคนพิการสามารถทำงานได้
ชวนเพื่อนออกกำลังกาย นอกจากสุขภาพดียังทำให้มีสังคมด้วย
หลังจากที่ได้อบรม มีกิจกรรมหนึ่งเป็นโครงการออกกําลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนพิการ เราได้ทำกลุ่มเพื่อนๆ คนพิการ ชวนให้ออกกำลังกายและส่งคลิปวีดีโอมาแลกกัน กลุ่มเป้าหมายก็คือผู้ป่วยจิตเวชและผู้ดูแล สองอาทิตย์ที่เราใช้เวลาด้วยกัน เพื่อนคนพิการที่เข้าร่วมก็มีความสนใจ และพบว่า จากคนที่ไม่เคยออกกําลังกายเลย อยู่ๆ ก็ออกกําลังกายแล้วส่งคลิปมาให้เราดู แม้อาจจะไม่ประสบความสําเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์แต่สามารถดึงคนที่เขาไม่คิดจะออกกําลังกายเลยให้กลับมาดูแลตัวเองแล้วออกกําลังกาย อย่างไรก็ดี เพื่อนคนพิการบางคนไม่มีอินเตอร์เน็ต เขาก็อาศัยไปออกกำลังกายกับคนอื่นๆ แล้วส่งมาพร้อมกัน
จากโครงการนี้เราคาดหวังให้คนพิการทางจิตตระหนักรู้ในเรื่องของการออกกําลังกายเพราะการออกกําลังกายทําให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟินหรือสารแห่งความสุข หากมีความสุขก็อาจส่งผลให้การรักษาได้ผลดีขึ้น บางคนจากที่ไม่มีกิจกรรมอะไรเลย นั่งเหงาอยู่แต่บ้าน ก็มีเพื่อน มีสังคมมากขึ้น
ทำอย่างไรให้คนพิการทางจิตลุกขึ้นมาเป็นนักสร้างเสริมสุขภาพ
ตอนนี้เราก็พยายามค้นหาแล้วก็พยายามสร้างคนใหม่ๆ ตัวเราเองก็ยังไม่ถือว่าเก่งหรืออยู่ในระดับที่เป็นผู้นําได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พยายามทําให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เราอยากจะใช้ชีวิตในการเป็นจิตอาสาช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นให้เต็มที่มากกว่านี้
องค์กรคนพิการและภาครัฐเองก็มีส่วนในการสนับสนุน เช่น สิทธิการรักษาของคนพิการทางจิต ความรู้เบื้องต้นในการรักษาพยาบาลหรือการเข้าระบบการฟื้นฟูของของภาครัฐ อยากให้มีหน่วยงานให้ความรู้ในด้านนี้ สามารถของบสนับสนุนในการทําโครงการได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก และอยากให้คนเชื่อว่า คนพิการทางจิตก็มีศักยภาพในการทำงานต่างๆ ได้
การมีองค์กรเข้มแข็งและนักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการจะทำให้คนพิการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้นและสามารถแนะนำเพื่อนคนพิการคนอื่น ให้มีสุขภาพดีได้ด้วยเช่นกัน