อย่างที่ทุกคนรู้จักเราจากตอนที่ 1 แล้ว (อ่านที่นี่) ว่าเราเป็น ADHD ซึ่งอาจมีอาการไม่สอดคล้องกับภาพจำโรคสมาธิสั้นที่คนเคยเข้าใจ เช่น ผลการเรียนไม่ดี ก่อกวนชั้นเรียน อยู่ไม่นิ่ง จดจ่อไม่ได้ กระทั่งเรามาตรวจเจอตอนเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ
ในตอนที่ 2 นี้เราจะชวนไปต่อกับขั้นตอนการรักษา หลังจากที่เรามั่นใจแล้วว่าตัวเองเป็นแน่ๆ ว่าในขั้นตอนการติดต่อคลินิกใกล้บ้านให้ส่งตัว นัดตรวจกับคลินิกเฉพาะทาง ตรวจกับหมอเฉพาะทาง คุยกับทีมเริ่มและเริ่มรับยา ปรับยา และเมื่อได้โดสที่เหมาะสมแล้วนั้นเป็นอย่างไร
ต่อสู้เพื่อเข้าสู่การรักษา
ความจริงแล้วการเข้าถึงการรักษาไม่ควรเป็นการต่อสู้หรอก แต่ระบบสาธารณสุขที่สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในช่วงสังคายนาครั้งยิ่งใหญ่ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า การประเมินจากสถาบันจิตเวชยังไม่ใช่การวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ แม้ว่าตัวเราเองจะมั่นใจมากว่าเป็น ADHD แน่ๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือติดต่อกับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือ General Practitioner (GP) ประจำตัวของเราที่คลินิกใกล้บ้านที่เราลงทะเบียนไว้ คล้ายๆ คลินิกบัตรทองของที่ไทย เพื่อขอให้ทำเรื่องส่งตัวเราไปวินิจฉัยและรักษา ADHD โดยเฉพาะ
โดยเริ่มต้นจากการทำนัดผ่าน application NHS พอถึงวันนัดคุณหมอก็โทรมาสอบถามเกี่ยวกับคำขอของเรา และก็ให้ตอบคำถามเพื่อเขียนใบส่งตัวให้ แล้วก็วางสาย ในขั้นตอนนี้เรามียื่นรายงานการประเมินจากสถาบันจิตเวชร่วมด้วย เผื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและความจริงจังของคำขอ หลังจากนั้นก็มีข้อความรายงานขั้นตอนอีกเล็กน้อยเพื่อบอกว่า ทาง GP ทำเรื่องส่งตัวให้แล้วนะ แต่ว่าหลังจากนี้ทาง GP จะไม่สามารถติดตามสถานะของการส่งตัวได้ ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่ 8 – 26 สัปดาห์ หรือก็คือ 2 เดือน – ครึ่งปี เหมือนกับบอกว่า ระหว่างนี้เธอก็ดูแลตัวเองนะ
ในขั้นตอนการรอนี้ เราต้องลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ แล้วไปตั้งใจเรียนหนังสืออย่างยากลำบากก่อนจนอีกราวๆ 2 เดือนถึงได้รับอีเมลเพื่อทำนัดตรวจกับคลินิกเฉพาะทางสำหรับ ADHD ในผู้ใหญ่ในอีก 2 เดือนถัดไป และระหว่างนี้ให้ไปทำแบบสอบถามคัดกรองให้เสร็จก่อนถึงวันนัดจุดนี้ก็คือ รวมเวลารอได้ 4 เดือนแล้ว
แบบคัดกรอง Adult ADHD
แบบคัดกรองที่หมอให้ทำจะประกอบไปด้วย 5 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องข้อมูลส่วนตัวและสิทธิที่ใช้ในการเบิกค่ารักษา ส่วนที่ 2-3 จะเป็นการประเมินด้วยตัวเราเอง ส่วนที่ 4 จะให้คนที่รู้จักเราตั้งแต่เด็กเป็นคนประเมินให้ และส่วนที่ 5 เป็นคำถามดูความเสี่ยงว่ามีแนวโน้มเป็น Autism spectrum ร่วมด้วยหรือไม่
แบบสอบถามนี้จะแบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ hyperactivity type หรือหุนหันพลันแล่น อยู่ไม่นิ่ง, inattentive type หรือเสียสมาธิได้ง่าย และ combined type คือมีอาการทั้งสองรวมกัน คำถามคร่าวๆ ก็จะถามเกี่ยวกับอาการในปัจจุบัน และอาการในช่วงอายุยังไม่ถึง 12 ปี โดยให้ให้คะแนนว่าพบอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ตัวอย่างอาการสำหรับแต่ละประเภทจะหน้าตาประมาณนี้
Hyperactive type หรือหุนหันพลันแล่น อยู่ไม่นิ่ง จะพบว่า
- นั่งนิ่งๆ นานๆ ไม่ได้
- ไม่สามารถพักผ่อนอย่างสงบในเวลาว่างได้
- มืออยู่ไม่สุข (fidgeting)
- ช่างพูด
- โพล่งคำตอบ
- พูดแทรก
- รอให้ถึงคิวตัวเองไม่ได้
Inattentive type หรือเสียสมาธิได้ง่าย
- จดจ่อกับสิ่งที่คนอื่นพูดนานๆ ไม่ได้
- ผลัดวันประกันพรุ่ง
- ไขว้เขวง่าย
- ขี้ลืม
- ใจลอยขณะที่คนพูดอยู่ตรงหน้า
- ทำของหาย หาของไม่เจอ
- จัดการตารางชีวิตไม่ได้
วันตรวจหมอก็ถามทวนคำถามที่เคยถามในแบบสอบถามและมีถามเพิ่มเติมนิดหน่อย หมอใช้เวลาคำนวณนั่นนี่แป๊บหนึ่ง ก่อนจะแจ้งผลว่า เราเป็น ADHD แบบ combined type โดยมีคะแนนสูงทุกประเภท แล้วก็อธิบายเกี่ยวกับ ADHD คล้ายๆ กับที่เคยฟังพอดแคสต์ไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะถามว่าเราอยากรับการรักษาทางยาไหม ซึ่งเราอยาก หมอจึงส่งต่อไปที่แผนกเริ่มและปรับยา หรือ Titration ในอีก 1 เดือน บวกเพิ่มรวมเป็น 5 เดือนสวยๆ
เพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่รอเจอหมอ เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ ADHD โดยเฉพาะในผู้หญิง (และเด็กผู้หญิง) มาโดยตลอด โดยเกือบทุกแหล่งให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า การกินยามีส่วนช่วยบรรเทาอาการของโรคอย่างชัดเจน แล่ะยิ่งชัดเจนเมื่อรักษาร่วมกับการทำจิตบำบัดแบบ CBT
การเริ่มต้นรักษาทางยา
พอถึงวันนัดคุยกับแผนก Titration ก็มีสรุปเนื้อหารายงานอาการเราเล็กน้อย และพยาบาลก็เริ่มอธิบายว่ายาสำหรับ ADHD ที่สามารถจ่ายให้ได้มีอะไรบ้าง แบ่งเป็นประเภทไหนบ้าง ซึ่งก็บอกเลยว่าเราไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ สุดท้ายพยาบาลถามว่า เราอยากเลือกตัวไหน เราเลยตอบไปว่า เอาอันที่ส่วนใหญ่เขาได้ผลแล้วกันค่ะ แล้วก็ได้เป็น Methylphenidate มา
ซึ่งการกินยาก็ลำบากสุดๆ ที่แผนกนี้ชื่อว่า Titration ก็เพราะว่า จะต้องค่อยๆ เพิ่มโดสยาช้าๆ ดูผลลัพธ์การรักษาพร้อมกับสังเกตผลข้างเคียงร่วมด้วย โดยก่อนเริ่มยาจะมีการช่างน้ำหนักและวัดความดันเพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงสำหรับการรักษา เนื่องจากยาอาจมีผลกับความอยากอาหารและการทำงานของหัวใจได้
เดือนแรกของการกินยา
เราเริ่มจากกินยา 10 mg เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยช่วงแรกไม่มีผลลัพธ์ด้านการรักษาที่สัมผัสได้เลยสักนิด มีแต่ผลข้างเคียงล้วนๆ เวียนหัว หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกทรงตัวไม่ได้ ก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้น สัปดาห์ที่ 3 ก็ปรับเพิ่มเป็น 20 mg ช่วงนี้ไม่ได้เวียนหัวมากนัก แต่รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว สั่นขาจนปวดขา แต่เรื่องการจดจ่อ การผัดวันประกันพรุ่ง และ hyperfocus ดีขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี ตอนที่ปรับยาขึ้นเป็น 20 mg เป็นช่วงเดียวกับที่สหราชอาณาจักรมีการจราจลต่อต้านผู้อพยพอยู่พอดี ซึ่งนักศึกษาต่างชาติก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายเช่นกัน ทำให้เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตพอสมควร และความกังวลเหล่านี้อาจมีอาการคล้ายกับอาการของ ADHD ด้วยเช่นกัน
อาการในระหว่างหาโดสยาที่ใช่
พอครบ 1 เดือน ก็นัดดูอาการครั้งที่ 1 หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับผลลัพธ์การรักษาและอาการต่างๆ หมอก็พิจารณาเพิ่มยาเป็น 30 mg กินได้สักพัก อาการก็ค่อยๆ เข้าที่ แต่ยังสั่นขาอยู่ดี พอนัดดูอาการรอบที่ 2 หมอพิจารณาเพิ่มเป็น 40 mg ซึ่งเป็นโดสสูงสุดที่สามารถให้ได้ กลายเป็นว่าผลข้างเคียงมาแบบจัดหนักจัดเต็ม ตาแห้ง ตาสู้แสงไม่ได้ เดินตอนกลางคืนไม่ได้เลย จนนัดดูอาการรอบที่ 3 หมอลดโดสเป็น 30 mg อีกครั้ง และก็ใช้โดสนี้มายาวๆ ส่วนเรื่องสั่นขาก็ช่างมันเถอะ ไม่ได้กวนชีวิตอะไรขนาดนั้น
ชีวิตก่อนและหลังการรักษาทางยา
ภาพรวมคือเรารู้สึกพึงพอใจกับการรักษาทางยามาก หลายครั้งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่เป็น placebo effect หรือผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นจากความรู้สึกว่าได้รับการรักษาแล้ว ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากการกินยาจริงๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่องการเรียน เรารักษาในช่วงกำลังทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราจดจ่อกับการเขียนเล่มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตัดสินใจอย่างมีสติได้มากขึ้น โดยเฉพาะตอนจะต้องส่งเล่ม
เราอยากเพิ่มเนื้อหาส่วนอภิปรายอีกเยอะ อยากอ้างอิงข้อมูลให้หลายหลายกว่าที่ทำ แต่ถ้ายึดติดแล้วไม่ยอมกดส่ง ที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า เลยกดส่งไปด้วยความเข้าใจ เหมือนในหัวเราเป็น internet browser ที่มีแท็ปจำนวนมากที่เรารู้สึกว่าเราอยากใช้ประโยชน์ทั้งหมด แต่เราสามารถยอมรับข้อจำกัดของความเป็นจริงและปิดแท็ปเหล่านั้นได้ในที่สุด ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของ hyperactivity ของ ADHD
สิ่งที่เรารู้สึกในแง่มุมอื่นๆ เช่น
- นอนไม่หลับ
วันที่นอนหลับยากลดลงอย่างชัดเจน และลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ความยากในการนอนก็น้อยลง ความถี่ลด ระดับความยากลด นอกจากจะเป็นวันที่มีเรื่องกังวลมากจริงๆ ซึ่งก็เป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย
- Rejection dysphoria หรือความกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ
ซึ่งอาจเกิดจากการคิดมากที่เป็นส่วนหนึ่งของ hyperactivity โดยจะคิดในทางลบเป็นหลัก เช่น เราตั้งใจจะชวนเพื่อนไปลองร้านอาหารที่มาเปิดแค่ช่วงคริสมาสต์ มีขายฮ้อทดอก ไวน์ร้อน ดนตรีสด และแคมป์ไฟ แต่เรากลัวว่าจะรบกวนเวลาเพื่อน เพื่อนคงจะต้องใช้เวลาช่วงนี้อ่านหนังสือทบทวนนั่นนี่ เราสนิทกับเพื่อนขนาดนั้นรึเปล่านะ เพื่อนอาจจะไม่ได้สบายใจที่ไป hang out กับเราก็ได้ ซึ่งครั้งนั้นเราใช้พลังงานเยอะมากในการรวบรวมความกล้าเพื่อออกปากชวน แล้วเพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “ไปวันไหน”
พอหลังจากกินยา เราเริ่มตระหนักถึงความคิดเยอะเกินของตัวเองชัดเจนมากขึ้น ถามว่าเรายังกลัวอยู่ไหม ก็ยังกลัวอยู่ แต่จะเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุผลที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธคืออะไร เช่น เขาไม่อยากเจอเรา คำขอของเราทำให้เขาลำบากใจ เขาไม่ได้ยินดีที่อยากให้เราอยู่ใกล้เหรอ และหลายๆ ครั้งก็พบว่า จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงล่ะ เราเลยกล้าที่จะพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น วันที่รู้สึกแย่โดยไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจน ก็กล้าไปหาเพื่อนเพื่อขอกอดหรือร้องไห้ให้ฟังเฉยๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่กลัวโดนปฏิเสธแล้วเราก็ไม่โดนปฏิเสธอีกต่อไป แต่เรายอมรับได้ เข้าใจได้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าคนอื่นไม่รักเรา แต่ทุกคนมีวันแย่ๆ มีผู้คนในชีวิตที่ไม่ใช่เรา มีที่ว่างที่เราต้องเคารพ และเราก็มีสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน
- Hyper-fixation หรือภาวะหมกมุ่น
น่าจะเป็นสิ่งที่ชัดที่สุดสำหรับเรา เราสามารถพักจากการถักนิตติ้งหรือโครเชต์เพื่อไปเข้าห้องน้ำ ไปอาบน้ำ ไปทำอย่างอื่น รับรู้ความต้องการของร่างกายได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หายไปทั้งหมดหรอก ก็มีหลายๆ ครั้งที่เราถักนั่นนี่จนปวดหลังหรือไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยอยู่ดี
- การจดจ่อ
เรารู้สึกว่าการจดจ่อดีขึ้น ตอนที่เราอ่านหนังสือจบมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งกลายเป็นแรงกระตุ้นทางบวกต่อตัวเราเองให้อ่านเพิ่ม เรารู้สึกภูมิใจที่เราอ่านหนังสือจบเล่มได้ และพยายามอ่านเพิ่มอีก บางทีเราอาจจะชอบตัวเองที่รู้จักหนังสือหลากหลาย และสามารถพูดคุยถึงเรื่องราวในนั้นกับผู้คนมากมายได้ล่ะมั้ง
อย่างที่เล่าไปแล้วว่า การกินยาไม่ได้ทำให้อาการของ ADHD หายไปได้สนิท แต่ทำให้ลดลงจนแตกต่างจากเวลาที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม NHS ในเขตของเรายังไม่มีบริการ CBT สำหรับผู้ที่มี ADHD ทำให้เราไม่ได้รักษาด้วยวิธีการนี้ร่วมด้วย เลยไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มเติมได้มากน้อยแค่ไหน
นอกเหนือจากการรักษาแล้ว การปรับวิธีการใช้ชีวิต ก็มีการใช้ตัวช่วยที่สอดคล้องกับ ADHD ที่อาจจะไม่เหมือนกับตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้คนทั่วไป ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่มากขึ้น หรือโดนบดบังด้วยอาการของ ADHD ลดลง และหวังว่าใครก็ตามที่เคยพบเจอประสบการณ์คล้ายกัน จะสามารถรู้สึกเป็นอิสระต่อข้อจำกัดเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน