Skip to main content

ตลอดช่วงการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งและการผลัดถิ่นในพื้นที่ชายแดนของประเทศไทย คนพิการและผู้ป่วยติดเตียงหลายคนเจอกับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมในศูนย์พักพิง และปัญหาในการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับองค์กรภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤต

thisable.me ชวนเอ๋ - ฤทธิชัย สดใส เครือข่ายคนทำงานคนพิการในพื้นที่ศรีสะเกษ คุยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คนพิการอยู่อย่างไร อะไรเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เมื่อคนพิการต้องตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งในวันแรกที่เกิดการปะทะ เอ๋และเพื่อนคนพิการในพื้นที่

เอ๋: ก่อนที่จะมีการปะทะกัน ทางสมาคมและศูนย์บริการของเราได้มีการพูดคุยและวิเคราะห์สถานการณ์มาโดยตลอด จากข้อมูลที่เราเห็นในสื่อต่างๆ ว่าถ้ามีการปะทะกันจริงเราจะเตรียมการรับมืออย่างไร เราได้ปรึกษากับเครือข่ายที่เป็นอาสาสมัคร ผู้ช่วยคนพิการ และผู้นำองค์กรคนพิการในชุมชนของเราเองเพื่อนำข้อมูลสถานการณ์มาพูดคุยกัน รวมถึงการวางแผนเคลื่อนย้ายคนพิการ และสอบถามว่าหน่วยราชการท้องถิ่นจะลงมาดูแลหรือส่งข่าวให้เราทราบหรือไม่

อาสาสมัครและเครือข่ายของเราได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล และได้รับแจ้งจากผู้นำหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และกำนันว่า หากมีการปะทะจะต้องไปอยู่ในศูนย์อพยพที่เตรียมไว้ โดยผู้ที่จะอพยพออกไปก่อนคือ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ และประชาชนทั่วไปตามลำดับ

ในเช้าวันเกิดเหตุ เรามีกิจกรรมขององค์กรที่กำลังจะเริ่มตอนเที่ยง ประมาณ 08.00-08.30 น. ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเกิดการปะทะกันแน่นอน เพื่อความชัดเจน เราจึงรอจนถึง 09.00 น. และยกเลิกงานที่เราเตรียมไว้ จากนั้นสมาชิกเครือข่ายแต่ละคนก็กลับไปพื้นที่เพื่อดูแลพี่น้องคนพิการ ดูแลตัวเอง และดูแลญาติพี่น้อง

ก่อนหน้านี้ในปี 2554 การปะทะลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วรวมทั้งก่อนวันปะทะครั้งนี้ก็มีการกระทบกระทั่ง ยั่วยุ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโซเชียล ทำให้เรามานั่งคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีการปะทะจริง และได้คุยกับเครือข่ายเบื้องต้นแล้วว่าเราจะดูแลพี่น้องคนพิการของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ภาพการอพยพของเพื่อนคนพิการแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไรบ้าง

เราใช้โซเชียลมีเดียและโทรศัพท์เพื่อสอบถามว่าหมู่บ้านไหน หรือกลุ่มไหนมีคนพิการติดบ้านติดเตียงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ได้รับการช่วยเหลือแล้วหรือยัง เครือข่ายจะแจ้งว่าคนนี้ดูแลแล้ว คนนี้กำลังเคลื่อนย้ายอยู่ ส่วนคนนี้ต้องรอเพราะรถไม่พอ รถที่ใช้ขนส่งส่วนใหญ่จะเป็นของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งมีจำนวนจำกัด และบางครั้งก็ต้องว่าจ้างรถ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนบ้าง และถ้าเครือข่ายเรามีกำลังเอง เราก็จะจัดการกันเอง

แต่ปัญหาสำคัญในการเคลื่อนย้ายคือ คนพิการหรือผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีญาติหรืออยู่คนเดียว มักจะถูกลืม การอพยพที่คาดว่าจะเสร็จภายในเที่ยง กลับกลายเป็นว่าคนกลุ่มนี้จะถูกนึกถึงและได้รับการเคลื่อนย้ายตอนบ่าย 3-4 โมงเย็น

พอไปถึงศูนย์อพยพ เขาก็มีการจัดสถานที่รองรับ แบ่งโซนสำหรับครอบครัว ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ ซึ่งถือว่ามีระบบระเบียบอยู่บ้าง แต่คนเกินความคาดหมาย คือรองรับไม่เพียงพอต่อจำนวนคนที่มารับบริการ ตัวอย่างเช่น เขาเตรียมเตียงโรงพยาบาลไว้ 5 เตียง แต่มีผู้ป่วยติดเตียงกว่า 10 คน ทำให้บางคนต้องนอนบนพื้นแข็งๆ

พื้นแข็งๆ หมายถึงการนอนกับพื้นเลย สิ่งที่เขาเตรียมไว้เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ได้เตรียมไว้ก็คือที่นอนเพิ่มเติม ทำให้ต้องใช้เสื่อ หรือหมอนที่คนพิการพกติดตัวไปได้ เพราะเวลาอพยพ เขาจะบอกให้เอาของที่จำเป็นไปก่อน คนจะมองที่ทรัพย์สินมีค่า ไม่ใช่ที่นอน ผ้าห่ม หรือมุ้ง ดังนั้น คนพิการส่วนใหญ่จึงมีแค่หมอนและผ้าห่มไป ส่วนที่นอนไม่มี ก็ต้องไปเอาเสื่อที่ทอจากต้นกกหรือต้นไหล

พอจะทราบตัวเลขคร่าวๆ ไหมว่ามีเพื่อนคนพิการประมาณกี่ร้อยคนในพื้นที่ที่ต้องอพยพ

คนพิการในกันทรลักษ์มีเกือบ 8,000 คน ส่วนคนพิการที่อยู่ในโซนที่ต้องย้ายหรืออพยพ ซึ่งมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงเหมือนคนติดบ้านติดเตียง จากที่ผมลงพื้นที่ดู มีเกือบ 150 คน  คือตัวเลขที่ผมมีข้อมูลและได้ติดต่อประสานงานในศูนย์อพยพต่างๆ

นอกจากอุปสรรคเรื่องความจุของพื้นที่และเตียงที่ไม่เพียงพอแล้ว มีอุปสรรคอื่นๆ อีกไหม

พอไปถึงศูนย์อพยพ ปัญหาแรกที่เจอคือ ไม่มีที่นอน ผมไปเยี่ยมพี่น้องคนพิการในศูนย์ และพบว่าต้องนอนแข็งๆ ผมจึงได้ประกาศลงโซเชียลและระดมทุนเพื่อหาซื้อที่นอนไปช่วยเหลือพี่น้องในเบื้องต้น ได้รับการสนับสนุนมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

สำหรับคนพิการ การนอนบนพื้นแข็งๆ จะเจ็บ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง เพราะขยับไม่ได้ จะนำไปสู่แผลกดทับได้ เมื่อถามว่าทำไมไม่มีที่นอน ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีงบประมาณที่จะซื้อหรือเตรียมไว้ ปัญหานี้เจอในทุกศูนย์อพยพ เพราะที่นอนและเตียงสำหรับคนพิการมีจำกัด แต่คนพิการที่มาอยู่ตามศูนย์มีมากกว่าที่เขาเตรียมไว้ ปัญหานี้จะหนักมากในช่วง 3-4 วันแรก หลังจากนั้นของบริจาคก็เริ่มทยอยเข้ามา และเขาก็เอาไปให้คนพิการ

อีกปัญหาคือ ไม่มีทางลาด  คนพิการต้องเข้าห้องน้ำและทำกิจวัตรประจำวัน การไปอยู่ในศาลาวัด ใต้ถุนกุฏิ หรือโรงเรียนที่มีบันได 3 ขั้น ทำให้เป็นปัญหาในการเข้าห้องน้ำ และเรื่องการขับถ่าย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์มี แต่พอถึงเวลากลับบ้านเขาก็กลับไป แต่คนพิการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยหรือผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่มีคนดูแล คอยพลิกตัว พลิกตะแคง หรือเปลี่ยนเสื้อผ้า อันนี้ยังขาดแคลนและมีน้อยอยู่

พอช่วงที่มีของบริจาคหลั่งไหลเข้ามา การจัดการเป็นอย่างไรบ้าง รัฐหรือท้องถิ่นเข้ามาช่วยจัดการและกระจายสิ่งของเหล่านี้ไหม

ผมมีเครือข่ายอยู่ในเกือบทุกศูนย์ที่เป็นอาสาสมัครผู้ช่วย พวกเขาจะประสานงานมาว่าอยู่ศูนย์นี้มีคนพิการกี่คน และมีความจำเป็นต้องใช้ที่นอนกี่คน มุ้งกี่คน หรือเสื่อกี่คน

เมื่อมีของมาแจก บางศูนย์อพยพมีกองอำนวยการที่บริหารจัดการได้ดี ว่าจะให้คนแก่ก่อน ให้คนพิการก่อน แต่บางศูนย์อพยพเรียกให้เข้ามาเข้าแถวรับเลย ไม่จำเป็นว่าต้องเด็กก่อน ผู้ใหญ่ก่อน คือใครมาเข้าแถวก่อนคนนั้นได้ก่อน เราไม่สามารถไปว่าเขาได้ เพราะเขาให้อำนาจกองอำนวยการในการตัดสินใจและจัดสรรไปเลย นั่นหมายความว่า กองอำนวยการทุกแห่งไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอำนาจและการจัดการของแต่ละศูนย์

ในกองอำนวยการจะมีผู้ใหญ่บ้าน อบต. ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เป็นศูนย์อพยพ ส่วนผู้อพยพก็เหมือนแขกที่มาอยู่อาศัย ทำให้ผู้ใหญ่บ้านและคณะเป็นผู้ให้บริการและดูแลบริหารจัดการ

นอกจากอุปกรณ์ไม่เพียงพอและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยแล้ว มีอุปสรรคอื่นอีกไหมที่เราจะถอดบทเรียนเป็นแนวทางในอนาคต

ผมว่าสิ่งที่รัฐต้องทำคือ เรามีกระทรวงและกรมที่ดูแลคนพิการโดยเฉพาะ แต่ผมมองไม่เห็นอาสาสมัครของพวกเราเลย อาสาสมัครจากกรมหรือกระทรวงอื่นเขาแสตนด์บายไว้หมดแล้ว แต่ของเราไม่มี รัฐน่าจะกระตุ้นอาสาสมัครให้เกิดการทำงานหรือคิดถึงคนที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานของอาสาสมัคร แล้วก็มีการเบิกจ่ายเร็วกว่านี้ ผมเชื่อว่าในสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาต้องเตรียมสถานการณ์ต้อนรับ แต่เราไม่เห็นคนที่ดูแลคนพิการเลย เรามาเห็นก็ตอนท้ายๆ แล้ว หลังจากผ่านไป 6-7 วัน

มีข้อเสนอหรือแนวทางโดยรวมที่อยากจะพูดถึงไหมว่าหากเกิดการปะทะขึ้นอีก การมีส่วนร่วมของคนพิการกับการอพยพควรจะเป็นอย่างไร

สิ่งที่ผมประทับใจคือการช่วยเหลือของพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุ หรือเด็ก เขาจะช่วยเหลือทั้งหมด มันเป็นความภาคภูมิใจ แต่การดูแลกัน เรายังขาดหายอยู่ ถ้ามีอาสาสมัครของเรา เช่น อาสาสมัครด้านสาธารณสุขเขาจะบอกว่าของสิ่งนี้ให้คนป่วยนะ หรือให้คนมีแผลกดทับนะ อาสาสมัครผู้สูงอายุเขาก็ต้องการของเขา ถ้ามีอาสาสมัครของเราก็จะบอกว่า "อันนี้ขอไปให้คนพิการหน่อยนะ" ผมว่าเราจะถูกจดจำได้ และมีตัวตนขึ้นมาบ้าง ผมว่าอาสาสมัครของเราน่าจะมีอยู่ในแต่ละศูนย์คนพิการเราก็จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และสมควรที่จะได้รับ

แต่สิ่งที่ผมเห็นและประทับใจคือ ผู้ช่วยคนพิการ ที่เขาได้รับตำแหน่ง เขาจะลงไปดูแลคนของเขา เพราะเขามีหน้าที่ดูแล 1 ต่อ 5 เขาก็จะตามดูแลพี่น้องคนพิการของเขา แต่คนที่ไม่มีผู้ช่วยคนพิการจะดูแลอย่างไรล่ะ

ผู้ช่วยคนพิการคือใคร ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม เพราะหลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำนี้

ผู้ช่วยคนพิการก็คือ เป็นกฎหมายตัวหนึ่งที่เป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้ สำหรับคนพิการที่เขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในกิจวัตรประจำวัน และไม่สามารถเข้าสู่สังคมได้ด้วยตนเอง เขาจะต้องมีผู้ช่วย ซึ่งเป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้ ผู้ช่วยคนพิการจะไปช่วยเหลือคนพิการในบางเวลาที่คนพิการต้องการ เขามีเงินอุดหนุนและเงินตอบแทนในการทำงาน และมีการเขียนโปรแกรมหรือแผนร่วมกันว่าคนพิการต้องการใช้ผู้ช่วยเวลาไหน ผู้ช่วยมีเวลามาตรงกับคนพิการไหม

เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ ผู้ช่วยคนพิการจะคิดถึงคนพิการที่เขาดูแลอยู่ เขาก็จะโทรหากัน ประสานกัน คนพิการที่ได้รับบริการจากผู้ช่วยจะรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองมาก และสามารถถ่ายทอดความต้องการของตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่รู้สึกอาย อยากได้อะไร อยากได้แบบไหน มีการพิทักษ์สิทธิ์ของตนเอง อันนี้เป็นภาพที่ประทับใจมาก

แล้วจำนวนผู้ช่วยคนพิการในปัจจุบันเพียงพอไหม

ผู้ช่วยคนพิการตอนนี้ยังขาดอยู่มาก เพราะผู้ช่วยคนพิการดูแล 1 ต่อ 5 แต่คนพิการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยก็ยังมีเยอะ ตอนนี้จังหวัดศรีสะเกษของเรามีผู้ช่วยคนพิการอยู่ที่ประมาณไม่ถึง 100 คน คือประมาณ 90 กว่าคน และยังขาดอยู่

ผมว่าการออกแบบแผน ถ้าจะคุยกันจริงจัง ประชุมกันจริงจัง ควรนำผู้นำในทุกมิติเข้ามาคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น ท้องที่ ผู้นำเยาวชน ผู้นำองค์กรคนพิการ ผู้นำผู้สูงอายุ หลายๆ คนเข้ามาคุยและสะท้อนปัญหาของตนเอง พอสะท้อนปัญหาแล้ว โจทย์คือถ้าเกิดปัญหาอย่างนี้ พวกเราจะมีวิธีช่วยเหลือตัวเองอย่างไร แต่ละคนเขาก็คงจะสะท้อนปัญหาและความต้องการของเขา และสิ่งที่เขาต้องการให้คนที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน มองเห็น

ผมทราบว่าเขาคุยกัน ประชุมกัน แต่ผมไม่รู้ว่าเขาประชุมกันวันไหน เวลาไหน หรือเขาอาจไม่รู้จักเราหรือไม่เชิญเรา หรือนึกไม่ออก แต่ถ้ามีการพูดคุยกัน ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นคนพิการ เชี่ยวชาญ และเป็นผู้นำองค์กรคนพิการ ก็จะพอทราบแนวทางหรือการช่วยเหลือและการประสานงาน อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเบา จากที่เบาก็คงจะไม่เป็นปัญหา เราก็จะได้ดูแลกันอย่างทั่วถึง

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าคลี่คลายและดีขึ้นในภาพรวม แต่ในส่วนของคนพิการ เราก็ยังเป็นห่วงและกังวล เพราะคนพิการยังตื่นตระหนกและผวาอยู่ เหมือนกับว่าถ้าเกิดขึ้นอีก เขาจะไปยังไง จะอยู่อย่างไร มันจะเป็นเหมือนเดิมไหม เพราะมีการประกาศหรือสื่อสารทางโซเชียลให้เฝ้าระวัง เตรียมตัวตลอดเวลา ผู้ใหญ่บ้านประกาศประชาสัมพันธ์อยู่เรื่อยๆ ทำให้คนพิการเราตกใจอยู่

ทางกลุ่มและเครือข่ายของเราก็มีการคุยกัน ทั้งโทรคุยและประชุมผ่านวิดีโอคอล อยากให้เครือข่ายส่งข่าวผู้นำท้องถิ่นว่าตรงนี้มีคนพิการ ตรงนี้มีผู้ป่วยติดเตียง อยากให้ดูแลเขาเป็นกรณีพิเศษในเรื่องการอพยพ การย้าย หรือการลงไปเยียวยาให้กำลังใจเขา ผมพยายามสร้างตัวตน ให้ทุกคนประกาศหรือประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ ให้หลายๆ คนได้เห็น ได้ตระหนัก และพยายามเรียกร้องหรือพิทักษ์สิทธิ์กับผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น ให้เขารู้ว่าองค์กรคนพิการก็มีกลุ่มมีเครือข่าย ต้องไปดูแลเขา และพยายามจะทำให้เห็นในทุกมิติ เพื่อให้เขาได้เห็นและคิดเผื่อเราด้วย

ในฐานะที่อยู่ในพื้นที่ ตอนนี้สถานการณ์น่าจะสงบลงแล้ว มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรืออยากจะสื่อสารอะไรจากคนในพื้นที่ออกไปบ้าง

อันดับแรกเลยคือเป็นห่วงพี่น้องคนพิการว่าตอนนี้เขาอยู่กันยังไง คิดอะไรอยู่ ยังตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวอยู่ไหม อยากทราบข้อมูล และตอนนี้วางแผนว่าจะเขียนโครงการลงไปดูแลพี่น้องเรา ให้เขาสะท้อนปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้น และมีการเตรียมตัวช่วยเหลืออย่างไร อยากทราบแนวทางที่จะแก้ไขปัญหา และนำแนวทางนี้ไปสะท้อนให้กับผู้นำ เพื่อให้รับรู้รับทราบและลงไปดูแลให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ผมอยากฝากถึงภาครัฐว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราวางแผนวางนโยบายมันดีแล้ว แต่ในรายละเอียด ในระบบปฏิบัติการมันยังด้อยอยู่ ผมว่าเราน่าจะลงพื้นที่ ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กระทรวงของเรา กรมของเราที่ดูแลคนพิการ ควรลงพื้นที่มาสะท้อนปัญหาแล้วนำไปถอดบทเรียน ถ้าเกิดจำลองสถานการณ์แบบนี้ ผมเคยเห็นเขาจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ น้ำ ท่วม ลม ไฟ แต่เขาเคยจำลองสถานการณ์ในการสู้รบแบบนี้ไหม ผมว่าอันนี้สมควรหยิบยกขึ้นมาพูดและเป็นประเด็น แล้วนำมาสู่แนวทางการปฏิบัติเพื่อดูแลพี่น้องเรา

รู้สึกกลัวบ้างไหมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนตัวผมกลัว เวลาสถานการณ์มันเกิด เวลาได้ยินเสียงปืน ตอนที่มันเป็นคำพูดว่าจะมีการปะทะ เราก็รู้สึกเฉยๆ เราเห็นภัยสงครามที่มีอยู่ทั่วโลกเกิดขึ้นได้ทุกที่ แต่พอมาเจอกับเราจริงๆ เวลาเสียงระเบิดมันดังตู้ม เวลาไฟที่มันขึ้น เวลาเสียงใกล้ๆ อย่างนี้ มันตกใจ มันเห็นความสูญเสียแล้วมันกลัว กลัวที่มันจะเกิดกับเรา กลัวที่มันจะมาโดนเรา

แล้วมีการดูแลด้านจิตใจกันอย่างไรบ้าง หรือหน่วยงานรัฐเห็นประเด็นนี้ด้วยไหม

ผมว่าก็น่าจะลงมาให้กำลังใจและดูแลกัน แต่สำคัญที่สุดคือในสถานการณ์ที่มันเกิด ณ ปัจจุบันนั้น ถ้าเราทำได้ทุกคนจะมีขวัญกำลังใจ ตอนที่ผมลงไป พี่น้องดีใจมากที่เห็นผู้นำเรามา นายกสมาคมคนพิการมา ถึงเราจะเป็นคนพิการ นายกเราก็มาดูแลเรา มาให้กำลังใจเรา มันทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย! มันขนาดนี้ เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เราก็ให้กำลังใจ ดูแลกัน มีอะไรขาดเหลือก็แจ้งมา อะไรช่วยกันได้เราก็ช่วย เราไม่ไปถามหาว่ากรมมาไหม จังหวัดมาไหม อย่างน้อยๆ เขาเห็นหน้าเรา เขาก็ดีใจ เขาภูมิใจ เราก็ได้เยียวยาจิตใจเขา ถ้าเราลงไปในสถานการณ์ที่สงบแล้ว เขาก็จะมีพลังในการต่อสู้และหยัดยืน อย่างน้อยที่สุด ถ้ามันเกิดขึ้นอีก เขาก็มีองค์กรคนพิการ มีนายกสมาคมที่ยังเป็นห่วงเขาอยู่

ในอนาคตมีสิ่งจำเป็นหรือของบริจาคที่จะช่วยเหลือ สิ่งไหนที่ยังขาดแคลนและสิ่งไหนที่ควรเติม

คนพิการแต่ละคนเขาไม่เหมือนกัน สิ่งที่จำเป็นก็ต่างกันไป บางคนที่รีบเขาไม่ได้ที่นอนไป เขาก็จำเป็นต้องใช้ที่นอน บางคนต้องหอบต้องหามกันไป พอไปถึงจุดนั้นแล้ว บางคนก็ต้องใช้รถวีลแชร์เวลาเข้าห้องน้ำ บางคนก็ต้องใช้อุปกรณ์ทำแผล ซึ่งบริบทและอัตลักษณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การบริหารจัดการก็ไม่เหมือนกัน เพราะลักษณะของความพิการไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าจะให้ถามว่าจำเป็นจริงๆ อันดับแรกคือ ที่นอน ที่ผมไปเห็นในรอบที่ผ่านมา อันดับที่สองก็คือ แพมเพิร์ส อันดับที่สามก็คือ อุปกรณ์ทำแผล อุปกรณ์เช็ดแผล อุปกรณ์ล้างแผล ส่วนพวกมุ้ง พวกพัดลมนั้นก็จะเป็นส่วนท้ายๆ ไป นอกจากนี้ รถวีลแชร์ก็สำคัญมาก เพื่อช่วยให้คนพิการเคลื่อนย้ายตัวเองไปเข้าห้องน้ำได้

ถ้าคนสนใจอยากสนับสนุนการช่วยเหลือนี้ จะติดต่อได้อย่างไร

เบื้องต้นเรามีสมาคมและมีเพจสมาคมฟื้นฟูคนพิการอำเภอกันทรลักษ์ เรามีเลขที่บัญชีของสมาคมแนบไว้ในเพจของเรา สามารถประสานและแจ้งเรามาได้ ตอนที่เกิดการปะทะกัน ผมต้องขอกราบขออภัยทุกท่านด้วยที่ได้ใช้เลขบัญชีส่วนตัว เนื่องจากสถานการณ์ตอนนั้นจำเป็นจริงๆ พี่น้องเรามีความจำเป็นต้องใช้ และธนาคารก็ไม่เปิด ไม่รู้ว่าจะเปิดวันไหน และจะไปเบิกเงินกันอย่างไร ผมจึงตัดสินใจว่าด้วยเจตนาบริสุทธิ์ใจ ขอใช้บัญชีส่วนตัวไปก่อน แล้วเราค่อยมาไล่รายรับรายจ่าย และแจ้งพี่น้องที่เขาช่วยเหลือและสนับสนุนมา

คชรักษ์ แก้วสุราช
มัลติมีเดีย, Editor
content creator ที่หน้าตาดีที่สุดในตำบลบึงยี่โถ