เท้าความจากที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้แบบไวๆ หลายคนที่เป็น ADHD หรือที่ในไทยเรียกว่า โรคสมาธิสั้น อาจมีอาการที่ไม่ตรงกับภาพจำของหลายคน บางคนอาจลืมของหรือทำของหายเป็นประจำ แอบวาดรูปในห้องเรียน ผลัดวันประกันพรุ่ง หรือจดจ่อกับสิ่งที่ชอบมากจนเกินไป พอฟังแบบไวๆ แล้วก็อาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า แบบนี้ไม่ได้แปลว่า เราต่างมี ADHD กันคนละนิดคนละหน่อยกันทุกคนหรอกเหรอ?
ADHD คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน
ดูจากอาการแล้ว คงไม่แปลกหากใครหลายคนจะมองว่าเราทุกคนต่างมีอาการของ ADHD กันทั้งนั้น เพราะว่า หากเราลองสังเกตดูให้ดี อาการของ ADHD คล้ายคลึงกับอาการเวลาที่เรามีเรื่องเครียดๆในชีวิตนั่นแหละ ยิ่งสภาวะสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองในปัจจุบันจนรู้สึกเหนื่อยและไม่อยากทำอะไรอยู่เกือบทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แต่เรามีอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน เป็นมานานรึยัง แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่าเป็น ADHD?
การตรวจคัดกรองโรคสมาธิสั้นหรือ ADHD
หากใครอยากรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงไหม อาจจะลองไปทำแบบคัดกรองฉบับภาษาไทยของโรงพยาบาลมนารมย์ได้ตามลิงค์นี้ https://www.manarom.com/test/adhd_thai.html หรือแบบภาษาอังกฤษได้ที่ https://add.org/adhd-test/ อย่างไรก็ตามผลของการตรวจคัดกรองเหล่านี้ไม่สามารถเป็นเครื่องยืนยันว่าเราเป็น ADHD ได้ ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น
อาการก่อนที่จะรู้ว่าเป็น ADHD
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เราอยากเล่าอาการของเราก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองอาจจะเป็น ADHD ซึ่งเราเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพความต่างของ ADHD กับความวิตกกังวล ความเครียด ความไม่มั่นใจในตัวเอง หรืออาการทั่วๆ ไปที่เกิดขึ้นตามจังหวะของชีวิตได้อย่างชัดเจน
ผลัดวันประกันพรุ่ง
เราอยากยกตัวอย่างสถานการณ์ วันหนึ่งเราทำงานมาเหนื่อยมากๆ แค่ลากกายหยาบฝ่าเย็นวันศุกร์ที่ฝนตกในกรุงเทพฯ กลับบ้านก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว จะให้มารวมพลังชีวิตทำกับข้าว ล้างจานอีกก็อาจจะเหนื่อยไปสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณไม่อยากล้างจาน คุณจะผลัดวันประกันพรุ่งได้นานแค่ไหน? เช้าวันเสาร์? บ่าย? หรือถ้าเหนื่อยมากหน่อยฝืนใจทำวันอาทิตย์ไหวไหม? แต่สำหรับเราที่เป็น ADHD เราสามารถผลัดไปเรื่อยๆจนกว่าจานสะอาดจะหมดบ้าน บางทีก็ฝืนๆใช้จานที่สกปรกไม่มากต่อไปเท่าที่จะทำได้ โดยเฉลี่ยจะล้างจานอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์ครั้งหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตก่อนจะรักษา
เราเป็นแบบนี้หลายครั้งในสมัยเด็กๆ ช่วง ป.4 เราจำได้ว่าอยู่ๆ วันหนึ่งเราก็ไม่ได้ทำการบ้านเลข และวิชานี้สั่งการบ้านเกือบทุกวัน วันถัดมาเราก็ไม่อยากทำ เพราะ ณ จุดนั้น การบ้านเพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าของปกติไปแล้ว เราเลี่ยงไม่ทำการบ้าน ไม่ส่งการบ้านไปเป็นสัปดาห์จนอาจารย์กำหนดวันสุดท้ายว่าต้องส่ง ทำให้เราต้องปั่นการบ้านปริมาณประมาณ 2 -3 สัปดาห์ใน 1 คืน และโดนหักคะแนนส่งช้าไปอีกนิดหน่อย
สมัยเรียน ป.ตรี ก็มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้น การอ่านหนังสือสอบเป็นภารกิจที่ยากสำหรับทุกคนแน่นอน ในคืนก่อนวันสอบ เรามักผลักตัวเองให้เริ่มอ่านหนังสือได้ยากมาก เราจะพักเล่นเกมและไถมือถือนานๆ มีหลายครั้งที่เราทำลายสถิติเกม หรือเก็บด่านประมาณ 50% ของเกมในคืนนั้นคืนเดียว
Hyper-fixation หรือจดจ่อกับกิจกรรมที่ชอบมากจนเกินไป
เวลาเราชอบหรือสนใจอะไร เราก็มักจะใช้เวลาไปกับมันนานๆ เป็นปกติอยู่แล้วหรือเปล่า บางทีก็ดูซีรีส์ถึงเช้า แล้วแค่ไหนถึงเรียกว่าเป็น ADHD? สิ่งที่อยากจะถามต่อมาคือ คุณสามารถหยุดมันแล้วลุกไปหาอะไรกินหรืออาบน้ำได้ไหม? ที่สำคัญที่สุดคือ คุณลุกไปเข้าห้องน้ำระหว่างนี้รึเปล่า? สำหรับเรา ถ้าเราจดจ่อกับสิ่งที่เราสนใจ เราจะไม่รับรู้ว่าเวลาผ่านไปมากน้อยแค่ไหน ไม่ได้สังเกตความต้องการพื้นฐานของร่างกาย เราจะลืมลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่กินข้าว ไม่นอน เราจะทำอย่างน้ันจนกว่าร่างกายจะรับไม่ได้ เช่น เราถักโครเชต์ยาวต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง จนปวดแขน ปวดไหล่ ปวดหลัง มือสั่นหรือตาพร่าถึงจะสามารถหยุดได้
คิดว่าตัวอย่างเหล่านี้น่าจะทำให้เห็นว่าอาการของ ADHD นั้นคล้ายกับอาการเวลาที่เราเหนื่อยล้า เครียด กังวล แต่มันมีความรุนแรง ความเข้มข้น ความยาวนาน ที่แยก ADHD กับคนทั่วไปออกจากกันได้ รวมถึงต้องพิจารณาอาการในวัยเด็ก และอาการต่างๆ ผ่านหลากหลายมุมมอง ทั้งจากตัวเราเองและคนรอบตัวร่วมด้วยเช่นกัน
ทำไมถึงต้องให้ ADHD เป็นความพิการ? ในมุมมองของเรา
ตั้งแต่ตรงนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของเรา ในฐานะคนที่เกิดและโตในประเทศไทยโดยที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม แต่ไม่สามารถหาเหตุผลได้มานานกว่า 30 ปี ที่ต่อมาพบว่าตัวเองมีความผิดปกติบางอย่างจริงๆ นับเป็นความพิการตาม Equality Act ของสหราชอาณาจักร ทำให้ได้รับสิทธิและการสนับสนุนเพื่อให้สามารถแข่งขันและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้เทียบเท่าคนทั่วไป
หลังจากที่เริ่มสงสัยว่าเราอาจจะเป็น ADHD เราก็ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ถ้าเราเป็นแล้วตรวจเจอเร็วกว่านี้สัก 10 ปี หรือว่าเจอตั้งแต่สมัยเรียน ชีวิตเราในวันนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม เราคงไม่โทษตัวเองในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราน่าจะสามารถอธิบายกับคนรอบตัวได้ว่า เราอาจจะมีพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก แต่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครรู้สึกไม่ดี เราอาจจะจดจ่อกับการเรียนหรือเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ชอบได้ดีขึ้น หรือผลัดวันประกันพรุ่งน้อยกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าบุคลากรในระบบการศึกษามีความตระหนักรู้และความเข้าใจในอาการของโรค รวมถึงความพิการทางเรียนรู้ หรือ learning disability อื่นๆ เพียงพอ จะช่วยให้คัดกรองเด็กที่เป็น ADHD เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาหรือการช่วยเหลืออื่นๆ ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งในหนังสือ “Understanding ADHD in Girls and Women” โดย Joanne Steer และคณะ พบว่า คนที่เริ่มรักษาตั้งแต่อายุน้อยนั้น จะสามารถจัดการอาการของโรคได้ดีกว่าเมื่อโตขึ้น ดังนั้น หากครูผู้สอนสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ไว ก็อาจจะสามารถช่วยให้เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องมีบาดแผลรุนแรงมากนัก และเป็นอีกผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพในตลาดแรงงานของประเทศในอนาคตได้
นิยามคำว่า “คนพิการ”
ทีนี้อยากจะชวนมาทบทวนหน้าตาของผู้พิการในบริบทของกฎหมายกัน เริ่มจาก คนพิการคือใคร? เท่าที่เราหาเจอจะมี พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 4 บอกว่า คนพิการคือคนที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและการมีส่วนร่วมในสังคม เนื่องจากความบกพร่องในตัวเอง ต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างบุคคลทั่วไป ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศกําหนด และ พรบ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ปี 51 มาตรา 3 ทีนิยามคนพิการไว้คล้ายกันเปลี่ยนส่วนสุดท้ายเป็น ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกําหนด
ส่วนคำนิยามความพิการภายใต้ Equality Act 2010 ของประเทศสหราชอาณาจักร จะถือว่าคุณเป็นผู้พิการตาม Equality Act ต่อเมื่อคุณมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจที่ส่งผลอย่างรุนแรง (substantial) ในส่งผลระยะยาว (long-term) ในทางด้านลบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดย “ส่งผลอย่างรุนแรง” หรือ “substantial” ในที่นี้หมายถึงส่งผลมากเกินกว่าแค่เล็กๆน้อยๆ เช่น ใช้เวลาในการแต่งตัวนานกว่าคนทั่วไป และความว่า “ระยะยาว” หรือ “long-term” ในที่นี้หมายถึงว่านานเกินว่า 12 เดือน
ADHD กับความพิการ
หากพิจารณาคำนิยามของคนพิการตาม พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี 50 และ พรบ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ปี 51 ก็อาจทำให้รู้สึกว่า ADHD ก็ควรจะถือเป็นความพิการแบบหนึ่งสิ
แต่ อย่าลืมว่าต้องเป็นไปตาม ประเภทและหลักเกณฑที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศ/ศึกษาธิการกําหนด ทีนี้ การจะบอกว่า ADHD นั้นจะเรียกว่าเป็นความพิการไหม อาจจะต้องไปดูเนื้อหาของ ความพิการประเภทต่างๆ กันก่อน
จาก ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ ฉบับปี 52 ร่วมกับการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 ปี 55 กำหนดประเภทความพิการพร้อมทั้งรายละเอียดไว้ โดยข้อที่ดูทรงแล้วน่าจะเกี่ยวข้องกับ ADHD จะมี
- ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ได้แก่ การที่บุคคลมีข้อจํากัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมซึ่งเป็นผลมาจาก ความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้อารมณ์หรือความคิด
อันนี้คือชัดเจนว่า คลุมเครือจัดๆ แต่อาจจะใกล้เคียงกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ตาม ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา ปี 52 ข้อ 3 (7) ที่บอกว่า บุคคลที่มีความบกพรองทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ ไดแก่ บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิดเช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งก็ทำให้ ADHD ดูจะไม่เข้าข่ายความพิการหรือความบกพร่องตามประเภทดังกล่าว
- ความพิการทางการเรียนรู้ ได้แก่ การที่บุคคลมีข้อจํากัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน หรือการเข้าไปมีสวนร่วมในกิจกรรมทางสังคมโดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องทางสมอง ทําให้เกิดความบกพร่องในด้านการอ่าน การเขียน การคิดคํานวณ หรือกระบวนการเรียนรู้พื้นฐานอื่นในระดับความสามารถที่ต่ำกวาเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุและระดับสติปัญญา
มาดูฝั่งศึกษาธิการกันบ้าง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา ปี 52 มีข้อที่เข้าข่ายมากสุดคือ ข้อ 3 (5) ระบุไว้ว่า บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติในการทํางานของสมองบางส่วนที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน คือ การอ่าน การเขียน การคิดคํานวณ ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ในด้านที่บกพร่องได้ ทั้งที่มีระดับสติปัญญาปกติ แต่ก็จะเห็นว่ามีการระบุว่าคือ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ที่อาจทำให้ ADHD เดี่ยวๆไม่นับเป็นความบกพร่องทางการเรียนรู้อยู่ดี
ประกาศของทั้ง 2 กระทรวงเกี่ยวกับประเภทของผู้พิการ ที่เป็นเงื่อนไขเพื่อรับการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนจะไม่สามารถจัดกลุ่มประเภทความพิการให้ ADHD (เดี่ยวๆ โดยไม่ร่วมกับความบกพร่องอื่นๆ) ได้ หรือในมุมของเราก็คือ ถ้าเราอยู่ไทย เราก็ไม่ใช่ผู้พิการ ไม่มีสิทธิ์รับความช่วยเหลือเพื่อให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและเข้าร่วมสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไปจากภาครัฐได้
แต่หากลองพิจารณาเนื้อหาของ Equality Act 2010 ของประเทศสหราชอาณาจักร การเป็น ADHD ส่งผลอย่างรุนแรง (substantial) มากเกินกว่าแค่เล็กๆน้อยๆ และมีระยะยาว (long-term) หากเราไม่กินไม่นอน จดจ่อกับบางเรื่องได้ยาก ทำของหาย ลืมของ ผลัดวันประกันพรุ่ง ซุ่มซ่ามทุกวันมาตั้งแต่เด็กต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีการรักษาในอนาคต ย่อมทำให้สรุปได้ว่า การเป็น ADHD นั้น นับเป็นความพิการที่ต้องได้รับการคุ้มครองตาม Equality Act 2010 นั่นเอง
การตีตราคนพิการ
สิ่งแรกที่เรารู้สึกอย่างแรงกล้าคือ คนพิการถูกตีตราว่าเป็นคนอนาถา ไร้อนาคต ไร้โอกาส ไร้ทางเลือก จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือตลอดชีวิต เมื่อภาพจำเหล่านี้ถูกฉายซ้ำๆ เป็นเวลานานแสนนาน เราเชื่อว่ามันส่งผลต่อความเชื่อในศักยภาพของคนพิการอย่างมาก ทั้งที่เราสามารถเห็นตัวอย่างที่ไม่เป็นไปตามนั้นได้มากมายหากคนพิการได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ประเทศจำเป็นต้องมีบทบาทในการสนับสนุนคนพิการ
เราเชื่อว่าการตีตรานี้ทำให้ประเทศมองไม่เห็นความสำคัญของการมอบ ศักยภาพการแข่งขันอย่างเท่าเทียมให้กับคนพิการ เราเกิดมาหรือกลายเป็นผู้ที่มีความบกพร่องบางอย่าง แต่รัฐและสังคมสามารถทำให้เรากลายเป็นคนน่าสงสาร หรือผลักดันให้เราเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการผลักดันสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้
เราเชื่อว่าชีวิตที่มีคุณค่าคือชีวิตที่เรามีอำนาจในการกำหนดชีวิตตัวเอง ซึ่งก็ยากสำหรับคนทั่วไปอยู่แล้ว แต่สำหรับคนพิการกลับดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเป็นจริงได้เลย ความพิการอาจเป็นข้อจำกัดต่อหลายสิ่งหลายอย่าง แต่มันมีหลักฐานว่าการศึกษา นวัตกรรมที่ออกมามีส่วนช่วยลดช่องว่างทางโอกาสและช่วยให้คนพิการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและแข่งขันได้อย่างคนทั่วไปได้มากขึ้น
สำหรับตอนที่ 3 ก็ขอพักไว้เท่านี้ก่อน เราเข้าใจดีว่า ความคาดหวังของเราอยู่ห่างไกลจากจุดที่ทุกคนอยู่ ณ ปัจจุบันมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ไทยหรือที่อังกฤษ แต่เรามองเป้าหมายนี้เป็นเหมือนการเดินทางไปสู่ดวงดาว เราอาจไม่สามารถเดินทางไปถึงได้ในชีวิตนี้ แต่ที่สำคัญคือเราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายไปแล้วมากน้อยแค่ไหนมากกว่า แล้วไว้พบกันใหม่เร็วๆ นี้