Skip to main content

ปัจจุบันพอพูดถึงการใช้งานสมาร์ทโฟน เชื่อว่าหลายคนใช้งานเป็น หรือแม้เปลี่ยนรุ่น เปลี่ยนยี่ห้อก็อาจใช้เวลาไม่นานในการปรับตัวให้ชิน แต่ไม่ใ่ช่สำหรับคนตาบอดที่การเข้ามาของสมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชันต่างๆ อาจทำให้พวกเขาปรับตัวและใช้งานไม่ได้

ชวนคุยกับ เอก - เอกลักษณ์ พรมชาติพนักงานบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI. และก๊อก - ธีรชาติ สิงมนัส พนักงานดูแลอุปกรณ์เสียงของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย  สองคนตาบอดที่เข้าร่วมการอบรมผู้สอนคนตาบอดใช้งานสมาร์ทโฟน ที่จะมาเล่าให้เราฟังว่า คนตาบอดใช้งานสมาร์ทโฟนกันอย่างไร พวกเขาใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ หรือไม่ และอะไรบ้างที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นเพื่อทำให้เพื่อนๆ คนตาบอดเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มที่

บรรยากาศห้องอบรม

ทำไมคนตาบอดต้องเรียนรู้สมาร์ทโฟน

ธีรชาติเล่าว่า ผู้เข้าอบรมทั้ง 20 คน ส่วนใหญ่เป็นวิทยากรสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว หลายคนยังไม่เป็นแต่ต้องการจะเป็น จึงมาเรียนรู้ งานอบรมนี้จึงเน้นหนักในเรื่องการบันทึกและการประเมิน ไม่ได้เน้นที่เทคนิคการใช้สมาร์ทโฟนมากนัก เพราะถือว่าสมาชิกที่มาใช้งานเป็นอยู่แล้ว

“สมาร์ทโฟนเป็นส่วนที่มาเติมเต็มให้ช่องว่างของความพิการน้อยลง เช่น แต่ก่อนถ้ายังไม่มีสมาร์ทโฟน มีแต่โทรศัพท์ธรรมดาคนพิการก็เข้าไม่ถึง แต่พอสมาร์ทโฟนเข้ามา ก็อุดช่องว่างของความพิการได้ ช่วยให้คนตาบอดสามารถหาเสื้อสีฟ้าได้ด้วยตัวเอง” ธีรชาติเล่า

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ ที่เล่าว่า เมื่อก่อนตัวเขาก็เลือกสีเสื้อผ้าไม่ได้ จนจนมีเทคโนโลยีต่างๆ อย่าง AI. หรือแอปพลิเคชันตัวนึงที่ชื่อว่า Be my eyes ที่คนตาบอดสามารถเอากล้องส่องไปที่เสื้อ เราก็เลือกภาษาแล้วกดปุ่มโทรออกมัน ก็จะสุ่มไปยังอาสาสมัครที่เปิดแอปฯ อยู่

“หากอาสาสมัครคนไหนว่างก็กดรับ แล้วก็บอกว่านี่เสื้อสีอะไรโดยที่เขาอาจจะอยู่มุมไหนของโลกก็ได้ หรืออย่างเมื่อก่อนเวลาคนตาบอดเดินทางก็จะต้องถามว่า อันนี้รถเมล์สายอะไร ถึงไหนแล้ว ถึงหรือยังก็ต้องคอยถามคนอื่นตลอด บางทีคนก็ตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีทั้งจีพีเอส มีทั้งแอปฯ ที่บอกว่ารถเมล์จะมาถึงแล้ว เป็นตัวช่วยให้เรา ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นว่าตัวรถเมล์อยู่ไหน แต่เราก็รู้แล้วว่า รถเมล์มาถึงแล้ว ทำให้คนตาบอดสะดวกขึ้นเยอะ ไม่ต้องรบกวนใครต่อใครเพื่อถามร่ําไป” เอกลักษณ์แลกเปลี่ยน

เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้การขอความช่วยเหลือลดลง เหมือนที่ธีรชาติเล่าว่า หากเขาจะเดินทางออกจากมหิดลไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะต้องมารอรถเมล์สาย 515 หากใช้แอปฯ จะรู้เลยว่ารถสาย 515 ต้องรออีก 2 นาที

“พอมีรถเมล์จอด ผมก็แค่ถามว่า ขอโทษครับสาย 515 จอดตรงไหนครับ ทําให้สโคปง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่ามีรถเมล์จอดติดกันอยู่ 2 คันแล้วต้องไปเดินถามทีละคัน คนตาบอดเมื่อหลายปีก่อน ตอนยังไม่มีแอปพลิเคชันต่างๆ สมาร์ทโฟนก็ยังไม่แพร่หลาย เราก็จะได้ยินคนตาบอดจะยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์คอยถามคนว่า สายอะไรครับสายอะไรครับแต่ไม่มีคนตอบ ไปเกาะรถไอติมถามก็ยังเคย สมาร์ทโฟนจึงเป็นอะไรที่มาปิดช่องว่างความพิการจริงๆ” ธีรชาติเล่า

นอกจากอำนวยความสะดวกเรื่องรถเมล์แล้ว เอกลักษณ์ยังเสริมว่า หากคนตาบอดไม่สะดวกที่จะไปรถเมล์ก็สามารถเรียกรถมารับถึงที่ได้ รวมถึงบริการต่างๆ เช่น ซ์้อของ ส่งอาหาร ซึ่งช่วยลดช่องว่างความพิการได้ดี เช่นเดียวกับธีรชาติที่สนับสนุนอย่างหนักแน่นว่า เมื่อก่อนคนจะเห็นคนตาบอดไปยืนโบกแท็กซี่คนเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าคันไหนคือแท็กซี่เสียด้วยซ้ำ

“ได้ยินเสียงว่ามีรถอะไรมา คนตาบอดก็โบกตะพึดตะพือ บางครั้งก็โบกเอารถตู้ โบกรถที่ไม่ต้องการ ถึงขั้นไปถามว่า ไม่มีมีมิเตอร์เท่าไหร่ครับ ถึงได้รู้ว่า อ๋อ! นี่รถบ้าน เขาก็บอกว่าไปส่งได้ แต่เราก็เกรงใจและรู้สึกวุ่นวาย หรือเรื่องการเงินเอง สมาร์ทโฟนก็ทำให้คนตาบอดเข้าถึงการเงิน ตอนนี้หลายคนก็เข้าสู่ตลาดหุ้นกันไปแล้วด้วย” ธีรชาติเล่า

คนตาบอดกำลังจับคีบอร์ด

 

การสอนคนตาบอดใช้สมาร์ทโฟนไม่ได้มีอยู่ทั่วไป

เอกลักษณ์เล่าว่า ก่อนที่คนตาบอดจะใช้สิ่งเหล่านี้ได้ต้องได้รับการเรียนรู้ก่อน ไม่ว่าจะเรียนรู้ด้วยตัวเองหรือว่าไปตามโครงการต่างๆ ของสมาคม เพราะการใช้งานสมาร์ทโฟนของคนตาบอดไม่เหมือนคนทั่วไปที่สามารถหาดูได้ตามยูทิวป์

“การเรียนรู้เรื่องสมาร์ทโฟนของคนตาบอดจะแตกต่างกับคนตาดี สมมุติว่าคนตาดีบอกว่าแป้นคีย์บอร์ดหาย เขาสามารถเปิดยูทิวป์แล้วทําตามก็จบแล้ว แต่ถ้าคนตาบอดคนนั้นไม่สามารถที่จะเข้าถึงแอปพลิเคชันอ่านจอภาพได้อย่างครบถ้วน เขาจะทําไม่ได้ ยกเว้นว่าเขามีความเชี่ยวชาญแล้วก็อาจจะอะแดปได้ เช่น ถ้าคนตาดีบอกให้กดรูปฟันเฟือง แล้วของตาบอดอยู่ตรงไหน ใช้การเชื่อมโยงของเครื่องของคนตาดีกับเครื่องของคนตาบอดแทน

“หรือแค่การปัด ท่าทางในการสัมผัสของตาดีก็มีแค่ปัดไป ปัดมา แล้วก็จิ้ม แต่คนตาบอดเราต้องเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมดเพราะคนตาบอดเราต้องคลําก่อนถึงจะจิ้มถูกสมมุติเราอยากเข้าไปที่การตั้งค่า แล้วการตั้งค่ามันอยู่ตรงไหนของจอภาพ เราก็ต้องลากไป พอเจอคำว่าการตั้งค่า แล้วถึงจะเคาะแก๊กๆ สองทีให้เมนูเข้าไป คล้ายกับการทำดับเบิ้ลคลิ๊ก แต่คนตาดีจิ้มทีเดียวก็เข้าไปแล้ว” ธีรชาติเล่า

นอกจากการคลิ๊กแล้ว เอกลักษณ์ยังเล่าว่า สำหรับคนตาบอด การใช้โปรแกรมสกรินรีดเดอร์ยังต้องใส่วิธีการอ่าน เช่น คนตาดีอ่านได้ด้วยสายตา แต่ตาบอดต้องมีการอ่านคําสั่งเพื่ออ่านเพิ่มเติม เช่น ให้อ่านเป็นคํา อ่านเป็นบรรทัด นอกจากนี้ อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการทำความเข้าใจกับเสียงสังเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับเสียงบันทึก คนตาบอดใหม่ๆ ที่เข้าสู่วงการสมาร์ทโฟนจะต้องฟังเสียงสังเคราะห์ให้เข้าใจก่อน หรือไม่ก็เข้าใจในบริบทของเสียงก่อน แม้อาจจะยังไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่เป็นไร

“วิธีการสอนก็คือให้คนตาบอดลองฟังในบริบทของเขาก่อน บางคนอาจจะได้ยิน set up เหมือนปกติ บางคนอาจจะได้ยินเป็นอย่างอื่นเช่นกลายเป็นคำว่า start อะไรก็ว่าไป แต่เราอยากให้เขาทําความรู้และเข้าใจกับเสียงก่อน พอเข้าใจกับเสียงเสร็จ เขาก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับการปรับแต่งค่าต่างๆ และการใช้ทีหลัง

“เราจะเห็นว่าคนตาบอดบางคนใช้เสียงพูดในโทรศัพท์เร็วมาก ซึ่งก็เหมือนกับคนตาดีเวลาเรียนภาษาก็จะมี prefix และ suffix มีตัวนําตัวตาม บางครั้งเราฟังตอนชำนาญแล้ว เราไม่ต้องการเนื้อหาทั้งหมด แต่ดูว่ามีตัวนําที่เราต้องการหรือเปล่า หรือมีตัวตามที่เราต้องการหรือเปล่า ถ้ามีก็เอาเลย ไม่ต้องฟังเอาความทั้งหมดก็ได้”ธีรชาติเล่า

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ที่เล่าว่า ทั้งหมดนี้อาศัยความเคยชินล้วนๆ ตัวเขาเองก็เริ่มจากการใช้เสียงพูดช้าๆ และค่อยๆ เร็วขึ้นตามความเคยชิน

“พูดช้ามันเสียเวลา เนื่องจากโปรแกรมจะอ่านทุกอย่าง เช่น รูปที่เขาเรียกอีโมติคอน มันก็อ่านไปหมดว่า เห็นหน้าอะไร หน้ายิ้ม หน้าบึ้ง แล้วกว่าจะถึงข้อความบางคนใส่อีโมติคอนเกือบ 20 อัน ก็เลยต้องปรับเสียงเร็วเพื่อฟังได้เร็วขึ้น ยิ่งพอเราชินต่อเสียงแล้ว การปรับเร็วก็ไม่ใช่ปัญหา”เอกลักษณ์เล่า

คนตาบอดยกโทรศัพท์มาใกล้หู

 

ปัญหาที่คนตาบอดเจอมีตั้งแต่การสัมผัสถึงเรื่องสเปคเครื่อง

“ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอคือการใช้นิ้วสัมผัส คนตาบอดต้องมีการเรียนรู้ก่อนถึงจะสามารถไปยังจุดต่างๆ ของหน้าจอได้ คนตาดีใช้แตะ บน ล่าง ซ้าย ขวา แต่ฟังก์ชันพิเศษจะใช้ไม่เหมือนกัน  เช่น สมมุติเราปัดจากด้านซ้ายบนของหน้าจอ และปัดขวาไปเรื่อยๆ การอ่านเสียงจะไล่ตั้งแต่ซ้ายบนแล้วก็ไปสุดที่ด้านขวา ด้านขวาเสร็จแล้วก็ลงมาอีกบรรทัดนึง แล้วก็ลงไปเรื่อยๆ จนสุดหน้าจอ สิ่งนี้เรียกว่าการ เนวิเกต (Nevigate) หรือการนําทาง ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่คนตาบอดจะต้องเรียนรู้” เอกลักษณ์แลกเปลี่ยน

ในสมัยก่อน ตอนที่โทรศัพท์ยังเป็นปุ่มกด เอกลักษณ์เองก็เล่าว่าพวกเขาก็เล่นกันมาแล้ว เครื่องยุคนั้นก็ยังไม่มีเสียงสังเคราะห์ เลยทำให้คนตาบอดตอนนั้นต้องใช้ความจำ และความเคยชินในการใช้งาน

“โทรศัพท์ปุ่มกดคือต้องจําล้วนๆ เช่น จะเปลี่ยนเสียงโทรก็กดเมนู 5 1 ก็คือ กดเมนูครั้งหนึ่ง แล้วกดเลข 5 เลข 1 คือถ้าเขาเปลี่ยนเมนูก็จบเลย หรือถ้าเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนรุ่นก็ต้องมาดูใหม่ว่าเหมือนกันไหม” เอกลักษณ์เสริม

เช่นเดียวกับธีรชาติ เขาได้ยกเอาวิธีการใช้ปุ่มกดมาเล่าให้ฟัง ถ้าต้องการบันทึกภาษาอังกฤษ ก็ต้องกดเลข 2 เป็น ABC กด 2 หนึ่งครั้งเป็น A  กด 2 สองครั้งเป็น  B โดยที่ยังไม่มีเสียงสังเคราะห์บอกว่ากดอะไรไป พอมายุคที่มีปุ่มกดเสียงสังเคราะห์ คนตาบอดก็สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นมากและทําอะไรได้เยอะมาก

“ตอนมีเสียงสังเคราะห์ เวลาข้อความมาก็อ่านได้ ถึงแม้จะยังจะลําบากมากก็ยังดีกว่าตอนที่ไม่มีเสียงที่อ่านข้อความไม่ได้เลย รับรู้แค่มีเมสเสจเข้ามา แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร หรือบางทีเข้ามาจนเต็มเครื่องก็ต้องให้เพื่อนไปลบให้ด้วย”ธีรชาติเล่า

นอกจากการสัมผัสและเสียงสังเคราะห์แล้ว อีกเรื่องที่คนอาจคิดไม่ถึงแต่สงสัยอยู่ในใจว่า คนตาบอดต้องใช้สมาร์ทโฟนที่สเปคสูงๆ หรือไม่ ธีรชาติได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า พอคนตาบอดต้องใช้โปรแกรมต่างๆ ร่วมกับโปรแกรมอ่านหน้าจอ ก็ทำให้หลายครั้งเครื่องช้าและค้าง แรม 2 กิ๊กในเครื่องคนตาดีเปิดแอปฯ ก็ยังช้า แต่เครื่องคนตาบอดต้องเปิดทั้งแอปฯ​ ทั้งการอ่านเสียง เช่น คนตาดีเข้าไลน์แมนก็จะเปิดแค่ไลน์แมน แต่พอคนตาบอดเปิดไลน์แมนแล้วต้องมีพื้นที่ว่างสําหรับอีก 2 โปรแกรม ก็คือโปรแกรมอ่านจอภาพกับโปรแกรมเสียงสังเคราะห์พ่วงเข้ามาด้วย

“ฉะนั้นทำไมคนตาบอดต้องเลือกเครื่องที่แรมสูง เครื่องแพง มันไม่ใช่เราอยากเลือกอย่างนั้น แต่พอเราเลือกเครื่องที่มีแรมต่ำ เครื่องเราจะช้ากว่า ค้าง ช้า เหมือนเวลาคนตาดีเล่นแล้วโทรศัพท์ร้อนจนเครื่องช้า” ธีรชาติเล่า

บรรยากาศห้องอบรม

 

สมัยก่อนเสียงสังเคราะห์มีแค่ภาษาอังกฤษ

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทําให้คนตาบอดเก่งอังกฤษหรือไม่เพราะในสมัยก่อนเสียงสังเคราะห์ในโทรศัพท์มือถือมีเพียงแค่ภาษาอังกฤษ คนตาบอดเลยต้องฝึก จดจำ ทำให้ชินกับวิธิการพูดนั้นๆ

แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะทั้งเอกลักษณ์และธีรชาติพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนตาบอดไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษทุกคน แต่เกิดขึ้นจากการใช้งานด้วยความจำเป็น เมื่อพวกเขามีความจำเป็นต้องใช้โปรแกรมอ่านเสียงเป็นภาษาอังกฤษ พวกเขาก็ต้องดิ้นรนขวนขวายมาให้ได้

“นักเรียนผมบอกว่า ตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษ อย่างนี้ก็ใช้สมาร์ทโฟนไม่ได้สิ เราก็บอกว่า ทำได้ เพราะการใช้งานไม่จำเป็นต้องแปลทั้งหมด เช่น ในในคอมพิวเตอร์คนตาดีจะรู้ว่ารูปถึงขยะคือรีไซเคิลบิน (Recycle bin) ผมให้นักเรียนฝึกฟัง แต่เขาได้ยินเป็น Design scorpion เราก็ยืนมึนๆ อยู่สักพักว่าคือคำว่าอะไร จนเข้าใจว่าเขาได้ยินแบบนี้และค่อยบอกที่ถูกต้องคืออะไร พอเขาค่อยๆ ฟังดีๆ ถึงได้อ๋อ และเข้าใจ หลังจากนั้นจึงปรับเสียงให้ไวขึ้น เขาก็ชินและได้ยินถูกต้อง แต่ถ้าถามว่าสะกดคำว่ารีไซเคิลบินเป็นไหม คำตอบคือไม่” ธีรชาติเล่า

แอปฯ ​ที่ยังใช้งานไม่ได้ 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ปัญหาของปุ่ม แรม หรือภาษา แต่เอกลักษณ์เล่าว่า แอปพลิเคชันบางตัว คนตาบอดก็เข้าไม่ถึงเช่นกัน โดยเฉพาะแอปฯ ธนาคาร

“แอปพลิเคชันธนาคารบางที่ก็ไม่ได้ทํามาเพื่อคนตาบอด ส่วนบางแอปฯ ​ก็ฟลุ๊คใช้ได้ แต่ก็ยังมีบางแอพที่ใช้ไม่ได้เลย เช่น ธนาคารกรุงศรี ที่รายการเกือบทั้งหมดเป็นรูปภาพ ซึ่งถ้าหากจะทำให้คนตาบอดใช้ได้ที่รูปภาพจะต้องใส่ปุ่มให้บอกว่ารูปภาพนี้เป็นปุ่มอะไร เช่น สมมุติว่าเป็นรูปฟันเฟือง ก็ต้องใส่ว่า ตั้งค่า เราไม่ได้ใส่โปรแกรมก็จะอ่านว่า รูปภาพ โดยไม่ได้บอกว่าเป็นปุ่มอะไร” เอกลักษณ์เล่า

เช่นเดียวกับเว็บไซต์ธีรชาติมองว่า คนเขียนโปรแกรมจะต้องเขียนคำบรรยาย (Description) บนอินเตอร์เฟส ร่วมกับข้อมูลเพื่อให้คนตาบอดใช้โปรแกรมอ่านได้ แต่ถ้าไม่เขียนคนตาบอดจะเข้าไม่ถึง และอ่านรูปนั้นว่ารูปภาพ อย่างไรก็ดี เขาได้ยกตัวอย่างของการมีฟังก์ชั่นดังกล่าวที่แม้ไม่ได้คิดให้เฉพาะกับคนตาบอด แต่การทำขึ้นแต่แรกก็ทำให้คนตาบอดใช้ได้ไปโดยปริยาย

“อย่างเกม The last of us ซึ่งเป็นเกมอยู่บน Playstation 5 นั้นมีทั้งเสียงบรรยายภาพช่วงคัทซีน บรรยายว่าตอนนี้ตัวละครทําอะไรอยู่ แล้วก็มีตัวนำทาง (Navigation) ว่าถ้าเรากดปุ่มนี้จะนําทางไปให้มันตรงทางแล้วก็เล่นได้เหมือนกับคนเล่นคนอื่นๆได้ คนสายตาเลือนลางก็สามารถปรับสีได้ หลายคนก็เล่นได้ไม่แพ้คนตาดีเลย เลยอยากแนะนําให้เล่นทั้งสองภาคเลย ภาพก็อลังการและสมจริง เสียงนี่ชัด ขนาดซอมบี้เดินมายังได้ยิน คนตาดีอาจจะใช้เวลาเล่นประมาณสัก10 - 20 ชั่วโมง คนตาบอดก็อาจจะนานกว่านั้น กว่าจะไปสํารวจตู้เซฟ ไปเอานู่นออกมา เอาปงเอาปืนออกมา

“อีกเกมอย่าง Mortal Kombat ทั้ง 2 ภาคก็เป็นเกมโปรด หรือเกมที่จริงๆ แล้วดูเหมือนไม่มีอะไร อย่าง Street fighter เวลาเล่นจะแบ่งเป็นสองฝั่ง คนตาบอดเล่นได้เพราะว่าเสียงเป็นซ้าย-ขวา เวลาตัวละครขยับแล้วมีเสียงเสื้อผ้า ฟุ๊บๆ ก็รู้แล้วว่าเคลื่อนไหวอยู่

“แต่อย่างเกมขับรถนี่ยาก ด้วยความที่มันไว เราเลี้ยวไม่ทัน แต่ก็มีเกมขับรถของคนตาบอดชื่อว่า Blind drive ลักษณะก็คือรถจะวิ่งไปเรื่อยๆ ถ้าได้ยินเสียงรถสวนมาเราต้องรีบหลบไปอีกทาง ถ้าเกิดได้ยินเสียงรถไอติมให้พุ่งไปชน แล้วก็มีการให้ขับหนีรถตํารวจคล้ายๆ เกมจีทีเอ” เอกลักษณ์เล่า

เช่นเดียวกับธีรชาติ ที่ตัวเขาเองก็เล่นเกมมาแล้วหลายเกม ทั้งเกมสร้างบ้าน สร้างเมือง ซึ่งเป็นเกมแนวโปรด บางเกมอย่าง Fortnite คนตาบอดก็สามารถเล่นได้เพราะมีการเขียนคำบรรยาย และตัวเขาเองสนใจเกมจนอยากจะเรียนด้านการทำเกม แต่ก็เคยโดนปฏิเสธ

“คนตาบอดเองก็อยากเล่นเกมฟุตบอล แม้จะมองไม่เห็นแต่ขอแค่ได้วางแผนทีมก็ได้ ส่วนการลงเตะในสนามที่ต้องบังคับบนหน้าจอ หมุนตัวเตะอาจจะยากเกินไป แต่คนตาบอดสามารถวางแผนทีมได้เหมือนกัปตันทีม ซื้อขายตัวละคร ซื้อขายนักเตะ ได้วางแผนการเล่นก็พอใจแล้ว แต่ว่ายังไม่มีเกมไหนทําได้เลย” ธีรชาติเล่า

นอกจากเกมแล้ว แอปฯ ประชุมออนไลน์ก็ยังเป็นประเด็น แม้คนตาบอดใช้งานได้เกือบทุกแอปฯ แต่ก็ยังมีบางแอปฯ ที่ยังเข้าไม่ถึง

“แอปฯ ประชุมใช้ได้เกือบหมดแล้ว ก็จะมีซูม กูเกิลมีต เว็บเอ็กซ์ Google classroom ก็ใช้ได้ แต่ตัวที่คนตาบอดไม่ค่อยชอบก็คือของ Microsoft team เพราะใช้ยาก มีปัญหาตอนเปลี่ยนชื่อ ก่อนที่เราจะเข้าห้องประชุมเราต้องเปลี่ยนชื่อ คนตาบอดก็งงว่าเปลี่ยนตรงไหน เคยเปลี่ยนไปแล้วทําไมต้องเปลี่ยนอีก พอเวลาเราเข้าไปในห้องประชุมเสียงห้องประชุมก็จะดังอยู่ voice over หรือเสียงอ่านหน้าจอก็จะดังสวนขึ้นมา เราก็เลยจะมี iPhone 15 Samsung oppo lenovo5 ชื่อแบบนี้เต็มไปหมด เราก็ต้องมานั่งเปลี่ยนชื่อให้เขา โดยลากไปอีกห้องนึง แล้วก็ถามเขาว่าชื่ออะไร” เอกลักษณ์เล่า

 

สิ่งที่คาดไม่ถึงว่าคนตาบอดจะซื้อ

พอบอกว่าคนตาบอดเล่นเกม หลายคนก็อาจคิดไม่ถึง โดยเฉพาะร้านที่ขาย เอกลักษณ์จึงเล่าว่า ส่วนใหญ่เขาจึงมักเล่นโชว์ เพื่อให้ร้านเห็นว่าคนตาบอดก็ชอบเล่นเกมและเล่นได้เหมือนกัน

“คนตาบอกกับพวกแกตเจตนี่มีอะไรที่คาดไม่ถึงกันเยอะ อย่างผมไปซื้อกล้องดําน้ํา เขาก็ถามว่า ใครใช้ ผมก็บอกผมใช้เอง เขาก็งงใหญ่ว่าพี่จะทำยังไง ดำน้ำยังไง แล้วถ่ายไปทำไม ผมก็บอกว่าผมมีใบอนุญาติดำน้ำ และบอกเขาว่า คนตาบอดถือโคมอะไม่จําเป็นต้องส่องให้ทาง แต่บางครั้งเราก็ถือโคมให้คนอื่นเห็น เราก็อยากอวดคนอื่นเหมือนกัน เรามีรูปใต้น้ํามาอวดท่านแล้วนะ อะไรแบบนี้” ธีรชาติเล่า 

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ที่เล่าว่า ในสมัยนี้การถ่ายรูปทำง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะการเข้ามาของเอไอที่ทำให้การถ่ายรูปสะดวกขึ้นจริงๆ

“สมมุติว่าพี่ถ่ายรูปน้อง ก็จะมีเอไอบรรยายให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนี้ใส่เสื้อสีอะไร ผมสั้นผมยาว แต่ว่าอาจจะไม่เก่งมาก อย่างในมือถือก็มีแอปฯ บางตัวที่เวลาเราถ่ายจะบอก เช่น ซ้าย ขวา ขึ้น ลง ให้ตรงกับหน้าเรา แล้วก็ยิ้ม กล้องหลังก็เช่นกัน” เอกลักษณ์เล่า

สมาร์ทโฟนยอดฮิตของคนตาบอดคือยี่ห้อที่หาศูนย์ง่ายๆ

“ไอโฟน กับซัมซุง ส่วนใหญ่คนตาบอดใช้สองยี่ห้อนี้เป็นหลัก เพราะมีปัญหาน้อสุดศูนย์ก็เยอะ คนตาบอดก็ใช้เยอะ สามารถแนะนำได้เวลาเพื่อนๆ มีปัญหา” ธีรชาติเล่า

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ที่สนับสนุนว่า ยี่ห้อที่คนตาบอดเลือกก็จะเป็นยี่ห้อที่ซ่อมง่าย มีศูนย์เยอะ เนื่องจากหากมีปัญหาอะไรก็สามารถหาคนซ่อมหรือปรึกษาได้ง่าย

“มีบางฟังก์ชันที่พิเศษสําหรับไอโฟน เช่น ฟังก์ชันแว่นขยายบน iphone รุ่น pro โดยการเอานิ้วแตะสี่นิ้วสองครั้งบนหน้าจอ จะเปิดฟังก์ชันแว่นขยาย ในนั้นจะมีฟังก์ชันหลายอย่าง เช่น ส่องหาประตู อ่านหนังสือ ถ้าส่องกลับหัวก็จะบอกว่ากลับหัว ถ้าข้อความเขียนอะไรก็อ่านให้ฟัง แต่หากวางไม่ตรงก็อาจจะอ่านเบี้ยวๆ ก็ต้องขยับไปขยับมา

“อีกอย่างนึงที่ผมประทับใจก็คือ เวลามีปุ่มเครื่องซักผ้าเยอะๆ มันจะมีฟังก์ชันที่เรียกว่า ชี้เพื่อพูดอันนี้บนไอโฟน พอเราชี้ปุ๊บก็จะบอกว่า ใต้นิ้วเป็นปุ่มอะไร ปุ่มพาวเวอร์ ปุ่มซัก ปุ่มแห้งเร็ว ฟังก์ชันนี้มีเฉพาะรุ่น pro เท่านั้น เพราะมีเซ็นเซอร์วัดระยะที่เขาเรียกว่า raidar” เอกลักษณ์เล่า 

มือกำลังพิมพ์คีบอร์ด

 

คนตาบอดค่อนข้างเซฟตัวเองเวลาใช้สมาร์ทโฟน

หลายคนอาจสงสัยว่า คนตาบอดเจอกับอันตรายจากการใช้สมาร์ทโฟนบ้างไหม เอกลักษณ์เล่าว่า คนตาบอดค่อนข้างเซฟตัวเอง ไม่ค่อยกดลิงก์อะไรเพราะกลัว จริงๆ วิธีการกดลิงก์ของคนตาบอดค่อนข้างยาก ต้องเข้าไปในข้อความก่อนแล้วต้องหมุน หมุน หมุน ให้หาคําว่าลิงค์ก่อน แล้วถึงสามารถปัดไปเจอคําว่าลิงค์ได้ แต่ถ้าทำทั้งหมดนี้แล้วไม่เจอลิงค์ก็เข้าไม่ได้

“เวลามีคนโทรมาก็ตกใจบ้าง อย่างคอลเซ็นเตอร์ที่โดนกันเยอะๆ คนตาบอดก็โดนผมเคยเจอวันนึง 5 สาย แต่แทบไม่มีคนตาบอดเชื่อหรือว่าทําตามเลยเพราะเขารู้ตัวเองว่าการเปิดบัญชีและส่งของมันยาก ไม่ใช่ว่าใครจะเปิดบัญชีได้นะ คนตาบอดต้องพยายามหัดเซ็นชื่อให้ได้ เงื่อนไขมันเยอะ นอกจากนี้เวลาส่งลิ้งค์อะไรมา คนตาบอดก็เข้าถึงยากกว่า คนตาดีเห็นเป็นลิงค์ก็กดเข้าไปเลย คนตาบอดกว่าจะปัดโดน บางทีไม่โดนก็ข้ามไปเลย พอหาไม่เจอ ก็คิดว่าไม่ดูก็ได้วะ” เอกลักษณ์เล่า

นอกจากนี้ธีรชาติสะท้อนเพิ่มว่า นอกจากอันตรายจากคอลเซ็นเตอร์ คนตาบอดยังมีอันตรายจากการสูญหาย ลืม หรือไม่ก็ยืนใช้อยู่แล้วมีคนกระตุกไปจากมือ คนตาบอดก็เลยชอบใช้โทรศัพท์ที่สามารถปัดจากในกางเกง หรือใช้คีย์บอร์ดโดยที่เราไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หรือหลายๆ คนก็ใช้ห่วงติดหลังเครื่องเพื่อคล้องมือไว้ ก็จะช่วยเซฟได้

“คนตาดีที่ต้องการที่จะส่งข้อมูลให้คนตาบอด แล้วเขาก็ไม่เข้าใจฟังก์ชั่นพวกนี้ จึงส่งลิงค์มาพร้อมกับข้อความในไลน์ คนตาบอดเขาอ่านไม่ได้ จริงๆ แล้วต้องส่งแยกกัน ก็คือพิมพ์ข้อความมา แล้วก็ส่งลิงค์ เพราะพอข้อความติดกับลิ้งค์ มันจะไม่เป็นลิ้งค์

“แต่อย่างบนเฟสบุ๊กนี่ง่าย แค่เว้นบรรทัดระบบก็แบ่งให้ พอคนตาบอดปัดดู ระบบก็จะบอกว่ามีลิ้งค์”ธีรชาติเล่า

อย่างไรก็ดี อีกปัญหาอย่างการแอบดูจอ ก็เป็นสิ่งที่เจอทั้งคนตาดีและคนตาบอด คนตาดีอาจใช้ฟิล์มกันเสือก ซึ่งเป็นฟิล์มที่สามารถอ่านเนื้อหาได้จากมุมตรงเท่านั้น หากมองจากข้างๆ จะเป็นสีดำ แต่คนตาบอดไม่ต้องการอุปกรณ์นี้เพราะพวกเขาใช้ฟังก์ชันดับหน้าจอ ทำให้เวลาใช้งานไม่มีแสงไฟใดๆ บนหน้าจอเลย“” ธีรชาติเล่า

เช่นเดียวกับที่เอกลักษณ์สะท้อนว่า คนตาบอดมักใช้แบบปิดหน้าจอ  เป็นเหมือนหน้าจอที่ยังไม่ปลดล็อก แต่จริงๆ ๆเรา ใช้งานอยู่ พลายคนเห็นเราใช้จอมืดๆ ก็มีมาถามว่า ช่วยปลดล็อคให้หรือเปล่า”  ทำให้คนไม่เห็น จนหลายครั้งเขามักเจอคำว่าถว่า ให้ช่วยปลดล็อคหน้าจอให้ไหม เอกลักษณ์เล่า

เช่นเดียวกับธีรชาติที่เล่าให้ฟังว่า ฟังก์ชันนี้ช่วยชีวิตเขาไว้ 

"วันนั้นผมไปบ้านเพื่อน ต้องเดินไปทางชุมชนแออัดเรายังไม่เคยมาก็เลยโทรหาเพื่อน แป๊ปนึงก็มีวัยรุ่นแถวนั้นมาเดินกอดคอผม บอกว่า โทรศัพท์พี่มันยังไม่เปิด ทําไมยังไม่เปิด ไม่ติดเหรอ เสียงเหมือนเมากาวมาเลยคิดว่าถ้าจอผมติดเขาคงเอาไปแล้ว  คนตาบอดหลายคนลืมโทรศัพท์ไว้บนแท็กซี่ คนอื่นเห็นก็พยายามจิ้มแต่จอไม่ขึ้น ก็เลยไม่เอาไป ฟังก์ชันเหล่านี้จึงจำเป็นกับคนตาบอด ทําให้ตัวเขาปลอดภัยมากขึ้น” ธีรชาติสะท้อน

บรรยากาศห้องอบรม

 

คนตาบอดมาคู่กับหูฟัง

เหมือนกับว่า เห็นคนตาบอดก็ต้องเห็นหูฟังคาอยู่ที่หู ทำไมพวกเขาต้องใส่มันไว้ตลอด หรือหูฟังมีฟังก์ชันอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้

“เวลาเราใส่หูฟัง โดยเฉพาะหูฟังตระกูลแอปเปิ้ล เวลามีคนโทรเข้าเสียงเครื่องจะไม่ดัง ก็คือมาดังในหูแล้วเราก็กดรับได้เลยโดยที่ไม่ต้องรบกวนใคร ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่จะใส่สองข้างก็ต่อเมื่อจะฟังเพลงจริงๆ เช่น นั่งบนรถไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว” ธีรชาติเล่า

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ที่เล่าถึงความแตกต่างของอุปกรณ์อย่าง หากใส่บางยี่ห้อก็สามารถลิ้งทุกอุปกรณ์เข้าด้วยกัน เช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่ต้องกดสลับไปสลับมาด้วยตัวเอง

“พวก Airpods pro จะดังทุกอุปกรณ์ เราก็สามารถกดในหูได้ทันที และไม่ใช่เป็นระบบสัมผัสแต่เป็นบีท ก็ใช้ง่าย ยิ่งพอใช้ทีละข้างก็ทำให้สามารถสลับใช้ได้ แบตก็อยู่ได้ทั้งวัน นอกจากนี้คนตาบอดก็ยังใช้ในการพรีเซนต์งาน โดยให้โปรแกรมอ่านฟังในหู

“ครั้งหนึ่งผมไปบรรยาย ผมใส่หูและเอาคีย์บอร์ดไว้ข้างหลัง แล้วผมก็บรรยายไปคนก็มาถามว่า ผมจําได้ยังไงหมด ผมก็บอก โอ๊ย ผมไม่ได้อภิมหาไซเบอร์ขนาดนั้น จําหมดไม่ได้หรอก ผมก็อ่านเอา เขายิ่งงงว่าอ่านจากไหน ผมก็เลยหยิบคีย์บอร์ดให้ดู” เอกลักษณ์เล่า

สิ่งที่อยากเห็นคือคือคนตาบอดใช้เป็นและเข้าถึงได้

ธีรชาติเล่าว่า โดยปกติมีโครงการสอนการใช้สมาร์ทโฟนให้กับศูนย์บริการ คนตาบอด 2 คน สอนคนตาบอดอีก 50 คนเทียบกับคนตาดีอาจจะสอนได้ 100 ถึง 200 คนต่อครั้ง แต่คนตาบอดดูสไลด์ไม่ได้ จึงต้องเดินไปจับมือสอนทีละคน

“การสอนคนตาบอดเราจะต้องเข้าถึงเขา ตั้งแต่เป็นวิทยากรมายังไม่เคยได้นั่งเลย ต้องเดินไปเดินจับมือสอน สมมุติอยากให้ปัดขวา ก็ต้องไปจับมือว่าปัดขวาเป็นอย่างไร บางคนปัดทั้งมือเลย” ธีรชาติเล่า

อีกเรื่องที่เอกลักษณ์อยากเห็นก็คือเรื่องงบประมาณ ที่มองว่าควรจะเข้าถึงง่ายขึ้น เพราะคนตาบอดคนใหม่ๆ มีเพิ่มขึ้น และแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะตาบอดทีหลัง ตาบอดตั้งแต่เกิด หรือผู้สูงอายุที่ตาบอดแล้วต้องกลับมาเรียนรู้ ยิ่งโดยเฉพาะในบ้านเราที่การใช้งานสมาร์ทโฟนนั้นช่วยทําให้คนตาบอดใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

“สุดท้ายแล้วปัญหาหลักของของคนตาบอดในการใช้สมาร์ทโฟน ก็ตกอยู่ที่ผู้ผลิตแอปฯ​ ว่าทําตามกฎของการเข้าถึงแค่ไหน บางคนก็ละเลยที่ทํา มีบางองค์กรที่เคยเข้ามาคุยกับสมาคมคนตาบอด และสัญญาว่าว่าทำให้คนตาบอดเข้าถึงได้ แต่ปัจจุบันแอปฯ สั่งของของเขาก็ยังเข้าถึงยาก”ธีรชาติเล่า 

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ที่ตัวเองยังมองว่า ถึงแม้คนตาบอดจะเรียนรู้การใช้งานสมาร์ทโฟนมาแค่ไหน แต่สุดท้ายหากแล้วผู้พัฒนาแอปฯ ไม่ได้พัฒนาตามหลักการการเข้าถึง คนตาบอดก็อาจจะไม่สามารถใช้งานได้อยู่ดี

“แอปฯ ​คนไทยไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลย แม้กระทั่งเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการยื่นภาษีก็เข้าถึงยากมาก ส่วนแอปฯ ประกันสังคมนี่เข้าไม่ถึงเลย อ่านไม่ได้เลย ดูข้อมูลก็อะไรก็ไม่ได้เลย อยากให้มาคุยกับสมาคมคนตาบอดเพื่อช่วยแนะนำการทำระบบให้คนตาบอดเข้าถึงได้ เพราะมีคนตาบอดที่ทํางานอยู่ในระบบก็เยอะแต่ไม่สามารถตรวจสิทธิประโยชน์ได้ และไม่สามารถดูข้อมูลอะไรใดๆ ได้เลย เช่น รูปตรวจสิทธิประกันสังคม ระบบอ่านว่า Image 479582 เราก็ไม่รู้ว่ารูปนี้คืออะไร บางทีลองแตะเข้าไปก็แตะไม่เข้า มัวแต่อ่านว่า เฟรมวัน เฟรมทรู เฟรมทรี ผมจึงอยากให้คนทําแอปฯ​ ต่างๆ นึกถึงคนตาบอดด้วย คิดว่าเราเป็นญาติคุณคนนึง แล้วคุณจะตั้งใจทําเพื่อพวกเรามากขึ้น” เอกลักษณ์สะท้อน