Skip to main content

เมื่อสองสามวันก่อนผมเห็นข่าวแม่อายุ 65 ตัดสินใจจบชีวิตไปพร้อมลูกชายพิการอายุ 25 ด้วยความเหนื่อยล้า กดดัน เครียดสะสมกับปัญหาที่รุมเร้า ในข่าวระบุว่า แม่มีอาการโคม่าแต่ยังมีชีพจร ส่วนลูกชายเสียชีวิต ความเศร้าใจเป็นความรู้สึกแรกที่ปรากฏขึ้นเมื่อเห็นข่าวนี้ พร้อมความสงสัยว่า ในอนาคตจะมีเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับอีกกี่คน นี่เป็นเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงบนหน้าข่าว ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีเหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับอีกหลายคนแต่ไม่ได้เป็นข่าว

แน่นอนว่าในทุกกรณีที่เกิดขึ้น ย่อมมีสาเหตุมีที่มาที่ไป โดยส่วนใหญ่เกิดจากความอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง จากสภาวะความเครียดสะสม ปัญหาชีวิต ที่เกี่ยวกับการต้องดูแลคนครอบครัวที่มีความพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จนหมดหนทาง การจบชีวิตจึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายของความอ่อนล้านี้

ผมอยากชวนมองเข้าไปเพื่อสำรวจทำความเข้าใจ ถ้าหากเป็นในกรณีของครอบครัวที่มีรายได้มากพอ มีคนที่ค่อยมาสับเปลี่ยนดูแล ความอ่อนล้า สภาวะความเครียดน่าจะเบาบาง แต่ถ้าหากครอบครัวไม่มีรายได้ที่พออยู่พอกิน ไม่มีคนมาค่อยสับเปลี่ยนดูแลแทน ความอ่อนล้าสภาวะความเครียดคงหนักอึ้งเกินจะหาคำพูดมาอธิบาย

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนพิการ

หากดูย้อนจากหน้าข่าวบนโซเซียลมีเดีย เราจะพบพบข่าวลักษณะนี้เป็นระยะ เช่น

สลด! แม่วัย 65 กลุ้มใจเรื่องครอบครัว รมควันฆ่าตัวตายพร้อมลูกพิการ ลูกชายดับ-แม่โคม่า

แม่วัยชราจุดเตาอั้งโล่รมควันหวังลาโลกพร้อมลูกชายพิการวัย 29 ปี สุดท้ายลูกชายเสียชีวิต ส่วนแม่อาการโคม่า (ปี 2568)

เกิดเหตุสลด ชายวัย 65 เครียด ที่ต้องดูแลพี่สาวป่วยติดเตียง และหลานชายออทิสติก มานานหลาย 10 ปี ตัดสินใจลงมือฆ่าทั้งคู่  พร้อมกับเขียนจดหมายสั่งลา ก่อนพยายามกรีดแขนขาตัวเอง ให้ตายตาม (ปี 2566)

พ่อทนไม่ไหวเห็นลูกต้องนอนป่วยติดเตียง เลยตัดสินใจจบชีวิตลูกหลังจากนั้นตัวเองก็ได้ตายตามไป (ปี 2564)

แม่วัย 52 เครียดจัด รับภาระเลี้ยงดูลูกสาวออทิสติกเพียงลำพัง ตัดสินใจใช้ผ้ารัดคอลูกจนตาย และกินยานอนหลับหลายเม็ด หวังฆ่าตัวตายตาม แต่ไม่ตาย (ปี 2560)

ครูสอนดนตรีวัย 50 ปี ตัดสินใจยิงลูกชายพิการสมองอายุ 21 ปี ก่อนเอาปืนกระบอกเดียวกันฆ่าตัวตายตาม พร้อมเขียนจดหมายลาตายเอาไว้ด้วย ครอบครัวคาดเครียดที่ต้องเลี้ยงลูกพิการนานหลายปี (ปี 2557)

บางครอบครัวคนพิการรุนแรง ที่มีคนดูแลเพียงคนเดียวไม่มีคนค่อยสับเปลี่ยนแทน ต้องแบ่งเวลาออกไปทำงานหาเงิน เมื่อพักต้องกลับมาหาข้าวหาน้ำ ต้องค่อยล้างแผล ทำแผลกดทับ เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวหรือพาคนพิการไปหาหมอ ซึ่งถ้าจะให้ลางานหรือหยุดงานบ่อยๆ รายได้คงไม่พอเลี้ยงปากท้องกับค่าใช้จ่ายได้พอทั้งสองคน คนพิการบางคนไม่ได้เช็ดตัวหรืออาบน้ำเป็นประจำ และจะได้ทำต่อเมื่อมีกลิ่นท้องเสีย ในขณะที่บางวันอาจทำได้เพียงแค่แปรงฟันอย่างเดียว และแม้จะอยากอาบน้ำมากแค่ไหนก็ตาม หากคนดูแลไม่ว่างก็ไม่สามารถอาบได้ นี่จึงเป็นความยากลำบากและกดดัน ซึ่งหากคนที่ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์นี้คงยากที่จะรับรู้ว่าความรู้สึกนั้นหนักอึ้งเพียงใด

ความรู้สึกที่ท่วมท้นนี้อาจทำให้เกิดความกดดันสะสมลุกลาม นำไปสู่การตัดสินใจคิดจบชีวิตไปพร้อมกันด้วยความรักและผูกพันธ์และความกังวลว่า หากคนดูแลจากไปก่อน หรือเลือกที่จะจากไปลำพังแบบตัดช่องน้อยแค่พอตัวเพราะกังวลว่าคนพิการที่ดูแลจะอยู่เพียงลำพังคนเดียวได้ยังไง 

ทำอย่างไรให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดซ้ำอีก

ส่วนตัวนั้นคิดว่าเป็นคำถามที่ยาก เพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการหาคนมาสลับเปลี่ยนเพื่อดูแลคนพิการ และทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เพียงพอได้ เหตุการณ์แบบนี้ก็คงเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซึ่งหากมองสภาวะความเครียดสะสมจากงานวิจัยหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและความต้องการของคนดูแลคนพิการติดเตียง พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่า การมีคนสลับเปลี่ยนช่วยดูแลคนพิการช่วยทำให้สภาวะความเครียดสะสมของคนดูแลลดน้อยลง เพราะมาช่วยแบ่งเบาภาระ ลดความเหนื่อยล้า ทำให้คนดูแลได้ทำในสิ่งที่ต้องการบ้างและได้มีเวลาพักผ่อน

ในอีกทางหนึ่งอาจหมายถึงการทำให้คนดูแลสามารถออกไปทำงานเพื่อหารายได้เพิ่ม ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เท่ากับว่าอาจจะประคับประคองเรื่องค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอได้ สิ่งเหล่านี้อาจพอเป็นช่องทางหนึ่งเพื่อลดไม่ให้เกิดความเครียดสะสม เพราะการดูแลคนพิการรุนแรงหนึ่งคนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะใช้ระยะเวลาสั้นหรือยาวนานเพียงใด

แล้วประเทศเรามีสวัสดิการอะไรแบบนี้บ้างไหม 

จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้ นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 หนึ่งในสิทธิของคนพิการที่ได้รับคือการได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ ซึ่งอาจมีหลายคนที่รู้ว่ามี และยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่ามี แต่ปัจจุบันสวัสดิการนี้ยังไม่สามารถคาดหวังได้ ว่าสามารถให้บริการกับคนพิการและครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้บริการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

บทบาทของผู้ช่วยคนพิการ ไม่ใช่แค่มาแบ่งเบากิจวัตรประจำวันให้คนพิการและคนดูแลให้เบาลง แต่ยังช่วยลดความรุนแรงของปัญหา และยังเพิ่มคุณค่าคืนการตัดสินใจให้คนพิการ ได้ตัดสินใจกำหนดชีวิตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งหากจะให้ผมอธิบายว่าผู้ช่วยคนพิการต้องทำอะไร ผมแนะนำให้อ่านต่อที่นี้เลยครับ

“ทำไมผู้ช่วยคนพิการ(PA)ถึงเป็นงานที่สร้างสังคมให้เท่าเทียม”

https://thisable.me/content/2022/04/813 และ 

“รู้จัก PA กลไกที่ช่วยลดความรุนแรงระหว่างคนพิการกับผู้ดูแล”https://thisable.me/content/2019/05/536 และ

“PA ผู้ช่วยคนพิการ งานหลักคือให้คนพิการได้ ตัดสินใจ”

https://thisable.me/content/2017/08/261

แล้วที่ไม่ทั่วถึงเพราะอะไร

ส่วนตัวผมพอมีชุดประสบการณ์ที่ได้รับรู้มาผ่านแวดวงคนพิการมาระยะเวลาหนึ่ง พบว่าการขาดแคลนผู้ช่วยคนพิการอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นอุปสรรค อย่างแรกเพราะผู้ช่วยคนพิการมีจำนวนน้อยมาก เมื่อมาดูสัดส่วนปัจจุบันจำนวนรายละเอียดผู้ช่วยคนพิการที่มีอยู่และกระจายตัวอยู่ในแต่ละจังหวัด กับจำนวนคนพิการในแต่ละจังหวัด สัดส่วนจำนวนผู้ช่วยคนพิการนั้นถือว่ามีจำนวนน้อยมาก แม้ไม่ใช่ข้อมูลภาพรวมคนพิการที่มีในแต่ละจังหวัด แต่สมมติว่าในหนึ่งจังหวัดมีคนพิการและครอบครัวที่จำเป็นต้องการใช้เพียงแค่ 500 คน จำนวนผู้ช่วยคนพิการก็ยังไม่เพียงพอ ดูจากผลรายงานจำนวนผู้ช่วยคนพิการประจำปีงบประมาณ 2568 เมื่อดูภาพรวมก็พอคาดการณ์ได้

ตารางรายงานผลจำนวนผู้ช่วยคนพิการ(PA) รายจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นตารางข้อมูลแสดงจำนวนผู้ช่วยคนพิการและจำนวนคนพิการที่ได้รับบริการผู้ช่วย ในแต่ละจังหวัดทั้งประเทศ จำนวนผู้ช่วยคนพิการที่จดแจ้ง 2,054 คน จำนวนคนพิการที่ได้รับบริการ 8,070 คน

แล้วทำไมถึงมีคนทำงานเป็นผู้ช่วยคนพิการน้อย

นั่นสิทำไมถึงมีจำนวนน้อย ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อปี 2558 ผมมีโอกาสได้ร่วมทำค่ายอาสากับกลุ่มนักศึกษาที่สนใจเรื่องผู้ช่วยคนพิการ และเก็บข้อมูลจากคนพิการและองค์กรคนพิการที่ทำงานให้บริการผู้ช่วยคนพิการ พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยแตกต่างจากอดีตสักเท่าไหร่

เริ่มตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูลของคนพิการและครอบครัวที่ไม่รู้ว่ามีสิทธินี้อยู่ และการเข้าถึงสิทธิต้องผ่านขั้นตอนการขอใช้หลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่

1. ยื่นคำขอ: คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการ ยื่นคำขอรับบริการผู้ช่วยคนพิการ ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือ ศูนย์บริการคนพิการ ที่อยู่ในพื้นที่.

2. ตรวจสอบเอกสาร:หน่วยงานที่รับคำขอจะตรวจสอบเอกสารหลักฐานของผู้ยื่นคำขอ.

3. พิจารณาคำขอ: หน่วยงานจะพิจารณาคุณสมบัติของคนพิการ และความจำเป็นในการใช้ผู้ช่วยคนพิการ.

4. แจ้งผล:หน่วยงานจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำขอทราบ.

5. จัดบริการ:หากได้รับการอนุมัติ หน่วยงานจะดำเนินการจัดหาผู้ช่วยคนพิการ และทำสัญญากับผู้ช่วยคนพิการ.

6. ผู้ช่วยปฏิบัติงาน:ผู้ช่วยคนพิการจะช่วยเหลือคนพิการในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในสังคม.

เอกสารที่ต้องใช้: แบบคำขอมีผู้ช่วยคนพิการ: (แบบ ผช.1). สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ: สำเนาบัตรประชาชน: .รูปถ่าย: ขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป.เอกสารอื่นๆ: (ถ้ามี) เช่น ใบรับรองแพทย์, หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลคนพิการ.

และค่าตอบแทนของผู้ช่วยคนพิการน้อย ได้เพียง 50บาท ต่อชั่วโมง เพิ่งปรับขึ้นเมื่อเดือนเมษายนของปีนี้ 2568 ขึ้นเป็น 60 บาท ต่อชั่วโมง นับจากปี 2550 รวม 18 ปี เฉลี่ยรายได้ปรับขึ้นปีละ 0.55 บาท แล้วยังจำกัดชั่วโมงทำงานไว้ไม่เกิน 180 ชั่วโมงต่อเดือน เท่ากับวันละ 6 ชั่วโมง ทำให้มีรายได้ต่อเดือน ได้ไม่เกิน 10,800 บาท น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือน และได้สนับสนุนค่าเดินทางไปออกไปให้บริการวันละไม่เกิน 100 บาทต่อวัน นอกจากนี้คนทำงานส่วนมากเป็นคนที่ต้องทำงานในหลายหน้าที่อย่างเช่น อสม. ที่บางคนอาจไม่ได้สนใจอยากทำงานเป็นผู้ช่วยจริงๆ และยังขาดสวัสดิการที่สร้างแรงจูงใจให้ทำงานผู้ช่วยคนพิการเป็นงานที่มีคุณค่าได้ พอเป็นภาพสะท้อนได้ว่าคงเป็นปัจจัยร่วมทำให้มีจำนวนผู้ช่วยมีน้อย   

ท้ายที่สุดแล้ว คงจะดีหากสวัสดิการนี้สามารถให้บริการคนพิการและครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้ได้อย่างทั่วถึง เพราะบทบาทของผู้ช่วยคนพิการจะช่วยเพิ่มช่องว่างให้คนดูแลมีช่วงเวลาที่ได้ออกจากความเครียดสะสมได้บ้าง คงทำให้คนดูแลมีเวลามาดูแลกายใจตัวเอง ได้พักจากงานที่เหนื่อยล้า ไม่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้ง คงเป็นความคาดหวังว่าอาจช่วยลดการสูญเสียลงได้ แต่คงเป็นความท้าทายของรัฐไทยหากต้องการให้คุณภาพชีวิตของประชาชนมีชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและไม่กดดันจนเกิดการสูญเสีย เพราะหนึ่งการสูญเสียเท่ากับโอกาสที่ประเทศเราจะสูญเสียบุคลากรในการขับเคลื่อนและเป็นภาพสะท้อนว่า รัฐยังดูแลประชากรทุกกลุ่มได้ไม่ดีพอ