Skip to main content

9 เม.ย. ธีรยุทธ สุคนธวิท หรือ พี่เกตุ ประธานมูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ และผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการจังหวัดนนทบุรี ถึงแก่อนิจกรรม ทางครอบครัวได้จัดงานรดน้ำ สวดอภิธรรม และฌาปนกิจ ณ วัดชลประทางรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง

ในวันสุดท้ายของกิจกรรมนั่นคือ ฌาปนกิจ  คนพิการจากหลากหลายกลุ่มหลายความพิการเข้ามารวมตัวครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มพิธีการ ในช่วงวางดอกไม้บางส่วนเดินขึ้นไปมอบให้บนเมรุเผา บางส่วน(นั่งวีลแชร์) วาง ณ จุดที่วัดจัดให้ข้างล่าง ก่อนเริ่มพิธีเผาช่วงเวลา 15.00 น.

หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม เราได้มีโอกาสคุยกับ วันเสาร์ ไชยกุล ในนามของ มูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ทำให้เราได้มีโอกาสทำความรู้จักพี่เกตถึงการงาน ตัวตน และสิ่งที่พี่เกตฝากเอาไว้ในฐานะคนทำงานด้านคนพิการ เพื่อให้เข้าใจและมองเห็นสิ่งที่พี่เหตุทำได้มากขึ้น 

วันเสาร์ : พี่เกตเป็นคนพิการรุนแรงคนหนึ่งที่ขับเคลื่อนงานด้านคนพิการมาอย่างยาวนาน จุดที่สำคัญคือแกเป็นคนที่เปลี่ยนผ่านยุคสมัยจากการ "เรียกร้อง" หรือการออกไปชูป้ายประท้วง มาเป็นการต่อสู้แบบ "มีข้อเสนอ" ที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูล เพื่อนำชุดความรู้เหล่านั้นไปผลักดันสู่ระดับนโยบาย

ในการทำงาน แกไม่ได้สู้เพียงลำพังแต่เน้นการทำงานแบบขับเคลื่อนร่วมกับทุกประเภทความพิการ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆ แกเอาตัวเองไปฝังตัวอยู่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวก สุขภาพ หรือแม้กระทั่งข้อกฎหมาย เพราะแกมีแนวคิดว่าเราต้องไม่ทำงานคนเดียว แต่ต้องดึงทุกคนมาเป็นปากเป็นเสียงร่วมกัน เพื่อให้สังคมเห็นว่าเรื่องที่เรากำลังทำไม่ใช่แค่เรื่องของคนพิการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญคือพี่เกตยึดมั่นในหลักการทำงานร่วมกับคนพิการโดยใช้เนื้อหาและความรู้เป็นตัวนำ ไม่ได้เน้นแค่การออกไปร้องเรียนหรือใช้ท่าทีที่ก้าวร้าวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการขับเคลื่อนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญาอย่างแท้จริง

ชีวิตพี่เกตุ 

งานหลักที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของแกน่าจะเป็นเรื่อง IL (Independent Living)  เริ่มตั้งแต่การรับแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระเข้ามา แล้วนำมาจัดตั้งเป็น ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้คนพิการในพื้นที่ได้รับบริการอย่างจริงจัง

ต้องบอกว่าการนำแนวคิด IL มาขับเคลื่อนจนเกิดศูนย์ในประเทศไทยเนี่ย คือหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนวิธีทำงานเรื่องคนพิการในประเทศเลย เพราะเมื่อก่อนเราอาจจะเน้นแค่การเรียกร้องพิทักษ์สิทธิ์ แต่ไม่เคยมีระบบจัดการบริการเพื่อคนพิการโดยตรง พอมีบริการ IL เข้ามา มันคือการจัดการเพื่อช่วยให้คนพิการที่ยังมีความกังวล หรือยังติดอยู่กับ "กับดักความพิการ" สามารถลุกขึ้นมาตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง บนพื้นฐานที่ว่าต้องเป็นการตัดสินใจที่มาจากตัวเองและไม่ถูกใครครอบงำ

ในขณะเดียวกัน การจะดำรงชีวิตอิสระได้จริงๆ มันต้องมีองค์ประกอบอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การเข้าถึงสิทธิ์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญคือต้องมี ผู้ช่วยคนพิการ (PA) ซึ่งเป็นบริการที่ต้องเดินไปพร้อมกับการใช้แนวคิด IL ฉะนั้น การมีบริการเหล่านี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้องค์กรคนพิการในบ้านเรา นอกเหนือจากการพิทักษ์สิทธิ์หรือเรียกตัวเลขสวัสดิการแล้ว ยังหันมาให้ความสำคัญกับการจัดบริการที่ทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

หากถามว่าก่อนยุคพี่เกต ปัญหาหรือการทำงานเรื่องคนพิการเป็นแบบไหน คือก่อนหน้านี้พอพูดถึงเรื่องคนพิการ มันจะเริ่มมาจากแนวคิดแบบ "สงเคราะห์" โดยรัฐเป็นหลัก หลังจากนั้นพอเริ่มมีการรวมตัวจัดตั้งองค์กรคนพิการขึ้นมาได้ กระบวนการก็ขยับมาสู่จุดที่คนพิการมองว่าเรื่องนี้ไม่ควรเป็นแค่การสงเคราะห์อีกต่อไป

แต่แนวทางในตอนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการ "เรียกร้อง"  คือเน้นการรวมตัวกันไปแสดงความไม่เห็นด้วย หรือการไปตั้งม็อบกดดันหน้าหน่วยงานรัฐ ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นภาพแบบนั้นมาตลอด จนกระทั่งเริ่มมีวิวัฒนาการทางกฎหมายที่ดีขึ้น ประกอบกับการรับแนวคิดจากต่างประเทศเข้ามา ทั้งเรื่องอนุสัญญาต่าง ๆ และแนวคิด IL (Independent Living) สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมและใช้ "องค์ความรู้" นำทาง

ประจวบเหมาะกับที่รัฐเริ่มเปิดกว้างขึ้น ตั้งแต่มีการประกาศใช้ พรบ. และการรับอนุสัญญาเข้ามา รวมถึงการมีผู้นำคนพิการรุ่นใหม่ ๆ ที่เข้ามาทำงานด้วยชุดความรู้ และเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกต่าง ๆ จนเกิดเป็นกระบวนการพัฒนานโยบายและกฎหมายร่วมกัน ซึ่งหลายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็เริ่มมาจากจุดนั้น รวมถึงการผลักดันแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระให้บรรจุอยู่ใน พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่า นอกจากจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว คนพิการต้องสามารถอยู่ได้ด้วยการดำรงชีวิตอิสระ

ก็คือคนพิการยุคก่อนเนี่ย เมื่อมันไม่มีแนวคิดอะไรเลย การที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ในยุคของพี่เกต คือการเริ่มขยับมาผลักดันในเชิงกฎหมายและนโยบายมากขึ้น รวมถึงเริ่มผลักดันที่ตัวคนพิการเองด้วย โดยเฉพาะคนพิการทั่วไปที่อยู่กับบ้าน ซึ่งพอรักษาและฟื้นฟูเสร็จแล้วก็ไม่รู้จะไปไหนต่อจนกลายเป็นติดบ้าน แต่พอมีแนวคิดนี้เข้าไป มีคนพิการที่รับแนวคิดนี้ลงไปทำงานในพื้นที่ มันก็ทำให้เขาเริ่มตั้งเป้าหมายในการมีชีวิต เริ่มคิด ตัดสินใจ และวางแผนการดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง ทำให้เขารู้สึกว่าจริงๆ แล้วชีวิตเขาสามารถออกไปไหนมาไหนได้ ไม่ใช่แค่ต้องอยู่แต่ในบ้าน

ฉะนั้นตัวแนวคิดนี้มันจึงไปปรับเปลี่ยนที่ตัวคน ปรับเปลี่ยนให้คนพิการลุกขึ้นมาวางแผนชีวิตภายใต้วิถีและแผนของตัวเอง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดที่มีอยู่ ซึ่ง IL เข้าไปทำหน้าที่ในส่วนนี้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตส่วนตัวของคนพิการเพิ่มขึ้น มากกว่าแค่การทำงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว

IL (Independent Living)

ทำไมงานเหล่านี้ต้องเป็นคนพิการที่ลุกขึ้นมาผลักดันด้วยตัวเอง? อันดับแรกเลยคือ คนพิการเป็นผู้มีประสบการณ์ตรง เราอาจจะไม่ใช่นักวิชาชีพที่มีความรู้ตามทฤษฎี แต่เราเป็นคนพิการที่เรียนรู้และเข้าใจความพิการของตัวเอง รวมถึงเข้าใจข้อจำกัดและบริบทของสังคมได้ดีที่สุด

มันเริ่มได้ตั้งแต่การลุกขึ้นไปคุยกับเพื่อนคนพิการด้วยกันเองเลย ซึ่งมีข้อสังเกตจากหน่วยงานรัฐว่า เวลาเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปหาคนพิการ เขาจะไม่ค่อยยอมคุยหรือเปิดใจเท่ากับเวลาที่คนพิการด้วยกันเองลงไปหา พอถามว่าเพราะอะไร เพื่อนคนพิการบอกว่าพอมันเห็นคนพิการด้วยกันลงไปคุย เขาก็จะเอ๊ะและแปลกใจว่า "อ้าว คนพิการมาหาเราเหรอ" เขาเห็นคนพิการแต่งตัวดี ขับรถมาได้เอง เขาก็เริ่มสนใจว่า "เฮ้ย เขาก็พิการเหมือนเรานี่นา แล้วทำยังไงเขาถึงไม่ต้องอยู่แต่ในบ้านเหมือนเรา"

สิ่งนี้มันช่วยเปิดพื้นที่ในการพูดคุยให้กว้างขึ้น ทำให้คนพิการรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนมากกว่า ไม่รู้สึกว่ามีกำแพงกั้น ฉะนั้นมันคือการใช้ประสบการณ์ตรงที่เอาตัวเองเป็นแบบอย่าง หรือเป็นแรงบันดาลใจให้คนพิการที่ยังติดบ้านติดเตียงรู้สึกว่า ตัวเขาก็ลุกขึ้นมาเป็นแบบนี้ได้เหมือนกัน ซึ่งเราเรียกว่าการเป็นเพื่อนคนพิการที่มีพื้นฐานประสบการณ์ใกล้เคียงกัน ความสบายอกสบายใจในการคุยมันจึงมีมากกว่า ต่างจากเวลานักวิชาชีพหรือคนทั่วไปลงไปหาที่เขามักจะรู้สึกว่ามีกำแพงกั้นไว้นั่นเอง

ตัวตนพี่เกต

พี่เกตเริ่มต้นจากการทำงานภาคเอกชนก่อน แกเป็นโปรแกรมเมอร์ เขียนโปรแกรมอยู่บริษัทเอกชน จนกระทั่งมาเจอพวกพี่ ๆ ผู้นำคนพิการ ทั้งอาจารย์ณรงค์ พี่ต่อพงษ์ และอีกหลายคน ซึ่งเขามองเห็นว่าพี่เกตมีศักยภาพในการทำงาน เพราะตอนนั้นพี่เกตทำงานออฟฟิศเป็น ทักษะคอมพิวเตอร์ดี และที่สำคัญคือแกมีวิธีคิดแบบ "โปรแกรมเมอร์" 

มันคือการคิดที่เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน 1 2 3 4 5 ซึ่งพอเอามาประยุกต์ใช้ในการทำงาน มันทำให้แกสามารถบริหารจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าพี่เกตถนัดเรื่องการบริหารจัดการองค์กร และการวางยุทธศาสตร์ในการทำงานมาก เพราะแกใช้ตรรกะแบบโปรแกรมเมอร์นี่แหละ พอรุ่นพี่เห็นความสามารถตรงนี้เลยชวนแกเข้ามาทำงาน ซึ่งพี่เกตก็มารับช่วงต่อจากอาจารย์นรงค์และพี่ต่อพงษ์ ทั้งเรื่อง IL เรื่องสุขภาพ รวมถึงเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก โดยรับไม้ต่อและขยายผลมาเรื่อย ๆ

อย่างที่บอก แนวคิดของพี่เกตคือ "ไม่ควรทำงานเรื่องนี้คนเดียว" แกเลยเน้นสร้างเครือข่าย ทั้งเรื่อง IL ที่สร้างเครือข่ายจนไปเป็นเลขานุการให้มูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ (TIL) หรือการร่วมบุกเบิกเครือข่าย T4A และเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนที่ทุกคนต้องขึ้นได้ แม้กระทั่งเรื่องเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ แกก็รับช่วงต่อมาจากอาจารย์นรงค์ในช่วงที่มีการปฏิรูประบบสุขภาพ ซึ่งพี่เกตก็เข้าไปขับเคลื่อนต่อจนเกิดสมัชชาสุขภาพและสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งขึ้นมา เพราะแกมองว่าการทำงานแบบเครือข่ายคือจุดแข็งสำคัญที่สุด และจุดเด่นของแกก็คือการเอาวิธีคิดที่เป็นระบบมาใช้ทั้งในงานจัดการและการขับเคลื่อนควบคู่กันไป

สิ่งที่พี่เกตอยากฝาก

อย่างเรื่องล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอาจดูเป็นเรื่

องเล็กน้อยในสายตาคนอื่น คือเรื่องคำสั่งให้ พมจ. มาปฏิบัติหน้าที่ ผอ. ศูนย์บริการคนพิการจังหวัด เรื่องนี้พี่เกตให้ความสำคัญมาก แกพูดในที่ประชุมหลายรอบจนผมแปลกใจ และที่หนักกว่านั้นคือ ปกติแกแทบไม่โพสต์ Facebook เลย แต่ครั้งนี้แกกลับเอาเรื่องนี้ไปโพสต์ จนสุดท้ายแกถึงขั้นเอ่ยปากฝากฝังกับพวกเราว่า "ช่วยทำเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหม"

ตอนที่ได้คุยกัน แกบอกว่าทุกอย่างที่เราออกแบบมา มันสร้างขึ้นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมตามเจตนารมณ์ของ พรบ. ที่อยากให้รัฐกับคนพิการทำงานเคียงข้างกัน การมีศูนย์บริการคนพิการจังหวัดคือการกระจายอำนาจ เพื่อให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ได้ แต่การปรับเปลี่ยนแบบนี้แกมองว่ามันคือการ "ถอยหลังเข้าคลอง" เพราะเป็นการรวบอำนาจกลับไปให้ พมจ. ตัดสินใจแทนพวกเราอีกครั้ง

นี่คือบทเรียนที่แกสอนเสมอว่า เวลาจะพูดเรื่องกฎหมายหรือนโยบาย อันดับแรกต้องดูที่ "เจตนารมณ์" ว่าสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร นอกจากนี้แกยังฝากเรื่องความเข้มแข็งของเครือข่ายว่า "อย่าทำงานคนเดียว" งานของคนพิการต้องทำร่วมกับประชาชนด้วย เพราะลำพังเสียงคนพิการอย่างเดียวมันไม่ดังพอ แต่ถ้ามีเสียงของคนทั่วไปมาร่วมด้วย พลังมันจะหนักแน่นขึ้น

สุดท้ายสิ่งที่พี่เกตอยากเห็นคือการ "เคลื่อนทัพ" ของคนพิการทุกประเภทไปพร้อมกัน โดยยึดมั่นในเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องมีคนพิการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ถูกแยกส่วนหรือถูกตัดขาดจากกระบวนการตัดสินใจ

เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่ทุกเรื่อง

ถ้าจะให้เล่าถึงเรื่องที่ทำให้เห็นความเป็น "พี่เกต" ได้ชัดเจนที่สุด และดูเป็นเรื่องส่วนตัวหน่อย ก็คงจะเป็นวิธีคิดของแกที่ว่า "เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่ทุกเรื่อง" แต่ให้เลือกทำในเรื่องที่ไม่มีใครทำ อย่างเช่นเรื่องสุขภาพกับการเลือกตั้ง

แกเคยพูดว่าที่ต้องเข้ามาทำเรื่องสุขภาพ เพราะหนึ่งมันเป็นเรื่องยาก สองคนมักมองว่าเป็นเรื่องของหมอ และสามคือจริงๆ แล้วคนพิการเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพโดยตรงที่สุด แต่กลับไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่อง "สุขภาพในบริบทของความพิการ" อย่างจริงจังเลย

แกมักจะสะท้อนภาพให้เห็นว่า พอเราเป็นคนพิการ สังคมหรือแม้แต่ตัวคนพิการเองก็มักจะบอกว่า "คุณสนใจแค่เรื่องความพิการก็พอ" ไม่เคยมีใครมาเตือนว่า เป็นคนพิการก็ต้องระวังเรื่องไขมัน เรื่องเบาหวาน เรื่องแผลกดทับ หรือสุขอนามัยด้านอื่น ๆ ซึ่งจริง ๆ มันสำคัญมาก

มีเรื่องหนึ่งที่แกพูดแล้วรู้สึกเจ็บปวดแทน คือเรื่องเพื่อนคนพิการของแกที่เป็นคนขายลอตเตอรี่ แกเล่าว่าเพื่อนคนนี้เป็นแผลกดทับและรู้ตัวดีว่าถ้าไม่รักษาก็อาจถึงตายได้ แต่เขา "เลือกไม่ได้" เพราะถ้าเขาหยุดงานมารักษาแผล เขาก็ไม่มีกิน เรื่องนี้สะเทือนใจพี่เกตมาก แกตั้งคำถามว่าทำไมทางเลือกของคนพิการมันถึงน้อยจัง ในเมื่อเขามีแค่ทางเลือกเดียวคือต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกกับการมีกินไปวัน ๆ และไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวด้วย

นี่แหละคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นพี่เกต แกมองเห็นความเจ็บปวดในเรื่องที่คนอื่นมองข้าม แกเลยมาเน้นเรื่องสุขภาพในช่วงสุดท้ายเพราะแกถือว่า "สุขภาพคือต้นทุนของชีวิต" แกอยากให้คนพิการมีกระบวนการดูแลตัวเองตั้งแต่อยู่ในขั้นตอนการฟื้นฟู ไม่ใช่แค่รอให้รัฐจัดการให้ แต่ต้องสร้างความตระหนักให้เพื่อนคนพิการดูแลและป้องกันตัวเองก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คือพอเราเป็นคนพิการแล้ว ทุกคนมักจะบอก แม้แต่ตัวคนพิการเองก็บอกว่า "คุณสนใจแค่เรื่องความพิการก็พอ" ไม่เคยมีใครมาบอกว่า ในฐานะคนพิการ คุณต้องใส่ใจเรื่องไขมัน เรื่องเบาหวาน เรื่องแผลกดทับ หรือสุขอนามัยด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งที่จริงๆ มันควรจะถูกพูดถึง แกจะย้ำเสมอว่าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้คือสิ่งที่แกเจ็บปวดมาก

มีเรื่องหนึ่งที่สะเทือนใจแกมาก คือเพื่อนคนพิการของแกที่เป็นคนขายลอตเตอรี่อยู่ในสมุทรปราการ เขาเป็นแผลกดทับและรู้ดีว่าถ้าไม่รักษาเขาอาจจะตายแน่ๆ แต่เขา "เลือกไม่ได้" เพราะถ้าเขาหยุดอาชีพนี้เพื่อมารักษา เขาก็จะไม่มีกิน เรื่องนี้ทำให้แกสะเทือนใจว่า ทำไมทางเลือกของคนพิการมันถึงน้อยจัง พอไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องไปขายหวย แต่พอขายมากๆ เข้าก็เกิดปัญหาสุขภาพ พอจะหยุดงานมาดูแลตัวเองก็ขาดรายได้ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องคุณภาพชีวิตคนพิการมันต้องพูดแบบองค์รวม ไม่ใช่พูดแค่เรื่องเดียว

ในช่วงสุดท้าย พี่เกตเลยหันมาทำเรื่องสุขภาพเป็นหลัก เพราะแกเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว "สุขภาพคือต้นทุนของชีวิต" ผมคิดว่าเรื่องนี้สะท้อนความรู้สึกแกได้ชัดเจนที่สุด แกเจ็บปวดที่เห็นคนพิการต้องเลือกอาชีพทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งอาจต้องเสียชีวิตเพราะแผลกดทับ แต่มันไม่ใช่แค่ชีวิตเขาคนเดียว มันคือปากท้องของทั้งครอบครัว เขาเลยต้องยอมเสี่ยงชีวิต ยอมเป็นหนามตำหลังตัวเอง ซึ่งคนพิการส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในสภาพนี้

เราเลยมาแปลกใจว่า ทำไมเรื่องสุขภาพถึงไม่ถูกพูดถึงตั้งแต่วันแรกที่คนพิการเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งหมอเองก็ตั้งข้อสังเกตว่า หมอไม่สามารถพูดเรื่องอื่นได้เต็มที่ เพราะคนพิการที่เข้ามามักมุ่งมั่นแค่จะฟื้นฟูให้ตัวเองกลับมาหายเป็นปกติ จนอาจยังไม่พร้อมยอมรับเรื่องสุขภาพด้านอื่น ฉะนั้นโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล หรือในระหว่างทางนั้น มีกระบวนการเข้าไปพูดคุยกับเพื่อนคนพิการ ให้เขารู้จักสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันตัวเองก่อน ซึ่งนี่เป็นกระบวนการสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุน และไม่ควรให้หน่วยงานรัฐทำเพียงลำพัง

ผมก็คิดว่าแกจากไปเร็วเกินไปจริงๆ  แต่ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่น่าจะทำต่อจากนี้ คือความตั้งใจที่อยากให้เราช่วยกันเก็บรวบรวม "ชุดประสบการณ์" ของบรรดาผู้นำคนพิการหลายๆ ท่านที่ล่วงลับไป ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์นรงค์, พี่ต่อพงษ์, อาจารย์มณเฑียร หรือพี่ๆ ผู้นำอีกหลายท่านอย่างพี่หลีด

เพราะผู้นำแต่ละท่านต่างก็นำวิธีคิด กระบวนการ และชุดองค์ความรู้เฉพาะตัวมาใช้ในการขับเคลื่อนแต่ละพื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางให้คนรุ่นหลัง ท่านไม่ควรถูกลืมไปเฉยๆ อย่างน้อยที่สุดควรมีการบันทึกประวัติและผลงานการทำงานเอาไว้

ลองคิดดูง่ายๆ  ท่านเหล่านี้ก็คือประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง แถมยังมีความพิการที่เป็นข้อจำกัดทางกาย แต่กลับลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เพื่อสังคมได้ขนาดนี้ ในเมื่อท่านทุ่มเททำเพื่อพวกเรามามากขนาดนั้น เราก็ควรจะเก็บรักษาเรื่องราวและสิ่งที่ท่านสร้างไว้ให้คงอยู่ตลอดไปไม่ใช่หรือ