ชวนคุยกับ รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของ สปสช.ในการสนับสนุนสิทธิของคนพิการ ซึ่งเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งให้คนพิการได้รับรู้และเข้าถึงสิทธิ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิ และการพัฒนาสู่การเป็นผู้ให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพ
โดยสปสช. ให้ความสำคัญกับหลักการถ้วนหน้า โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้ โดยไม่จำกัดฐานะทางเศรษฐกิจ ความท้าทายสำคัญคือการขยายจำนวนและประเภทของบริการที่ดำเนินการโดยภาคประชาชนให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงการเชื่อมโยงบริการของภาครัฐกับภาคประชาชน สปสช. มีเป้าหมายที่จะขยายบริการให้ครอบคลุมทุกประเภทความพิการ และเพิ่มจำนวนหน่วยบริการ เพื่อให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในงานผลิตสื่อเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาระบบศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ภายใต้โครงการพัฒนาระบบศูนย์บริการคนพิการทั่วไปเพื่อการเข้าถึงสุขภาวะ ดำเนินการโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประเทศไทย สนับสนุนงบปประมาณโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รศ.ภญ.ยุพดี : จริงๆ การทำงานของ สปสช.กับเครือข่ายคนพิการนั้นมีมานานมากแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามารับผิดชอบ เราทำงานในการสร้างความเข้มแข็ง ซึ่งมีหลายระดับ
ระดับแรกคือ การสร้างการรับรู้สิทธิ ให้คนพิการรับรู้ว่า ฐานะผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพเขาจะได้รับสิทธิอะไร และหากเป็นคนพิการ เขาจะได้รับสิทธิอะไรพิเศษกว่าคนอื่นหรือไม่ เช่น สิทธิในการเลือกใช้หน่วยบริการได้ทั่วประเทศ เมื่อเขารู้สิทธิ เขาก็จะแข็งแรงขึ้นในการเข้าใช้บริการ
ระดับที่สองคือ การเข้าถึงบริการได้จริง เมื่อคนพิการรู้ว่ามีสิทธิใช้บริการทั่วประเทศ ถ้าไปใช้สิทธิแล้วถูกเรียกเก็บเงิน นั่นคือผิด
ระดับที่สามคือ การคุ้มครองสิทธิ หากถูกเรียกเก็บเงิน เครือข่ายคนพิการจะเข้ามาช่วย สปสช. ในการคุ้มครองสิทธิของคนพิการ โดยเราสนับสนุนให้เครือข่ายคนพิการมาเป็น "ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง" ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้เพื่อน และหากมีการเรียกเก็บเงินโดยไม่มีเหตุสมควร ทางสำนักงานจะต้องให้หน่วยบริการนั้นคืนเงินให้กับผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่พิการ เขาก็ต้องรับรู้สิทธิ เข้าถึงสิทธิ และได้รับการคุ้มครองไม่ให้หน่วยบริการหรือใครละเมิดสิทธิ
ระดับที่สี่คือ การเข้ามาเป็นหน่วยร่วมบริการ คนพิการไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่เข้มแข็งจนพัฒนาองค์กรและบุคลากรให้มาเป็น "ผู้ให้บริการ" ปัจจุบันมีหลายบริการสำหรับคนพิการ เช่น กรณีคนพิการด้านการเคลื่อนไหว เครือข่ายที่ทำเรื่องการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ (IL) ได้พัฒนาการให้บริการจนสามารถช่วยเพื่อนคนพิการที่ติดบ้านติดเตียงในชุมชน ให้มีพัฒนาการในการดำรงชีวิต เช่น สามารถลุกขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพิงใครมากนัก หรือเตรียมตัวออกไปข้างนอกได้ บางคนแค่ลุกขึ้นมา ไม่เจ็บป่วยบ่อย ไม่ติดเชื้อ หรือไม่เป็นแผลจากการนอนนาน บริการเหล่านี้สร้างสรรค์โดยเครือข่ายคนพิการที่แข็งแรง และเชื่อว่าหากไม่ใช่คนพิการด้วยกัน อาจไม่สามารถให้บริการที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของคนพิการได้ ปัจจุบันมีหน่วยร่วมให้บริการหลายประเภทแล้ว
ระดับที่ห้าคือ การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบ เครือข่ายคนพิการเป็น 1 ใน 9 เครือข่ายที่พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนดให้เป็นผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นบอร์ดของคณะกรรมการสองชุด ได้แก่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (กำหนดนโยบาย) และ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ในกฎหมายกำหนดให้มีผู้แทนจากองค์กรเอกชน 5 คนจาก 9 ด้าน และในบอร์ดคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพปัจจุบันก็มีผู้แทนของเครือข่ายคนพิการมาเป็นบอร์ดด้วย อาจารย์ต่อพงษ์ กุลครรชิต ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิก ก็เคยมาเป็นบอร์ดตั้งแต่ชุดแรกๆ เราเชื่อว่าไม่มีใครที่จะช่วยให้เกิดอะไรที่เหมาะสมกับตัวเราเองได้ นอกจากเราต้องลงมาเคลื่อนไหว เครือข่ายคนพิการจึงต้องเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในทุกระดับทั้ง 5 ระดับนี้
ความถ้วนหน้าและข้อท้าทาย
ความถ้วนหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เข้าถึงสิทธิ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีคีย์เวิร์ดสำคัญในมาตรา 5 ว่า "บุคคลทุกคน" ควรจะต้องเข้าถึงหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพราะเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น เราไม่สามารถระบุความจำเป็นทางสุขภาพจากภาวะทางเศรษฐกิจของแต่ละคนได้ สมัยก่อนมีระบบสงเคราะห์ที่พิจารณาความจนของผู้ป่วยก่อนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการแบ่งแยกคน ทั้งที่ความเจ็บป่วยทางสุขภาพเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงเป็น พ.ร.บ.ที่เน้นหลักการเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนที่จะเข้าถึง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า แต่ขึ้นอยู่กับความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่เราพยายามจัดระบบหลักประกันให้กับคนทุกคน ปัจจุบันก็ยังมีการพูดถึงกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึง เช่น แรงงานต่างชาติ หรือคนไม่มีบัตรประชาชนที่เกิดบนแผ่นดินไทย เรากำลังเคลื่อนไหวเรื่องเหล่านี้อยู่ เพื่อให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยเข้าถึงจริง ๆ ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในการให้บริการกับคนพิการนั้น ความท้าทายหลักน่าจะอยู่ที่ "เสียงที่ไม่ค่อยได้ยิน" ของบริการเหล่านี้ กฎหมายเปิดช่องให้หน่วยบริการประเภทอื่นนอกเหนือจากคลินิก โรงพยาบาล หรือร้านยา สามารถเป็นหน่วยบริการได้หากมีการประกาศกำหนด จึงมีการเริ่มประกาศกำหนดประเภทแรกคือ "หน่วยบริการที่ร่วมให้บริการของเครือข่ายคนพิการ"
แต่กว่าจะเกิด การทำความเข้าใจว่าหน่วยบริการที่ทำโดยภาคประชาชนจะมีศักยภาพเพียงพอ มีคุณภาพบริการดีไหม หรือจะทำอันตรายกับผู้รับบริการไหม เป็นข้อคำถามที่เกิดขึ้นในยุคเริ่มต้น ปัจจุบันแนวคิดนี้ผ่านแล้ว แต่ความท้าทายอยู่ที่การขยายผลหน่วยบริการ เราทำมาหลายปีแต่หน่วยบริการ เช่น การบริการเรื่องการดำรงชีวิตอิสระยังมีจำนวนจำกัด อาจนับได้ไม่ถึงร้อยหน่วย ซึ่งถ้าเทียบกับคนพิการทางการเคลื่อนไหวทั่วประเทศที่มีหลักหมื่น หลักแสนคน จำนวนหน่วยบริการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เราจึงต้องการเพิ่มจำนวนหน่วยบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนยากลำบากที่ยังอยู่ในชุมชน
อีกความท้าทายคือ คนพิการที่ผ่านเข้าระบบหน่วยบริการปกติ (โรงพยาบาล) แทบไม่เคยรู้จักหน่วยบริการที่ทำโดยภาคประชาชน ทำให้พวกเขาหมดโอกาสในการส่งต่อ หากได้รับบริการเหล่านี้ได้เร็วและทันเวลา อาจไม่ต้องนอนติดเตียงก็ได้ ถ้าได้รับการฟื้นฟูล่วงหน้าก่อนที่จะพิการรุนแรง การเชื่อมโยงบริการในระบบทางการกับหน่วยบริการเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจริง ๆ
เป็นโซ่ข้อกลางระหว่างศูนย์บริการและระบบ
สปสช. มีทั้งส่วนกลางและสำนักงานเขต 13 เขตทั่วประเทศ สปสช.เขตเหล่านี้มีหน้าที่ตั้งแต่ช่วยสนับสนุนให้องค์กรคนพิการเข้ามาเป็นหน่วยบริการร่วม ไปจนถึงการช่วยให้พวกเขาเชื่อมโยงเครือข่ายกับโรงพยาบาลได้ และทำอย่างไรให้สามารถให้บริการประชาชนคนพิการในชุมชนได้ เมื่อบริการแล้ว ต้องสามารถเบิกจ่ายจาก สปสช. ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และต้องดูว่าพวกเขาจะพัฒนาศักยภาพอย่างไร สปสช.จะสนับสนุนเครือข่ายให้เข้มแข็งตลอดกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม การขยายบริการมีข้อจำกัดคือ จำนวนคนที่สามารถให้บริการได้มีไม่เยอะ โดยเฉพาะบริการการดำรงชีวิตอิสระ คนที่จะผ่านการอบรมก็ยาก ต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาศักยภาพ เช่น ต้องเข้ามาฝึกอบรม กลับไปหาเคสฝึกปฏิบัติ ซึ่งจำนวนคนให้บริการเป็นข้อจำกัดหลักในการขยาย ต้องอาศัยความร่วมมือกับองค์กรคนพิการอื่น ๆ เพื่อเร่งผลิตบุคลากร
ความคาดหวังต่อศูนย์บริการคนพิการ
ในส่วนของความคาดหวัง เราเชื่อว่าคนพิการมี 7 ประเภทใหญ่ๆ แต่ก็ยังมีประเภทย่อยๆ ที่ยังไม่มีบริการเหล่านั้น สิ่งหนึ่งคือ อยากขยายบริการให้ครบทุกประเภทความพิการ ซึ่งขณะนี้น่าจะอยู่ในระหว่างดำเนินการ เช่น เรื่องออทิสติก จิตเวช เราพยายามขยับให้มากที่สุด อีกอันคือ เพิ่มจำนวนหน่วยบริการ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าหลายประเภทที่คณะกรรมการหลักประกันอนุมัติแล้ว แต่เรายังไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของคนพิการจริง ๆ นี่เป็นประเด็นที่ต้องทำงานร่วมกับองค์กรคนพิการ และหาทางให้มีองค์กรมาสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพคนเหล่านี้
เนื่องจาก สปสช. ไม่สามารถให้เงินสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพได้โดยตรง เราจะจ่ายค่าบริการให้เมื่อสำเร็จและมาให้บริการแล้วเท่านั้น ต้นทุนที่พวกเขาต้องมีคือต้องมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมมาแล้ว ปัจจุบันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็ให้การสนับสนุนอยู่ แต่ยังเป็นลักษณะโปรเจกต์เบส หากทาง พม. พิจารณาให้เป็นการต่อเนื่อง เราเชื่อว่าการสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาศักยภาพคนพิการจนพวกเขาแข็งแรงและเข้ามาให้บริการในระบบ จะทำให้พวกเขามีความมั่นคงยั่งยืน เงินที่จะให้บริการ สปสช.จะจ่ายอย่างต่อเนื่อง และหากพวกเขาก็ให้บริการต่อเนื่อง ก็ถือเป็นอาชีพได้
เมื่อคนพิการมาใช้บริการที่ศูนย์แล้ว สปสช.ก็จ่ายค่าบริการให้กับหน่วยบริการที่มาขึ้นทะเบียนกับเรา เหมือนกับโรงพยาบาล คลินิกเอกชน หรือร้านยา เช่น โครงการรับยาฟรีที่ร้านยาในกลุ่มอาการโรคพื้นฐาน เราจ่ายตามที่คำนวณจากต้นทุนบริการที่พวกเขามีค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันเป็นระบบแล้ว เพียงแต่เราจะขยายผลอย่างไรให้ครอบคลุมคนให้ได้มากขึ้น และประเภทบริการให้มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้มีบริการ IL, O&M, และบริการนวดไทยเพื่อเด็กพิการ ที่เครือข่ายพ่อแม่มาเรียนเรื่องการนวดเพื่อลดอาการเกร็งตัวของเด็กสมองพิการ ก็เข้ามาระบบเราแล้ว และรับค่าใช้จ่าย เช่น บริการ IL หนึ่งคนได้ 11,000 บาท สำหรับบริการ 8 สัปดาห์ จนกระทั่งผู้ป่วยมีความพร้อมในการดำรงชีวิตอิสระได้ ซึ่งเป็นรายการค่าบริการตามแต่ละประเภท
ทำงานได้แม้ไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ
ในเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ไม่ได้เป็นบริการที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพ เพราะไม่เข้าข่ายบริการตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลที่ต้องใช้ผู้ประกอบวิชาชีพ เราเรียกว่าเป็น "บริการโดยภาคประชาชน" ดังนั้น ศักยภาพของภาคประชาชนก็จะต้องเหมาะสมกับภาคประชาชน พวกเขาต้องไปทำเทรนนิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น หากให้บริการเรื่อง IL ก็ต้องไปทำเทรนนิ่งเรื่อง IL โดยอาจารย์ที่เป็นคนพิการที่มีทักษะในการสอนเรื่อง IL จึงไม่ได้เกี่ยวเนื่องและไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นนักวิชาชีพทั้งหลาย ศักยภาพของผู้ให้บริการต้องตรงกับบริการที่จะให้บริการกับประชาชน
ในส่วนของประเภทและหลักสูตรนั้น บริการที่กำหนดขึ้นเป็นประเภทบริการแล้ว ในมาตรฐานการให้บริการจะมีข้อกำหนดว่าผู้ให้บริการต้องมีศักยภาพอะไรบ้าง ซึ่งเชื่อมโยงกับการผ่านอบรมหลักสูตรที่กำหนด หลักสูตรนี้มีได้สองทาง
โดยหลักสูตรเดิมที่สอนโดยองค์กรอื่น เช่น เคยสอนโดยสถาบันราชสุดา แต่หากองค์กรอื่นประสงค์จะนำหลักสูตรนี้ไปใช้ ก็สามารถทำเรื่องขออนุมัติไปทางสาธารณสุข ซึ่งจะพิจารณาว่ามีมาตรฐานในการฝึกอบรมหรือไม่
ส่วนหลักสูตรใหม่ที่ยังไม่เคยมีอยู่ ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยคณะกรรมการหลักสูตร เพื่อดูว่าหากผ่านหลักสูตรที่เสนอมาแล้ว จะสามารถให้บริการในลักษณะนั้นได้จริงหรือไม่
ดังนั้น จึงไม่ได้ขีดเส้นว่าจะต้องอบรมหลักสูตรนี้กับหน่วยงานนี้เท่านั้น สปสช.เปิดกว้างทั้งในส่วนของหลักสูตรที่มีอยู่เดิมที่อาจเปลี่ยนองค์กรฝึกอบรม หรือเสนอหลักสูตรใหม่ มีโอกาสที่จะเทียบเคียงเป็นหลักสูตรที่เท่าเทียมกันได้
เราพยายามยืดหยุ่น คอนเซ็ปต์หลักของการทำงานร่วมกับเครือข่ายประชาชนคือความยืดหยุ่น แต่ละบริการก็มีทักษะความจำเป็นที่แตกต่างกัน และถ้าเป็นบริการใหม่ๆ ส่วนใหญ่เราจะเรียนรู้จากเครือข่ายภาคประชาชนนี่แหละ เครือข่ายคนพิการจะเป็นคนบอกเราว่าอะไรคือความต้องการของพวกเขา เวลาทำงานกำหนดมาตรฐาน เครือข่ายคนพิการจะมาร่วมเป็นคนกำหนดมาตรฐานบริการและชุดบริการ เช่น เรื่องออทิสติก มูลนิธิออทิสติกไทยและอาจารย์ชูศักดิ์ (จันทยานนท์) ก็มาช่วยทำงานร่วมกับกรมสุขภาพจิต เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีใครรู้เยอะกว่าพวกเขา เราก็ต้องเข้าใจหลักคอนเซ็ปต์นี้ว่า แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องทำงานร่วมกับเครือข่ายคนพิการ ไม่ได้ปิดกั้นตรงนั้น
เราเชื่อว่าเวลาภาคประชาชนให้บริการเองมันมี "ข้างใน" คือความประสงค์ดีกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เวลาทำงานกับเครือข่าย CBO องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้าน HIV/AIDS พวกเขารู้สึกว่านี่คือเพื่อน ดังนั้นพวกเขาจะทำสิ่งที่รู้สึกว่าเพื่อนไม่ลำบากใจที่จะเข้ารับบริการ
บางบริการ เช่น ด้าน HIV/AIDS เป็นบริการที่เซนซิทีฟ การให้บริการแบบเป็นมิตรจะช่วยให้คนกล้าเข้ามารับบริการ เพราะบางหน่วยงานรัฐอาจไม่เข้าใจลักษณะของบริการที่เป็นมิตร ทำให้คนออกห่าง หากต้องการยุติ AIDS และเข้าถึงคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ท่าทีที่เป็นมิตรของภาคประชาสังคมเป็นท่าทีที่จะทำให้เข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ที่ไม่อยากเปิดเผยตัวอยู่แล้ว บริการของภาคประชาสังคมจึงเป็นการบริการที่ปรับให้เข้ากับ "เพื่อน" ที่เป็นคนพิการ หรือผู้ติดเชื้อ หรือคนที่มีความเสี่ยง เราเรียกว่าเป็น "บริการที่น่าจะเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย" ซึ่งเข้าใจและไม่เกิดการตีตราในบางเรื่อง
ยกตัวอย่างผู้ติดเชื้อ HIV ที่เดินเข้าไปในหน่วยบริการ ยังต้องพบปัญหา เช่น จะทำฟันก็ยาก บางโรงพยาบาลก็บอกให้ไปอยู่คิวท้าย หรือบางหน่วยล้างไตไม่รับผู้ติดเชื้อเลยเพราะกลัวมีปัญหากับระบบ สิ่งเหล่านี้เซนซิทีฟกับกลุ่มเป้าหมายของเรา แต่ถ้ามีภาคประชาชนเข้ามาช่วย จะช่วยลดการตีตราตรงนี้ส่วนหนึ่ง และเพิ่มความกล้าในการเข้ารับบริการที่ทำโดยภาคประชาชนมากขึ้น แทนที่พวกเขาจะปฏิเสธการเข้าถึงบริการเลย หากบังคับให้ไปโรงพยาบาลรัฐ นี่คือ "บริการหัวใจความเป็นมนุษย์" ที่ยิ่งใหญ่
โดยในการให้บริการยังคงไว้ซึ่งทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยในเชิงปริมาณ ก็อาจจะเกิดศูนย์บริการที่มากขึ้น ใกล้บ้านมากขึ้น สปสช. พยายามเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ทุกคน เช่น การตรวจคัดกรอง HIV ที่มีสิทธิประโยชน์และ Test Kit ให้ตรวจได้ แต่ปริมาณกับเป้าหมายที่ทำได้จริงยังห่างกันมาก
ส่วนในเชิงคุณภาพ คนที่ให้บริการเป็นเจ้าของเองก็จะทำงานด้วยความใส่ใจ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องคุยเรื่องบริการที่มีคุณภาพด้วย ไม่ใช่แค่ให้บริการไปเยอะๆ โดยไม่มีคุณภาพ สปสช. มีระบบติดตามกำกับคุณภาพ โดยมีคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการระดับชาติที่ทำหน้าที่นี้ หากบริการไม่โอเคก็มีบทลงโทษ หากโอเคก็จะมีการจ่ายค่าชดเชยค่าบริการต่าง ๆ
สปสช. จะสนับสนุนศูนย์บริการในระยะยาว
สปสช.จ่ายเงินให้กับหน่วยบริการโรงพยาบาลมา 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ พ.ร.บ.ปี 2549 จนถึงปัจจุบันก็ยังจ่ายอยู่ และเชื่อว่านี่เป็น นโยบายของรัฐบาลทุกพรรคทุกสี ที่จะต้องสืบทอดเจตนารมณ์ของการสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชน ตราบใดที่ระบบหลักประกันสุขภาพเป็นข้อกำหนดตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่นโยบายพรรคการเมือง ก็ต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่มีใครมาขอแก้กฎหมายนี้ เพราะเป็นกฎหมายเดียวที่ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนทุกยุคทุกสมัย
สิ่งเหล่านี้เป็นปรัชญาของ สปสช.ตั้งแต่รุ่นท่านอาจารย์สงวน (นิตยารัมภ์พงศ์) ซึ่งเป็นเลขาธิการคนแรก ท่านเป็นคนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด และเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมภาคประชาชนมาโดยตลอด กฎหมายเองเจตนารมณ์ก็ชัดเจนว่าไม่ใช่เฉพาะบริการที่เป็น Professional-based อย่างเดียว บริการอื่น ๆ ก็สามารถเข้ามาในระบบได้ ไม่ใช่เฉพาะบริการกระแสหลักเท่านั้น แต่ยังมีบริการทางเลือก เช่น การแพทย์แผนไทย ที่ยังอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพด้วย นี่คือปรัชญาที่ฝังอยู่ตั้งแต่ในตัวกฎหมายและผู้บริหาร ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างมาก
เราเชื่อว่าคนทุกคนควรจะได้ "ดำรงสภาวะความเป็นคน" เพราะคนพิการหลายท่านอาจไม่ได้เป็นคนเต็มตัวเพราะยังติดขัดในหลายเรื่อง เรารู้สึกว่าเราจะทำอย่างไรให้ทุกคนได้ความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกันจริง ๆ นี่คือพื้นฐาน เราทุกคนไม่ควรถูกกรอบชีวิตจากความพิการของเขา จนไม่สามารถทำอะไรหลายอย่าง
ถ้าคนพิการสามารถเข้าถึงบริการที่ดีและจำเป็น และได้รับการฟื้นฟู คุณภาพชีวิตของน้องๆ จะดีขึ้น สังคมก็ได้ประโยชน์จากคนที่มีคุณภาพ มี Productivity มากขึ้น และพวกเขาเองก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นภาระกับสังคมหรือพ่อแม่ ที่สุดแล้วที่ทุกฝ่ายจะ Win-Win มันอยู่ภายใต้ปรัชญาของการมองคนเป็นคน ซึ่งน่าจะทำให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยเข้าถึงความจำเป็นทางสุขภาพได้ทุกคน