Skip to main content

แม้การสอนคนตาบอดใช้สมาร์ทโฟนอาจดูเป็นเรื่องใหม่ที่กลุ่มคนตาบอดพยายามผลักดัน แต่อย่างไรก็ดี โครงการสอนคนบอดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะสมัยก่อนการสอนคนตาบอดใช้สมาร์ทโฟนนั้นถือเป็นโครงการที่ต้องขอทุน รอเวลา รวบรวมคนและจัดอบรมในโรงแรม ซึ่งอาจทำให้คนตาบอดต้องใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี เพื่อรอเข้าอบรม

ด้วยเหตุนี้ทำให้คนตาบอดต้องการที่จะผลักดันให้การสอนสมาร์ทโฟนดังกล่าวเปลี่ยนจากโครงการเป็นการจัดบริการรายหัว ที่ไม่จำเป็นต้องรอให้มีคนครบจำนวน และสามารถจัดบริการในรูปแบบที่เหมาะสมกับบุคคลและความสามารถของแต่ละคนได้ ชวนคุยกับเจน ชัยเดช นักเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลงาน, ภารากร คำเดช ประธานสมาคมคนตาบอดจังหวัดเชียงใหม่ และชัชชัย วิจิตรจัญญา เลขาธิการสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อถกปัญหาเรื่องนี้ และเสนอแนวทางที่จะทำให้เพื่อนตาบอดได้เรียนรู้สมาร์ทโฟนแบบได้ประโยชน์มากที่สุด

บรรยากาศการอบรม

คนตาบอดต้องเรียนเพราะปัจจุบันสมาร์ทโฟนมีบทบาทในทุกเรื่อง

อย่างที่ทุกคนคุ้นชิน ปัจจุบันสมาร์ทโฟนไม่ได้มีไว้แค่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารอีกแล้ว แต่สมาร์ทโฟนยังเป็นพื้นที่ของการหาความรู้ การธนาคาร อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ฉะนั้นการใช้งานสมาร์ทโฟนจึงทำเป็นกับคนตาบอดด้วยเช่นกัน ดังที่เจนเล่าว่า ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทสำหรับทุกคน และยิ่งเมื่อมีฟังก์ชันต่างๆ เช่น สกรีนรีดเดอร์ก็ทำให้คนตาบอดใช้งานส่วนต่างๆ ในสมาร์ทโฟนได้ เพราะฉะนั้นคนทั่วทั่วไปใช้อะไรกัน คนตาบอดก็ต้องก็ใช้แบบนั้นเหมือนกัน เพื่อให้สามารถทำกิจกรรต่างๆ ในสังคมได้ ไม่ว่าจะซื้อข้าว ที่แต่ก่อนเราต้องพกธนบัตร หรือเหรียญไป เดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องพกเงินสดแล้ว เพราะคนทั่วไปเขาใช้โทรศัพท์

นอกจากใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ภารากรยังเสริมอีกว่า นโยบายภาครัฐเองก็เน้นเรื่องการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าหลายโครงการต้องใช้เทคโนโลยีในการลงทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง โครงการตอนมาตรการโควิดต่างๆ ฯลฯ

“ถ้าเกิดเราไม่ส่งเสริมให้คนตาบอดเข้าถึงเทคโนโลยีในการใช้งานสมาร์ทโฟน คนกลุ่มนี้ก็จะตกขบวน ไม่สามารถเข้าถึงนโยบายภาครัฐตรงได้ เราก็เลยต้องมุ่งส่งเสริมให้คนตาบอดมาเรียนสมาร์ทโฟน แล้วก็ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าเรื่อยๆ ถ้าคนตาบอดไม่ตามให้ทัน เราจะลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารหรือเรียกรถ เมื่อก่อนคนตาบอดถูกปฏิเสธการขึ้นแท็กซี่ แต่ปัจจุบันใช้แอปพลิเคชันในการเรียกรถก็ไม่เจอปัญหาเช่นนี้อีก” ภารากรเล่า

นอกจากการใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกแล้ว การใช้งานสมาร์ทโฟนยังถือเป็นสิ่งจำเป็นในด้านการเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ ดังที่ชัชชัยเล่าว่า คนตาบอดหลายคนเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เช่น เอกสารอะไรก็ตามที่เป็นกระดาษ ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสาร

“ที่ผ่านมาคนตาบอดไม่สามารถอ่านได้เพราะเรามองไม่เห็น แต่หากคนตาบอดสามารถใช้สมาร์ทโฟนเป็นเขาจะสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ได้ อ่านนิตยสารต่างๆ ได้ สามารถเข้าไปหาความรู้ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ในอดีตคนตาบอดต้องซื้อนิตยสาร ซื้อหนังสือที่เราสนใจไปให้ห้องสมุดคนตาบอดช่วยอ่าน กว่าจะอ่านจบหนึ่งเล่มก็ปาไปสามเดือน หรือเอาหนังสือพิมพ์ของวันนี้ไปกว่าจะอ่านออกมาก็ช้าไปสองสัปดาห์ แต่สมาร์ทโฟนทำให้เรารู้ข้อมูลในหนังสือพิมพ์ได้วันต่อวัน สามารถค้นหาความรู้ในอินเทอร์เน็ตได้ด้วย

“อีกเรื่องคือการประกอบอาชีพ เช่น ถ้านึกถึงคนตาบอดบางคนก็จะนึกถึงอาชีพจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ปัจจุบันคนที่จะประกอบอาชีพจำหน่ายสลากต้องจองสลากผ่านทางมือถือเท่านั้น ถ้าเกิดว่าคุณใช้ไม่เป็น หรือคุณไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนคุณก็จองไม่ได้” ชัชชัยเล่า

คนที่มาร่วมอบรมนี้ มีพื้นฐานแล้ว แต่ขาดทักษะถ่ายทอด

ภารากรเล่าว่า งานอบรมที่เกิดขึ้นนี้รับผู้เข้าร่วมที่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานในการใช้งานสมาร์ทโฟน บางคนใช้งานได้ระดับขั้นสูงแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เขาจะมาเรียนรู้เพิ่มก็คือ การเป็นผู้ให้บริการ

“บางคนต้องยอมรับว่ามีความสามารถแต่ไม่มีทักษะในการถ่ายทอด เราก็เสริมเขาในเรื่องการถ่ายทอดให้กับผู้รับบริการ สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้คือ การจัดทำคำถามสำหรับวัดผล เพื่อประเมินผู้รับบริการ นอกจากนี้คือการกำหนดหลักสูตรว่า ผู้ที่จะมาเรียนสมาร์ทโฟนควรจะเรียนรู้อะไรบ้าง ตั้งแต่คนที่ไม่เป็นเลย ไม่รู้จักสมาร์ทโฟนเลย อาจจะเคยใช้ปุ่มกดอยู่ว่าต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ตั้งแต่รู้จักโทรศัพท์ การปิดเปิดเครื่อง ถึงการใช้ท่าทางสัมผัสขั้นพื้นฐาน” ภารากรเล่า

เช่นเดียวกับเจนที่มองว่า ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการใช้สมาร์ทโฟนแล้ว โครงการนี้จึงไม่ได้เน้นเรื่องของความรู้หรือว่าทักษะในการใช้สมาร์ทโฟน แต่เน้นกระบวนการการให้บริการเพื่อให้มีมาตรฐานและมีการการประเมิน

“ในตอนเริ่มต้น เราจะให้ผู้เข้ารับการอบรมช่วยกันกำหนดขอบเขตเนื้อหาในแต่ละหัวข้อที่จะสอน ว่าต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้างถึงจะเรียกว่าเป็นสมาร์ทโฟนพื้นฐาน ขอบเขตเนื้อหานี้จะไปปรากฏอยู่ในแบบประเมิน ซึ่งแบบประเมินจะสะท้อนว่าเราประสบความสำเร็จในการอบรมแค่ไหน นอกจากนี้เรายังมีอีกกระบวนการคือเรื่องของการใช้งานแบบบันทึกการให้บริการว่า ในแต่ละหัวข้อที่ให้บริการไปมีผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้รับบริการเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เรียนได้มากน้อยแค่ไหน ยังขาดหรือว่าต้องเติมอะไรอีก” เจนเล่า

นอกจากแบบบันทึกแล้ว อีกส่วนที่สำคัญคือผู้ให้บริการต้องเขียนหรือให้ความเห็นเพื่อให้เกิดการปรับปรุง ให้ผู้รับบริการสามารถใช้สมาร์ทโฟนในระดับพื้นฐานได้

“ตัวอย่างของผู้รับบริการบางคนที่มีสภาพการเรียนรู้ช้ากว่าคนอื่นนะ ผู้ให้บริการก็ต้องบันทึกลงไปว่าผู้รับบริการคนนี้มีสภาพการเรียนรู้เป็นยังไง ในแต่ละหัวข้อเขาเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งแบบบันทึกจะเป็นหลักฐานการให้บริการที่สอดคล้องกับแบบประเมินด้วย” เจนเสริม

เจน ชัยเดช

ถ้าอบรมแล้วยังใช้งานสมาร์ทโฟนไม่ได้ ควรอบรมได้อีกครั้ง

คำถามหนึ่งที่สงสัยเมื่อโครงการต่างๆ เกิดขึ้นผ่านระบบอบรมของภาครัฐ คือมักมีสภาพเป็นโครงการที่ต้องใช้เวลารวมกลุ่ม ทำหลักสูตร ขอทุนและกว่าจะอบรมได้จริง ผู้เข้าร่วมก็ไม่ว่างแล้ว เจนได้สะท้อนเรื่องนี้ว่า เขาคาดหวังให้หลักสูตรบริการได้ตั้งแต่ 1 - 5 คน ต่อวิทยากร 1 คน และมีการกำหนดหัวข้ออย่างชัดเจนว่า การอบรมครั้งนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร

“ตัวอย่างเช่น เรื่องการใช้งานแผนที่ สมมุติการใช้งานแผนที่และการนำทางก็จะมีระยะเวลากำหนดอยู่ว่าในหัวข้อนี้ใช้เวลาสอนกี่ชั่วโมง ถ้าผู้เข้าร่วมแต่ละคนซึ่งอาจมีทักษะไม่เท่ากัน บางคนอาจจะเข้าใจเร็วเข้าใจช้าเรียนครบชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำได้ ข้อมูลนี้จะไปปรากฏอยู่ในแบบบันทึก และผู้ให้บริการต้องมาทำความเห็นว่าผู้รับบริการคนนี้ที่มีสภาพการเรียนรู้ที่ช้ากว่าคนอื่น จำเป็นไหมที่ต้องได้รับบริการซ้ำ แต่หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า จะมีปัญหาเรื่องของการเบิกค่าใช้จ่ายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับแหล่งทุนว่า แบบบันทึกการให้บริการเพียงพอไหมที่จะยืนยันได้ว่าคนคนนี้ต้องรับบริการซ้ำ และยินดีให้เบิกค่าใช้จ่าย ส่วนนี้เป็นส่วนที่เราต้องช่วยกันผลักดัน” เจนแลกเปลี่ยน

ดังเช่นข้อสังเกตของภารากร ที่ระบุว่า ที่ผ่านมาโครงการอบรมสมาร์ทโฟนมีรูปแบบเป็นโครงการ ต้องมีกลุ่มเป้าหมาย 20-30 คน ถึงบางครั้งก็ถึง 50 คน กว่าโครงการจะอนุมัติก็กินเวลาหลายเดือน คนพิการที่เคยมาลงชื่อไว้ก็หายไปหมดแล้ว

“กว่าจะเขียนโครงการ กว่าจะรับการอนุมัติ กว่าจะจัดอะไรต่างๆ คนพิการที่เคยมาลงชื่อไว้ถึงเวลาจริงๆ ก็อาจจะไม่สะดวกมาร่วม เพราะฉะนั้นเราเลยมองว่าการอบรมสมาร์ทโฟนควรจะมาในรูปแบบของการนับหัว หรือรายหัว ในบริการของศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งจะช่วยลดกระบวนการรอของคนพิการ หากเราสามารถอบรมได้ตั้งแต่เขามาขอรับบริการ 1-5 คน ก็จะช่วยลดการรอ คนพิการก็เรียนรู้ได้เร็ว สามารถนำไปต่อยอดใช้งานในชีวิตประจำวันได้” ภารากรเล่า

ในประเด็นนี้เจนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะทำให้การอบรมสมาร์ทโฟนเป็นงานเชิงบริการ เพราะการทำเช่นนี้ทำให้คนพิการไม่ต้องรอ ไม่ต้องรวมกลุ่มกัน แถมยังต้องรอการอนุมัติโครงการ ซึ่งทั้งสามคนก็เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนเช่นนี้จะทำให้คนตาบอดได้รับประโยชน์จากการอบรมมากขึ้น

จะเท่าทันสื่อและมิจฉาชีพได้ ผู้พัฒนาแอปฯ ต้องทำให้คนตาบอดเข้าถึงได้ด้วย

อย่างไรก็ดี หลายคนอาจคิดว่า ใช้สมาร์ทโฟนเป็นเท่ากับพ้นภัยมิจฉาชีพ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เจนแลกเปลี่ยนว่า แม้คนตาบอดอาจไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชาชีพที่ส่งลิ้งค์มา แต่หลายคนก็ตกเป็นเหยื่อของการลงทุน ทั้งลงทุนในทองคำ หรือเงินดิจิตอล หรือการโทรศัพท์ชักชวนให้สมัครสมาชิกต่างๆ

“บางครั้งเขาโทรมาให้เราดาวน์โหลดแอปพลิเคชันติดตั้งโทรศัพท์ในโทรศัพท์ เราก็เสร็จเลย เรื่องนี้มาพร้อมกับการรู้เท่าทันสื่อ ยิ่งหากคนตาบอดใช้สมาร์ทโฟนได้ เขาก็ยิ่งรู้ข่าวสารได้เร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอช่วงรายการข่าว” เจนเล่า

เช่นเดียวกับภารากรที่มองว่า ความรู้เรื่องการใช้สมาร์ทโฟนจะทำให้คนพิการเท่าทันสื่อ และไม่ตกเป็นเหยื่อขอมิจฉาชีพได้โดยง่าย

“หากใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นคนตาบอดก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ หากฟังแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ว่าข่าวเกิดขึ้นจริง ใกล้ไกลตัวเราแค่ไหน ก็ทำให้เขาระมัดระวังขึ้น รอบคอบในเรื่องของการจัดการต่างๆ ทุกวันนี้มีข่าวการโอนเงินผิด แล้วโทรมาเรียกคืน คนตาบอดก็ต้องระวังถึงแม้จะใช้งานจนคล่อง หรือเป็นมือโปรแล้ว ก่อนโอนเงินก็ต้องฟังชื่อบัญชีปลายทางว่าถูกต้องหรือเปล่าก่อนที่จะกดยืนยันไป” ภารากรเล่า

พลากร คำเดช

ทำให้คนตาบอดเข้าถึงนั้นไม่ยาก แค่ต้องคำนึง

แม้สากลจะมีหลักต่างๆ ที่ระบุไว้เพื่อให้คนตาบอดสามารถเข้าถึงการใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ ได้ แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลในไทย เจนระบุว่า คนพัฒนาเว็บไซต์หรือว่าพัฒนาแอปพลิเคชันส่วนใหญ่นั้นรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้คนตาบอดเข้าถึง แต่ส่วนมากก็ไม่ทำ

“บางครั้งคนทำแอปพลิเคชันก็ทำแค่ความสวยงาม ถ้าเป็นตัวหนังสือเราก็อ่านได้ แต่หลายครั้งเขาใส่แต่รูปภาพ โปรแกรมเราก็อ่านว่า รูปภาพ เช่น เป็นรูปให้กดเข้าหน้าหลัก แต่คนตาบอดอ่านว่า รูปภาพ เราก็จะไม่รู้ว่าตรงนี้คืออะไร อย่างโทรศัพท์แอนดรอยด์จะอ่านเป็น ‘ไม่มีป้ายกำกับ’ เลื่อนไปก็เจอ ‘ไม่มีป้ายกำกับ’ ‘ไม่มีป้ายกำกับ’ เต็มไปหมดเลย แต่ถ้าเป็นแอปแอปพลิเคชันที่เราใช้ประจำอยู่แล้วก็พอจำได้ ใช้วิธีการจำเอาว่าเป็นปุ่มไม่มีป้ายกำกับอันที่เท่าไหร่ อย่างเว็บไซต์เทศบาลที่ผมอยู่ เข้าไปปุ๊บมีแต่รูปกราฟิกทั้งเว็บ ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ถึงแม้คนตาบอดจะเรียนวิธีการใช้ไปแล้วก็เหอะแต่ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี” เจนเล่า

ภารากรเองก็เจอกับประสบการณ์แบบนี้เช่นกัน เขามองว่าการทำให้คนตาบอดเข้าถึงนั้นไม่ง่าย แต่เรื่องยากคือการทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนั้นทำตามหลักยูนิเวอร์เซิลดีไซน์ หรือหลักของการออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นสากลที่คนเข้าถึงได้

“เราผลักดันกันมานานในเรื่องเหล่านี้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที ล่าสุดคนตาบอดก็เดือดร้อนในเรื่องของการจองสลาก ที่มีขั้นตอนสุดท้ายให้ยืนยันตัวตนโดยลากจิ๊กซอว์ให้สมบูรณ์ คนตาบอดต่อให้เรียนแค่ไหนก็ทำไม่ได้เพราะว่าเราไม่เห็น คนออกแบบเขาไม่ได้นึกถึงการใช้งาน ไม่ได้นึกถึงคนตาบอด หากเขานึกถึงสักนิดหารูปแบบในการใช้งานที่คนตาบอดสามารถเข้าถึงได้ ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น” ภารากรแลกเปลี่ยน

เจนเล่าถึงปัญหาของการใช้งานแอปฯ ธนาคาร ที่พบปัญฆาตั้งแต่การล็อคอินเข้าระบบ โดยเฉพาะการถ่ายรูปใบหน้าที่ต้องถ่ายให้ตรงกรอบ

“ตั้งแต่ดาวน์โหลดแอปฯธนาคารมา กรอกบัญชีเรียบร้อย จะมีหน้านึงให้ถ่ายหน้าตัวเองให้อยู่ในกรอบ แต่เราไม่รู้หรอกว่า กรอบอยู่ไหน ยังไงมันก็ไม่ได้ ผมก็ต้องให้คนคนในบ้านช่วยถ่ายให้หน่อย ยังดีที่ผมมีคนในครอบครัวเป็นคนมองเห็น ลองนึกถึงว่าคนตาบอดที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวหรือว่าใช้ชีวิตอยู่กับคู่สมรสตาบอดทั้งคู่เขาต้องทำยังไง ถ้าถ้าไม่สแกนหน้าก็อาจจะต้องเป็นอย่างอื่น เป็นสิ่งที่ระบุตัวตนได้ เช่น อาจจะต้องเป็นลายนิ้วมือ ไม่ใช่แค่หนึ่งนิ้ว เป็นสองนิ้ว สามนิ้ว สี่นิ้วอะไรก็แล้วแต่ เพราะลายนิ้วมือก็เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละคนอยู่แล้ว” เจนเล่า

เช่นเดียวกับภารากรที่พบเจอปัญหาของการใช้แอปพลิเคชันธนาคารเช่นกัน

“ระบบปฏิบัติการหลักๆ มีอยู่ 2 ระบบก็คือ IOS กับแอนดรอยด์ IOS เป็นระบบปิด มีปัญหาเหมือนกันในเรื่องของการสแกนหน้า แต่เนื่องจากเป็นระบบปิดก็จะมีมาตรฐานระดับหนึ่ง แต่ที่มีปัญหาก็คือระบบแอนดรอยด์เนื่องจากเป็นโอเพ่นซอส ใครพัฒนาอะไรก็ได้ ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่มิจฉาชีพใช้โจมตี ทางธนาคารต่างๆ พอเห็นว่ามีช่องโจมตีได้ง่ายก็เลยปิดส่วนเสริมแอปฯ ต่างๆ ฟังก์ชันทอล์กแบค (Talk Back) ซึ่งเป็นโปรแกรมเสียงสังเคราะห์ของแอนดรอยด์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังก็ถูกปิดด้วย พอโหลดแอปฯ ธนาคารอย่าง KPLUS ก็ไม่มีเสียง โหลดมาก็ใช้ไม่ได้แล้ว

“อีกปัญหาคือ การสแกนหน้า คนตาบอดหลายคนไม่มีลูกตา กล้องก็ไม่จับ บอกไม่พบดวงตาในภาพถ่ายของท่าน เราก็ได้คุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยเขาก็รับปาก แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เป็นแนวทางปฏิบัติของแต่ละธนาคาร คนตาบอดต้องเอาตัวรอดเอง คนตาบอดบางคนต้องไปคุยกับธนาคารว่าขอยกเว้นการสแกนหน้า เขาก็จะมีแบบฟอร์มให้เราเซ็น หากมีหลายธนาคารก็ต้องไปทุกที่ จึงอยากให้มีระบบกลางที่อำนวยความสะดวกให้กับคนตาบอด” ภารากรเล่า

ชัชชัยให้ความเห็นว่า การสแกนใบหน้าจะไม่เป็นปัญหาถ้าเกิดว่าทำแอปพลิเคชันสแกนใบหน้าที่มีความฉลาดเพียงพอ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันความฉลาดของแอปสแกนใบหน้าแต่ละธนาคารนั้นไม่เท่ากัน

“บางธนาคารก็สแกนหน้าง่าย ตัวผมเองลองมาหมดแล้วหลายธนาคาร กสิกรไทย กรุงไทย กรุงศรีออมสิน ถ้าคนที่มองไม่เห็นเลยก็สามารถสแกนหน้าผ่านได้แต่ว่ามีความยากง่ายต่างกัน บางธนาคารเวลาสแกนหน้าก็จะบอกเลยว่าใบหน้าอยู่ห่างเกินไป ใบหน้าอยู่ใกล้เกินไป แต่บางธนาคารอย่างไทยพาณิชย์ก็คือเงียบเลย ไม่บอกอะไร

“หากหน่วยงานมองว่าระบบสแกนหน้าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด คุณก็ต้องออกแบบให้เอื้ออำนวยให้กับคนตาบอดด้วย หลายธนาคารก็สามารถทำได้ ไม่ต้องให้คนที่มองเห็นมาช่วยจับมือ เราก็รู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้อาจต้องอบรมการใช้งานให้กับคนตาบอดในการใช้สแกนหน้า เช่น ต้องจับมือถือยังไง ใกล้หรือไกลแค่ไหน หากทำจริงคนตาบอดเราก็สามารถใช้เทคโนโลยีร่วมกับคนตาดี เราไม่ได้อยากใช้เทคโนโลยีอะไรที่ทำขึ้นมาเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ ถ้าคนตาดีใช้แอปพลิเคชัน KPLUS เราก็ต้องใช้เหมือนกันเหมือนกัน ไม่ใช่ KPLUS คนตาบอด” ชัชชัยระบุ

บรรยากาศการอบรม

ธนาคารเหมือนกัน แต่แอปพลิเคชันฉลาดไม่เท่ากัน

อย่างที่ชัชชัยเล่าว่า แม้จะเป็นแอปฯ ธนาคารเหมือนกัน แต่หลายๆ ธนาคารกลับมีข้อปฏิบัติที่ต่างกัน ทำให้คนตาบอดใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง บางแอปฯ ก็สามารถใช้งานคนเดียวได้ ในขณะที่บางแอปฯ กลับเข้าไม่ถึงเลย

“บางแอปฯ​ให้กระพริบตา คนตาบอดหลายคนก็สแกนไม่ผ่าน หรือบางคนมีความพิการเชิงกายภาพ ธนาคารก็อาจต้องผ่อนผันให้รายเคส อย่างไรก็ดี ในบางเคสคนตาบอดสามารถสแกนได้ หากแอปฯ​ฉลาดพอ จะสังเกตว่า เวลาสแกนหน้าเพื่อปลดล็อคจอ แค่ผ่านหน้าก็จับได้แล้ว ต่อให้กระพริบตาไม่ได้ก็ไม่เป็นปัญหา ฉะนั้นถ้าแอปฯ ธนาคารทำแบบนั้นได้ คนตาบอดก็จะใช้เทคโนโลยีได้

“การพัฒนาแอปฯ ที่ได้มาตรฐานจึงจำเป็น คนพัฒนาเว็บส่วนใหญ่จะมองเรื่องความสวยงามมาก่อนเป็นอันดับแรก เช่น ใส่เป็นภาพกราฟิกต่างๆ และตัวหนังสือ แต่ในทางกลับกันคนตาบอดเน้นแค่ตัวหนังสือ หากผู้ผลิตเว็บบอกว่า ทำเว็บให้กับคนตาบอด ไม่มีภาพเลย มีแต่ตัวหนังสือ คนทั่วไปก็ไม่เข้า ดังนั้นการทำให้เว็บมีมาตรฐานอย่าง WCAG หรือ W3C มีภาพ มีตัวหนังสือ มีความสวยงาม แต่คนตาบอดก็ยังเข้าถึงได้จึงจำเป็นเพราะการที่คุณทำเว็บหรือแอปฯ ให้เข้าถึงได้แต่แรกนั้นง่ายกว่ามาแก้ หากสร้างเสร็จแล้วต้องมานั่งรื้อ มานั่งทุบก็จะยากกว่า เหตุผลนี้เราก็เลยพยายามผลักดันให้เป็นหนึ่งในวิชาเรียน” ชัชชัยเล่า

สิ่งที่หวังคือคนพิการเรียนได้ทุกที่ และได้เรียนจนกว่าจะใช้เป็น 

ชัชชัยเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่การอบรมนี้แตกต่างจากการเข้าเรียนสมาร์ทโฟนทั่วไปก็คือ ระบบการสอนจะเน้นวิเคราะห์ผู้ใช้บริการ เนื่องจากผู้เข้าร่วมอบรมใช้สมาร์ทโฟนเป็นอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมคือต้องวิเคราะห์ผู้ใช้บริการ บางคนอาจจะเรียนรู้ช้อ่อยี่สิบคนเนี่ยมาจากหลายพื้นที่นะครับ อ่ามีทั้งตั้งแต่เหนือสุดแม่ฮ่องสอนนะคา หรือบางคนอายุเยอะแล้วไม่กล้าใช้โทรศัพท์ อาจเพราะสมาร์ทโฟนนั้นราคาแพงหรือหลงลืมบ่อย บางครั้งเราต้องเจอกับคนตาบอดที่ยังปรับตัวไม่ได้ หรือบางคนก็เพิ่งเริ่มปรับตัวเข้าสู่สังคม ดังนั้นนอกเหนือจากเรื่องวิเคราะห์แล้วก็ต้องใช้จิตวิทยาด้วย

“บางคนก็บอกว่า สอนให้ตายยังไงฉันก็ใช้ไม่เป็นหรอก หรือหนูมองไม่เห็นหนูเรียนไม่ได้หรอก ผู้สอนจึงต้องมีจิตวิทยาชักจูงให้เขาเห็นถึงความสำคัญว่า ถ้าเขาใช้งานได้จะดียังไง โดยที่เราเองก็ไม่ได้ยึดหลักสูตรแบบตายตัว แต่เน้นใช้หลักสูตรเป็นตุ๊กตาที่ปรับเปลี่ยนได้ หมายความว่าผู้ดูแลโปรเจกต์ วิวิทยากร อาจารย์ รวมถึงนักเรียนที่เข้ารับการฝึกอบรมสามารถช่วยกันปรับทิศทาง เพื่อให้หลักสูตรสมบูรณ์ขึ้นเพราะที่ผ่านมาเราอาจจะมองว่าสมบูรณ์ในเชิงผู้ดูแลโครงการ แต่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เข้าอบรม การปรับจึงจะทำให้ภาพรวมสมบูรณ์ขึ้นด้วย” ชัชชัยเล่า

เช่นเดียวกับภารากร ที่หวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะกลับไปพัฒนาคนตาบอดในระดับท้องถิ่นเพื่อให้เข้าถึงสมาร์ทโฟนได้เพราะที่ผ่านมา การอบรมในรูปแบบโครงการทำให้คนมีโอกาสเข้าร่วมน้อย คนบางกลุ่มอาจจะไม่สะดวกในการมารับบริการ

“กลุ่มเป้าหมายของเราที่เป็นคนตาบอดในท้องถิ่น อย่างผู้สูงอายุที่อยู่กับบ้าน อาจจะไม่สะดวกเดินทางมาอบรม เราก็อาจจะออกไปบริการถึงที่ ซึ่งยืดหยุ่นกว่ารูปแบบโครงการเดิมที่เราต้องจัดในโรงแรม มีห้องประชุมอะไรต่างๆ หากเราทำได้จะเปิดโอกาสให้กับคนตาบอดในท้องถิ่น ซึ่งบางคนก็อยู่ห่างไกลบางคนยังไม่รู้จักโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น” ภารากรแลกเปลี่ยน

อีกเรื่องที่สำคัญคือ เดิมที่เมื่อคนตาบอดคนหนึ่งใช้โควต้าการเรียนไปแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะยังใช้สมาร์ทโฟนไม่เป็นก็ไม่สามารถเรียนซ้ำได้ ชัชชัยจึงมองว่า เรื่องนี้ควรแก้ไขเพื่อให้คนพิการใช้งานได้จริง ไม่ใช้เพียงแค่ได้เรียนแล้วแต่ก็ยังใช้งานไม่ได้

“การเรียนซ้ำเป็นประเด็นที่สำคัญ อาจมีความขัดแย้งเชิงความคิดกับผู้ให้ทุนหรือแหล่งทุน เขาอาจมองว่างบประมาณที่เขาให้มาสำหรับหนึ่งคนเรียนรู้ในเรื่องแต่ละเรื่องเพียงแค่หนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเรียนได้ดีเลิศหรือสอบตกก็เรียนได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น แต่เราเองมองว่า คนที่เข้ามาเรียนนั้นมีความหลากหลายมาก  บางคนก็เรียนช้ามากต่อให้ครูสอนเก่งบางครั้งก็ไม่สามารถทำให้นักเรียนใช้เป็นได้เพียงการเรียนแค่รอบเดียว ดังนั้นถ้าเกิดเรียนครั้งแรกเขาไม่ผ่าน เท่ากับเขาจะไม่สามารถเข้าเรียนได้อีกแล้ว คนคนนี้ก็จะไม่มีสิทธิใช้โทรศัพท์มือถือเป็นได้เลย

“ผมมองว่า คงไม่มีใครอยากจะมาเรียนซ้ำเล่นๆ เพราะเสียเวลา แต่ถ้าหากผู้สอนประเมินแล้วว่าไม่ผ่าน ก็ควรมีโอกาสให้เขาได้เรียนซ้ำได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอยากเน้นย้ำตัวหนาๆ และอยากผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง” ชัชชัยเล่า