จ่าสิบตำรวจ วรวิทย์ ณะรัตตะ อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ประสบเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่เหยียบกับระเบิด ณ อำเภอสุคิริน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ส่งผลให้สูญเสียขาทั้งสองข้างและต้องเข้ารับการผ่าตัดรวม 14 ครั้ง
เราชวนคุยถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดเหตุ กระบวนการรักษาพยาบาล และการเปลี่ยนผ่านอาชีพสู่การทำธุรกิจส่วนตัว "ปลาส้มจ่าปืน" นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรัฐบาล ได้แก่ การเรียกร้องให้ปรับปรุงระเบียบเงินเยียวยาที่ล้าสมัยมานานกว่า 20 ปี การกระจายอำนาจ การประเมินกายอุปกรณ์ของโรงพยาบาลในพื้นที่ และการเสนอให้รัฐเปลี่ยนนโยบายจากการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว เป็นการติดตามสิทธิประโยชน์และการสร้างอาชีพอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นของเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ทุพพลภาพจากเหตุความไม่สงบ

เส้นทางก่อนจะมาเป็นเจ้าหน้าที่ EOD
จ่าสิบตำรวจ วรวิทย์: ยศตอนที่เกิดเหตุคือจ่าสิบตำรวจ ผมสังกัดชุดปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ทำหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือที่เรียกกันว่า EOD (Explosive Ordnance Disposal) หน้าที่หลักคือการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ตรวจสอบระเบิด และทำพื้นที่ให้ปลอดภัยสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัดนราธิวาส
ผมเริ่มจากการเป็นตำรวจทั่วไปก่อน แล้วจึงเข้ามาอยู่ในชุดคุ้มกัน ซึ่งมีหน้าที่คอยป้องกันความปลอดภัยรอบนอกให้ EOD ในขณะที่เขากำลังปฏิบัติงานกู้ระเบิด
ผมอยู่ชุดคุ้มกัน ประมาณ 5-6 ปี จนกระทั่งมีโอกาสได้ส่งชื่อสอบเพื่อไปอบรมหลักสูตรของสรรพาวุธเป็นเวลา 3 เดือน จนได้บรรจุตำแหน่ง EOD ในปี 2560 และทำงานนี้เรื่อยมาจนถึงปี 2567 รวมเวลาที่อยู่กับหน่วยนี้มาทั้งหมด 13 ปี ผมเป็นตำรวจที่ไม่เคยจับผู้ร้ายเลย หน้าที่เดียวของผมตลอดชีวิตราชการคือการจับระเบิดอย่างเดียว

งานเสี่ยงอันตรายมาก อะไรคือแรงจูงใจให้เลือกทางนี้?
ตอนเริ่มทำผมยังเป็นตำรวจหนุ่มและยังโสด ไม่มีภาระครอบครัว ผมชอบอะไรที่ท้าทายและผาดโผน มีเหตุการณ์หนึ่งที่จำได้แม่น คือตอนที่ผมสมัคร EOD นราธิวาสเพิ่งเสียเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกันถึง 3 คน แทนที่ผมจะกลัวเหมือนคนอื่น แต่มันกลับปลุกพลังในตัวผมให้รู้สึกท้าทายและอยากเข้าไปทำหน้าที่ตรงนั้นแทนที่คนเสียไป ในการทำงานจริงพวกเราไม่มีความกังวลเลย เพราะเราเชื่อมั่นในสิ่งที่อบรมมาและมีสติทุกวินาที เวลาเข้างานระเบิด ทุกคนจะอาสาแย่งกันเข้าปฏิบัติงานเสมอ ไม่มีการเกี่ยงกันเลย
เหตุการณ์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2567
วันนั้นมีเหตุระเบิดใส่ชุดคุ้มครองครูในพื้นที่อำเภอสุคิริน ช่วงเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ หลังจากวางแผนเสร็จ ผมรับหน้าที่เดินสแกนพื้นที่ตามหลังชุดแรก เราเดินผ่านจุดที่สุนัข K9 นั่งตรวจสอบแล้ว และผมก็เดินไปเจอจุดระเบิดลูกแรกก่อน จึงได้ทำการเคลียร์พื้นที่ จากนั้นเราเดินต่อไปจนเจอจุดซุ่มยิงที่มีปลอกกระสุนและรอยเท้าเยอะมาก เหมือนเขาตั้งใจให้เราเห็น
วินาทีนั้น พี่คนหนึ่งที่เดินนำหน้าผมเรียกให้ผมกลับไปเอาเครื่องมือมาตรวจเพิ่มเติม ผมจึงหันตัวกลับ แต่เพียงแค่ขยับตัว ปลายเท้าของผมก็ไปกดสวิตช์ระเบิดที่ฝังอยู่พอดี มันเป็นไมโครสวิตช์ขนาดเล็กเท่าฝาขวดน้ำ จริงๆ ผมยืนคร่อมมันอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอบิดตัวเพียงนิดเดียวระเบิดก็ทำงานทันที ตึ้ม! ตัวผมลอยขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาที่หลุมระเบิด
ผมรู้สึกตัวตลอดเวลา ผมมองเห็นขาตัวเองเละทั้งสองข้าง เลือดไหลเยอะมาก ผมรอดมาได้เพราะ "ทูนิเก้" (สายรัดห้ามเลือด) น้องทหารโยนมาให้ 2 อัน ล็อกเลือดไว้ได้ทันเวลาพอดี ถ้าไม่มีวันนั้นผมคงเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากไปแล้ว

ตอนอยู่บนรถกระบะแผ่นเกราะที่ใช้เคลื่อนย้าย ความร้อนจากแดดที่แผดเผาแผ่นเหล็กทำให้เนื้อของผมไหม้จนเป็นแผลเป็น ผมเกือบจะหลับไปเพราะเสียเลือดเยอะ แต่พี่ที่เข้ามาช่วยคนแรกตบหน้าผมแล้วบอกว่า "มึงต้องกลับมาเลี้ยงลูกเอง" คำพูดนั้นทำให้ผมดิ้นรนกลับมาลืมตาอีกรอบเพื่อครอบครัว
ผมเข้ารับการผ่าตัดทั้งหมด 14 ครั้ง และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง 7 เดือน ใจของผมสู้ตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมา ผมบอกตัวเองว่าในเมื่อรอดมาได้แล้ว จะอยู่ในรูปแบบไหนผมก็จะรอดไปเลี้ยงลูกให้ได้ ผมตั้งเป้าหมายว่า "จะไม่อยู่เฉยๆ และจะไม่เป็นภาระให้ครอบครัวเด็ดขาด"
ผมภูมิใจมากตอนที่พยายามลุกนั่งได้ครั้งแรก หรือตอนที่ได้ตักข้าวกินเองคำแรกหลังจากที่คนอื่นต้องป้อนมานาน แม้กระทั่งแอบพยาบาลปั่นวีลแชร์ไปอาบน้ำเองครั้งแรกหลังจากไม่ได้อาบมาเป็นเดือน ความรู้สึกเหล่านั้นมันยิ่งใหญ่มากสำหรับผมครับ ผมพยายามมองโลกในแง่บวกและใช้ความภาคภูมิใจเล็กๆ เหล่านี้เป็นแรงผลักดัน แทนที่จะจมอยู่กับความสูญเสียในอดีต

จากหน้าที่ EOD มาสู่ จ่าปืนปลาส้ม จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากไหน
เริ่มมาจากตอนที่ผมพักฟื้น แฟนผมไลฟ์สดใน TikTok แล้วมีแฟนคลับแนะนำว่าให้หาของมาขายสิ เขาพร้อมจะสนับสนุน ผมเลยเลือก "ปลาส้ม" เพราะก่อนจะโดนระเบิด ผมเคยรับหิ้วปลาส้มจากทะเลน้อย พัทลุง ไปขายให้พี่น้องในนราธิวาสอยู่แล้ว
ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้จดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว ผมยึดคติว่า "ถ้าขายความสงสาร มันจะขายได้รอบเดียว แต่ถ้าจะขายให้นาน คุณภาพต้องมาอันดับหนึ่ง"
ปลาส้มของผมต้องอร่อยจริงและสะอาด ลูกค้าถึงจะกลับมาซื้อซ้ำ ทุกวันนี้ยอดขายมาจากแฟนคลับล้วนๆ ผมไม่เคยยิงแอดโฆษณาเลย และผมยังแบ่งกำไรบางส่วนไปเลี้ยงข้าวเด็กพิการเพื่อส่งต่อกำลังใจให้สังคมด้วย

คำแนะนำเมื่อทานปลาส้มของจ่าปืน
เมื่อได้รับสินค้าแล้วไม่จำเป็นต้องล้างข้าวคั่วออกเนื่องจากเป็นข้าวคั่วสุกเกรดดี สามารถแกะถุงแล้วนำไปทอดได้ทันที ในการทอดแนะนำให้ใช้ไฟกลางและน้ำมันท่วมตัวปลา โดยใช้เวลาทอดประมาณข้างละ 5 นาที
สำหรับผู้ที่รักสุขภาพสามารถเลือกใช้วิธีการเข้าหม้ออบลมร้อน หรือจะห่อใบตองปิ้งด้วยไฟอ่อนเพื่อทานคู่กับข้าวเหนียวก็ได้ตามความสะดวก นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการทอดให้สุกก่อนแล้วนำไปเข้าหม้ออบลมร้อนอีกครั้งเพื่อช่วยไล่น้ำมันส่วนเกินออกได้เช่นกัน
ในด้านการเก็บรักษา แนะนำให้เก็บไว้ในตู้เย็นเป็นหลัก โดยช่องฟรีซสามารถเก็บได้นาน 4 เดือน และช่องธรรมดาเก็บได้ 3 เดือน แม้จะสามารถไว้นอกตู้เย็นได้ประมาณ 15-20 วันแต่ไม่แนะนำเพื่อให้รักษาคุณภาพสินค้าได้ดีที่สุด

มีสิทธิหรือสวัสดิการอะไรที่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างไหม?
เรื่องสิทธิเยียวยาเจ้าหน้าที่รัฐของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กฎเกณฑ์บางอย่างใช้ระเบียบเดิมมา 20 ปีแล้ว ซึ่งค่าเงินปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก คนทำงานในกลุ่มสิทธิกำลังพลของตำรวจทำงานโอเคแล้ว แต่ผมอยากให้ภาครัฐกลับมาทบทวนและปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น
เรื่อง "กายอุปกรณ์" หรือขาเทียม เห็นว่ามีปัญหาเรื่องสิทธิในการเลือก นี่คือสิ่งที่ผมพยายามเรียกร้อง ทำไมผู้บาดเจ็บถึงไม่มีสิทธิเลือกอุปกรณ์ที่ดีที่สุดให้ตัวเอง กฎเกณฑ์บางอย่างมันปิดกั้นอยู่ เช่น บางเคสเจ้าหน้าที่เสียสละเพื่อชาติมา แต่พอจะขอขาเทียมที่ดีหน่อย กลับถูกบอกว่า "ยอดเงินมันเกิน" ทั้งที่เขาควรจะได้สิ่งที่ดีระดับโลกเพื่อที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด

อีกอย่างคือความลำบากในการเข้าถึงสิทธิ ทำไมต้องบังคับให้ไปประเมินที่โรงพยาบาลตำรวจในกรุงเทพฯ เท่านั้น สำหรับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ไกลๆ หรือการเดินทางลำบาก เขาแทบจะหมดสิทธิเข้าถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ เลย อย่างผมตัดสินใจมาที่โรงพยาบาลในพื้นที่อย่าง มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ซึ่งมีความพร้อมและสะดวกต่อตัวผู้ป่วยและญาติมากกว่า
บางคนอาจมองว่าได้รับเงินล้านแล้วจะสบาย แต่ในความเป็นจริง เงินสิบล้านหรือยี่สิบล้านก็ไม่คุ้มหรอก ไม่มีใครอยากเอาขาไปแลกกับเงิน ค่าใช้จ่ายของคนพิการมันสูงกว่าคนปกติมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าแพมเพิร์ส ยาฆ่าเชื้อ วัสดุทำแผลที่มีทุกเดือน หรือแม้แต่การไปหาหมอที่ต้องจองโรงแรมที่รองรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างเยอะมาก ถ้าเจ้าหน้าที่บางท่านไม่มีรายได้เสริมเหมือนผม เขามีแค่เงินเดือนไม่กี่หมื่นกับเงินก้อนที่ค่อยๆ ร่อยหรอไป เขาจะอยู่ได้อย่างไรในระยะยาว
สำคัญคือระบบการติดตามเคส ส่วนใหญ่รัฐจะดูแลดีแค่ช่วงปีแรกที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นก็หายไป จริงๆ แล้วมันควรมีการติดตามอย่างต่อเนื่องจนกว่าเขาจะเสียชีวิต เจ้าหน้าที่บางคนบาดเจ็บทางสมอง หรือครอบครัวไม่ได้มีความรู้เรื่องเอกสาร สิทธิประโยชน์ เช่น ค่าเทอมบุตร หรือเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิต่างๆ เขาก็เสียสิทธิไปเพราะไม่มีคนไปเดินเรื่องให้ ผมอยากให้มีหน่วยงานที่เข้าไปเยี่ยมถึงบ้านอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าเขาได้รับสิทธิตามที่ควรจะได้ครบถ้วนไหม ไม่ใช่ปล่อยให้เขานอนรอรับกรรมอยู่กับบ้านคนเดียว

ผมอยากให้รัฐเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "เยียวยาก้อนเดียวแล้วจบ" เป็นการ "สร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ที่ยั่งยืน" ข้อมูลรายชื่อผู้บาดเจ็บมีอยู่แล้ว ควรดึงเขากลับมาสร้างคุณค่าให้เขาได้มีที่ยืนในสังคมอีกครั้ง และขอให้ยึดหลักที่ว่า ทำเพื่อช่วยให้เขาได้สิ่งที่ดีจริงๆ ไม่ใช่ทำแค่ตามหน้าที่ แล้วลืมพวกเขาไปเมื่อกระแสข่าวเงียบลงครับ
นอกจากนี้ที่ผมได้สัมผัสและพูดคุยมา ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกลับได้รับการเยียวยาน้อยกว่าทหารหรือเจ้าหน้าที่ และยังมีข่าวว่าจะมีการยกเลิกสิทธิบางอย่างอีก ซึ่งมันน่าเศร้ามาก เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว ความสูญเสียมันค้างคาอยู่กับเขาตลอดไป ชาวบ้านบางคนต้องกลายเป็นคนพิการเพียงเพราะเดินไปเหยียบระเบิดโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย สวัสดิการและรายได้เขาก็ไม่มีเหมือนพวกผม รัฐจึงควรทบทวนการเยียวยาให้ครอบคลุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ผมอยากให้คนพิการออกจากบ้านให้ได้ครับ อย่าแค่นอนอยู่บ้านกินเงินเบี้ยพิการ 800 บาทอย่างเดียว คุณต้องหา "เหลี่ยม" หรือจุดลงตัวของตัวเองให้เจอ การได้ออกมาเห็นโลกภายนอก ได้เห็นคนพิการคนอื่นที่เขาประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตได้ปกติ จะทำให้เรามีแรงบันดาลใจ คุณอยากจะเป็นอะไร อยากจะไปเที่ยวไหน ก็ออกไปทำเถอะครับ อย่าไปกลัวสายตาใคร ให้โฟกัสแค่ความสุขของเราก็พอครับ



