Skip to main content

ปัญหาหนึ่งที่คนพิการหลายคนเจอคือเมื่อซื้อหรือได้รับวีลแชร์ อุปกรณ์ความพิการ หรือเครื่องช่วยความพิการต่างๆแล้ว หลังจากใช้งานไปสักพัก อุปกรณ์เหล่านั้นก็ชำรุดหรือเสื่อมสลายไปตามเวลา อย่างไรก็ดี ถ้าหากอุปกรณ์ต่างๆ ได้รับการซ่อมแซมก็อาจกลับมาใช้งานได้อย่างปกติไปอีกหลายปี แต่ปัญหาหลักในเรื่องนี้คือ คนพิการเองก็หาที่ซ่อมไม่ได้ บางครั้งซ่อมได้ก็ราคาแพงจนไม่คุ้ม เราจึงอยากชวนผู้อ่านมารู้จักกับโครงการอบรมคนพิการเพื่อซ่อมอุปกรณ์ความพิการ ที่จัดขึ้นเพื่ออุดรอยรั่วของระบบดังกล่าว ทั้งยังอาจเป็นอาชีพที่คนพิการสามารถไปต่อยอดได้อย่างยั่งยืน

ชวนคุยกับยงยุทธ แสงรมณ์ เลขาธิการสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย, สุรเดช ยาแก้ว เจ้าหน้าที่ศูนย์ซ่อมกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ จังหวัดราชบุรีและเจ้าหน้าที่ช่างประจำโรงพยาบาลสตูล ถึงบทบาทและความท้าทายใหม่ของงานซ่อมอุปกรณ์ความพิการ อุปสรรคที่พวกเขาเจอ และค้นหากันว่า ทำไมงานซ่อมอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการถึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ

บรรยากาศของเวิร์คชอปซ่อมวีลแชร์

คนใช้วีลแชร์เยอะ แต่พังแล้วไม่มีคนซ่อม

ยงยุทธเล่าว่าการเปิดบริการซ่อมรถเข็นนั่งคนพิการกับรถโยกเป็นความร่วมมือกันของหลายส่วน ที่เล็งเห็นปัญหาเรื่องรถเข็นของคนพิการ และรถโยกว่า เมื่อมีการใช้งานไปแล้วสักระยะหนึ่งก็มักจะเกิดปัญหาชำรุดและไม่มีที่ซ่อมแซม อีกทั้งไม่ได้รับการดูแลรักษาขณะใช้งาน คนพิการบางคนก็จำเป็นต้องไปพึ่งพาร้านจักรยานในชุมชน จึงเกิดแนวคิดศูนย์ซ่อมสําหรับรถเข็นนั่งและรถโยกคนพิการ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ขาเทียม โดยมีกลุ่มเป้าหมายจาก 15 จังหวัดแรกที่มีศูนย์บริการคนพิการหรือบางจังหวัดที่มีศูนย์ซ่อมอยู่แล้ว แต่ละคนก็จะถูกคัดเลือกโดยองค์กรหรือสมาคม ว่ามีความสนใจ และสามารถนำความรู้กลับไปทำงานโดยมีการติดตามและประเมินผลอีกครั้ง โดย 15 จังหวัดนี้จะเป็นจังหวัดต้นแบบก่อนจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ในอนาคต

“ในปัจจุบันเราจะเห็นว่า รถเข็นที่เข้ามาในประเทศเราส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นรถมือสองที่นำเข้ามา คนพิการก็ได้รถเข็นเหล่านี้ผ่านการขอจากกองทุนต่างๆ เช่น รถเข็นของกองทุนความปลอดภัยทางท้องถนน ที่เมื่อก่อนคนพิการสามารถเลือกได้ แต่ในช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ ทำให้คนพิการเข้าไม่ถึง อีกประเด็นก็คือเมื่อเกิดการแข่งขันในโลกเสรี การเข้ามาของอุปกรณ์จากจีนที่ราคาถูกก็มีมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือสินค้าเหล่านี้ไม่ทน ใช้ไม่กี่วันก็เสีย คนพิการเองก็เสียโอกาส

“คนพิการหลายคนอยากได้รถเข็นทรงสปอร์ต รถที่สวยนั่งแล้วดูดี แต่ราคารถแบบนี้อัพไปเยอะ อย่างน้อยก็ 15,000 ถึง 35,000 ขึ้นไป ในบางรุ่นที่สามารถปรับแต่งได้เหมาะกับคนพิการอย่างของเยอรมนีอาจราคาสูงถึง 350,000 บาท ราคาเท่ากับซื้อรถเก๋ง แต่รถเข็นคันนี้ก็ทำจากวัสดุอย่างดี สามารถพับเก็บได้เล็ก แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ยังมีการใช้วีลแชร์ราคา 4-5 พันบาท ที่คันใหญ่ๆ หรือที่เราเรียกว่ารถถัง  คนที่คิดนโยบายแจกรถเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการใช้ ไม่เคยทดลองใช้ คนพิการตัวเล็กก็ได้วีลแชร์แบบนี้ นั่งแล้วไม่เหมาะสม แถมยังเป็นภาระของคนพิการเพิ่มไปอีก” ยงยุทธเล่า

ตัวอย่างของการลงมือทำกันเองเห็นได้จากสิ่งที่สุรเดชเล่าว่า ที่ราชบุรีมีการรวมกลุ่มกันเป็นสมาชิกของสมาคมมาและช่วยกันซ่อมวีลแชร์โดยมีเป้าหมายว่า จะต้องซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ จึงพยายามหากรรมการที่เป็นช่างมาเป็นที่ปรึกษา ตั้งแต่ปี 2555 สมาคมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและได้งบประมาณสนับสนุนตั้งแต่ปี 25 57 เรื่อยมา อย่างไรก็ดี ช่วงแรกยังไม่มีเงินก็ดำเนินงานกันง่ายๆ อย่างการขอสนับสนุนจากร้านค้าเอกชน หรือจัดกิจกรรมขายของที่ระลึกบ้างหรือทําคอนเสิร์ตการกุศล

สุรเดช ยาแก้ว

“อุปกรณ์ที่รับซ่อมก็จะมีรถโยก วีลแชร์ ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน ไม่รับพวกเครื่องช่วยฟัง เพราะพวกนี้ซ่อมยาก ส่วนใหญ๋คนที่เอามาก็จะเอารถวีลแชร์ รองลงมาก็รถโยก พวกไม้เท้า ไม้ค้ำยันก็เยอะเพราะว่ามีผู้สูงอายุเยอะ บางทีเขาได้ของมาก็ยางเสื่อม หมดอายุแล้ว เราก็ต้องเปลี่ยนเพราะถ้าไม้ค้ำยันไม่มียาง เขาก็อาจจะลื่นล้มแล้วพิการซ้ำซ้อนได้ การเปลี่ยนไม่มีค่าใช้จ่าย ในชนบทคนพิการส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการ บางคันถูกใช้จนไปไม่ไหวแล้ว เป็นสนิมทั้งคัน เราก็จะแนะนำให้เขามาขอรถที่ศูนย์สิรินธร ที่นั่นจะวัดตามตัว หรือไม่ก็ไปขอที่โรงพยาบาลจังหวัด แต่กว่าจะได้ต้องใช้เวลานาน

“นอกจากนี้ก่อนได้สิทธิคนพิการ หลายคนต้องรักษาอย่างน้อย 6 เดือน ในช่วง 6 เดือนนั้นเป็นช่วงที่เขาไม่มีสิทธิ แต่เกิดความพิการการแล้ว เราก็มองว่าต้องช่วยก่อน บางเคสรอโดยไม่มีอุปกรณ์ก็เลยทำให้เกิดแผลกดทับ แล้วต้องไปหาหมอทุกวัน พอไม่มีวีลแชร์ใช้ก็ลำบาก พอเกิดการติดเตียงก็ต้องอาศัย อสม.เข้ามาช่วย” สุรเดชเล่า

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าช่างที่พิการของโรงพยาบาลสตูล ที่เข้าร่วมอบรมด้วยได้สะท้อนว่า ในจังหวัดเองก็เจอปัญหาขาดแคลนคนซ่อมอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์ชำรุดคนพิการก็มักนำกลับมาที่โรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ก็ซ่อมไม่เป็น ช่างที่โรงบาลก็เลยต้องรับหน้าที่ซ่อมทั้งๆ ที่อาจจะไม่เคยทำมาก่อน การมาอบรมจึงเสมือนเป็นการเพิ่มทักษะช่างที่นอกเหนือจากการซ่อมท่อ ซ่อมไฟ

“โรงพยาบาลคาดหวังจะมีศูนย์บริการคนพิการในพื้นที่และใกล้เคียง นอกจากซ๋อมแล้วก็ยังเป็นการให้โอกาสคนพิการในการมีงานทำ มีรายได้เสริม สนับสนุนให้แต่ละชุมชนมีศูนย์ซ่อมอย่างทั่วถึง” ช่างจากโรงพยาบาลสตูลแลกเปลี่ยน

ต้องเรียนรู้หลายอย่างกว่าจะซ่อมวีลแชร์ได้

ในการอบรม ผู้เข้าร่วมจะต้องเรียนรู้เรื่องการซ่อมรถเข็น ฉะนั้นคนที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่มีใจรักในการเป็นช่าง หรือมีความสนใจที่จะเป็นช่าง

“เขาอาจจะมีทักษะมาก่อนหรือไม่ก็ได้ เพราะทักษะต่างๆ สามารถฝึกกันได้ การสอนก็จะเริ่มจากการเรียนรู้เพื่อรู้จักอุปกรณ์และประเภทของรถเข็น หลังจากนั้นก็เข้าถึงทฤษฎีต่างๆ และการฝึกปฏิบัติ เช่น ฝึกถอดสลับลูกปืน ยางล้อ วันแรกเป็นการเรียนรู้เรื่องเครื่องมือ ประเภทของรถวีลแชร์ หลังจากนั้นก็ลงมือปฏิบัติจริง  ขั้นแรกก็คือลองฝึกถอดชิ้นส่วนก่อน เมื่อถอดเสร็จก็ลองประกอบให้เหมือนเดิม” ยงยุทธเล่า

อย่างไรก็ดีแม้จะซ่อมเป็น แต่การหาอะไหล่ที่เข้ากันได้ก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่ ช่างจากโรงพยาบาลสตูลเล่าว่า หากภาครัฐไม่สนับสนุน ถึงแม้พวกเขาจะซ่อมเป็น แต่ก็อาจจะหาอะไหล่ไม่ได้เนื่องจากไม่มีงบประมาณ​

“ผมการันตีไม่ได้หรอกว่า จะทำได้มั้ย ถ้าหน่วยงานรัฐมีความตั้งใจว่าอยากให้ศูนย์บริการเกิดขึ้นก็ต้องพยายามหาอุปกรณ์หรือหาทางทำให้เราเกิดขึ้นได้จริง ถ้าให้เราสองคนต้องไปดิ้นรนหาเองหรือว่าไปติดต่อเอง ก็คิดว่าไม่ไหว ไม่มีศักยภาพพอ ถึงเราอยากจะซ่อมแค่ไหน พยายามหาเครื่องมือแค่ไหน แต่มันไม่มี ก็ต้องผลัดคนพิการไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอุปกรณ์อะไหล่จะเข้าวันไหน หากเราคิดจะเป็นศูนย์ใหญ่จริงๆ ก็อาจต้องคิดเรื่องการผลิตชิ้นส่วน หรือหาเครือข่ายที่ผลิต เช่น ไทยวีล เป็นต้น” ช่างจากโรงพยาบาลสตูลเสริม

ทำไมคนพิการต้องซ่อมรถวีลแชร์เอง

ยงยุทธเล่าว่า คนถามว่าทำไมต้องสอนให้คนพิการเป็นคนซ่อมรถ ให้คนไม่พิการทำก็ได้ แต่สำหรับเขามองว่า คนพิการก็คือคนหนึ่งที่อยากมีทักษะ อยากมีอาชีพ และทักษะต่างๆ ที่มีล้วนเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนกันได้ ฉะนั้นทำไมจึงจะไม่ฝึกให้คนพิการเป็นคนประกอบอาชีพ เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว รวมทั้งในสังคมผู้สูงอายุในอนาคตก็มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือหากอยู่ในชุมชน คนพิการก็อาจพัฒนาต่อยอดในการซ่อมมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานได้ด้วย

ยงยุทธ แสงรมณ์

“เราเห็นคนพิการบางคนที่มีใจรักในการเป็นช่างเพราะนอกจากซ่อมอุปกรณ์และรถเข็นนั่งต่างๆ แล้ว เขายังเปิดร้านและพัฒนาทักษะกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สามารถซ่อมเครื่องยนต์ต่างๆ และเครื่องสูบน้ำได้ด้วย เพราะการซ่อมรถเข็นนั่งอย่างเดียวอาจมีรายได้ไม่เพียงพอ สาเหตุที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยเข้าร่วมการอบรมอาจเป็นเพราะคนพิการรุ่นใหม่หลายคนมีงานทำอยู่แล้ว หลายคนเลือกการทำงานแบบออนไลน์ และมองว่างานช่างเป็นงานที่ไม่ถนัด เท่ากับงานที่ใช้โซเชียลเราจึงเห็นกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุค่อนข้างเยอะ และอาจทำงานช่างเป็นงานเดิมอยู่แล้ว” ยงยุทธเสริม

วีลแชร์ก็เหมือนแขน ขา ของคนพิการ

วีลแชร์ที่เเหมาะสมนั้นสำคัญกับคนพิการเพราะวีลแชร์เปรียบเสมือนแขนขา ที่ทําให้คนพิการไปไหนมาไหนได้ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคและเป็นปัญหาในตอนนี้ก็คือสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้อกับคนใช้วีลแชร์

สุรเดชเล่าว่า ปัญหาที่เจอหน้างานอยู่บ่อยๆ คือเวลาคนเอาของมาซ่อม โดยเฉพาะวีลแชร์ ศูนย์ก็ไม่มีของสำรองให้เขา เขาก็แย่เลย กลายเป็นว่าไปไหนไม่ได้เลยเพราะเขาใช้ชีวิตประจำวันด้วยอุปกรณ์เหล่านี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ศูนย์จึงต้องพยายามหาอุปกรณ์สำรองให้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน พอมีโซเชียลมีเดียก็ยังตามหาหรือโพสต์หาอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่าย แล้วชาวบ้านก็รู้จักมากขึ้น

“หลังเป็นที่รู้จักและได้ทำงานร่วมกัน ก็พบว่า เราสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น และมีวีลแชร์สำรอง 5-10 คันไว้ที่ศูนย์ หรือกรณีถ้าเกิดคนไม่มีเงิน ก็ต้องซ่อมฟรี หรือบางคนไม่มีวีลแชร์ เขาก็มาขอบริจาค เราก็ยอมรับว่า เราทำทั้งหมดเองไม่ไหว ก็ต้องหาภาคีเครือข่าย บางทีก็บริจาครถมาแล้วเราก็เอามาซ่อมแซมให้ใช้งานได้ อย่างไรก็ดี พอไม่มีค่าตอบแทนให้กับคนทำงาน เช่น ช่างซ่อม ที่เมื่อก่อนไม่มีค่าแรงให้ช่าง ก็ไม่มีคนทำ แต่พอมีค่าตอบแทนก็มีคนมาสมัครกันเยอะมาก ส่วนคนพิการที่ทำงานเราก็พยายามผลักดันให้ได้ทํางานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ มาตรา 35 เค้าก็มีรายได้ มีเงินเดือน แล้วก็ยังทำงานต่อได้

อย่างไรก็ดี ช่างซ่อมยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากระเบียบจะสนับสนุนอะไหล่และเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น แต่ไม่มีค่าแรง ภาครัฐก็บอกว่าให้เราไปบริหารจัดการกันเอง แต่เรามองว่าถึงจะบริหารจัดการแต่สุดท้ายหลักฐานก็อาจจะไม่ตรง ก็ทำให้เบิกไม่ได้ ในอนาคตเราก็หวังว่า การซ่อมวีลแชร์จะสามารถเบิกค่าบริการได้ ไม่อย่างนั้นช่างซ่อมก็อยู่ไม่ได้ การเป็นจิตอาสาอยู่ได้ไม่นานหรอก ถึงแม้ระบบดี แต่คนพิการก็ต้องมีรายได้ ” สุรเดชสะท้อน

ยงยุทธสะท้อนสอดคล้องกันในเรื่องของการเข้าถึงของคนพิการว่า ถ้าเรามองจากต้นน้ําตั้งแต่ที่บ้านก็จะพบว่า สภาพบ้านก็ไม่เอื้อ กลางน้ำอย่างระหว่างทาง ระบบขนส่งก็ไม่เอื้อ ฟุทปาธก็ไม่เอื้อ เสาไฟฟ้าก็ขวางทาง ปลายน้ำก็คือสิ่งอํานวยความสะดวกที่แม้จะมีกฏหมายแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถอำนวยความสะดวกคนพิการได้ร้อยเปอร์เซ็น

“การแก้ปัญหาเรื่องนี้ผมมองว่า รัฐต้องมองคนพิการเป็นประชากรหรือเป็นพลเมืองของโลก ไม่ใช่คนด้อยโอกาส ถ้าเรามองว่าเป้าหมายคือเขาต้องสามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ คนที่นั่งวีลแชร์ก็ควรต้องไปได้ไม่ต่างกัน เขาขึ้นบันไดไม่ได้ก็ต้องมีสิ่งอํานวยความสะดวกให้เขาขึ้นได้ ในต่างประเทศคนพิการไปไหนก็ได้ ขึ้นรถก็ได้ มีสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะเขามองว่าคนพิการมีสิทธิเท่ากัน เขามีการเตรียมพร้อม ไม่ใช่ว่าพอพิการแล้วค่อยมาคิด” ยงยุทธกล่าว

สิ่งที่อยากเห็นคือวีลแชร์พังแล้วมีที่ซ่อมอย่างทั่วถึง

สุรเดชแลกเปลี่ยนว่า ในอนาคตเขาคาดหวังจะเห็นความยั่งยืน แต่ต้องยืนยันที่จะบริการฟรี ศูนย์ก็ต้องหาเงินพื่อยืนระยะและบริหารจัดการงบประมาณ พัฒนาให้คนมีทักษะและทำงานได้จริง และพยายามตั้งศูนย์ให้ได้ทั่วทุกตำบล

“การมาอบรมครั้งนี้ ถึงแม้ผมทำงานมานาน แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ บางทีก็งง ก็จะไม่ปล่อยผ่านไป คอยถามอาจารย์อยู่เสมอว่าอันนี้คืออะไร เช่น การซ่อมลูกปืนหรือที่ช่างเรียกว่า แบริ่ง ที่คนต้องเปลี่ยนกันเยอะ บางคนก็ไม่รู้จักชิ้นส่วน รู้ว่าหลุด การมาร่วมอบรมก็ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม บางชิ้นส่วนที่หาไม่ได้บางครั้งก็ต้องใช้เทคโนโลยีอย่างช้อปปี้เข้ามาช่วยหา

“สิ่งคาดหวังในการมาอบรมคือได้พัฒนาช่าง ให้ช่างได้มีทักษะมากขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น และนำไปพัฒนาจังหวัดของเค้าได้ ปัญหาหนึ่งที่เจอคือ เวลาเป็นคนพิการเด็กๆ จะหาวีลแชร์ยาก เพราะวีลแชร์ที่ดีจะต้องเข้ากับสรีระของเขา อย่างเด็กใช้รถใหญ่ก็ไม่ได้ แต่เมื่อเขาโตขึ้นก็ต้องใช้รถใหญ่ขึ้น

“ทัศนคติต่อคนพิการเมื่อก่อนต่างกับตอนนี้เพราะคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า คนพิการไม่ใช่ภาระ ถ้าฝึกทักษะดีๆ ก็สามารถเป็นพลังของสังคมได้ด้วย รวมถึงบริบทของสังคมก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาให้วีลแชร์ก็ให้แบบรถถัง จนบางคนปั่นวีลแชร์และเกิดแผลที่แขนเพราะเสียดสีกับด้านข้าง หรือบางคนก็จะถามเราว่า ทำไมไม่ใช้วีลแชร์ไฟฟ้า เราเองก็จะอธิบายว่า ถ้าใช้ไฟฟ้าก็จะไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วก็หนัก ยกขึ้นรถไม่ไหว ผมเองนอกจากซ่อมเป็นก็ต้องแนะนำการใช้วีลแชร์ได้ด้วย” สุรเดชแลกเปลี่ยน

เช่นเดียวกับยงยุทธ เขามองเป้าหมายของโครงการนี้ในปีต่อไปหรือในโปรเจคต่อไปว่า เขาอยากเห็นการมีศูนย์บริการคนพิการที่เพิ่มมากขึ้น อาจมากกว่าจังหวัดละหนึ่งที่ โดยคนที่ผ่านการอบรมก็สามารถนำความรู้กลับไปฝึกศูนย์บริการอื่นได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังหวังว่าจะมีความร่วมมือจากองค์กรของท้องถิ่นเข้ามา และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือหน่วยบริการในระดับต่างๆ ที่เข้ามาร่วม เช่น กลุ่มของโรงพยาบาล ตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัดที่มีอุปกรณ์อยู่แล้วซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการ

“ในระยะยาวผมมองว่า อาจจะต้องมีหน่วยบริการ นักกายภาพบําบัดหรือนักเวชศาสตร์ฟื้นฟู เข้ามาดูแลด้วยเพราะสรีระของคนพิการแต่ละคนที่ต้องนั่งรถเข็นนั้นมีความแตกต่างกัน การจะนั่งรถที่ดีได้จะต้องจะต้องเริ่มจากการย้อนดูสรีระและสภาพความพิการของตัวเอง นอกจากนี้อาจต้องมองในเรื่องของงบประมาณ การเบิกจ่ายอุปกรณ์และการผลักดดันให้เข้าไปอยู่ในระบบเบิกจ่ายของรัฐ เพื่อให้มีการกำหนดอัตราการเบิกจ่ายอุปกรณ์ความพิการต่างๆ ในการซ่อมแซม หากดูในปัจจุบันเราจะพบว่า ภาครัฐยังให้การสนับสนุนไม่เพียงพอ บางอย่างก็ยังติดขัดระเบียบ เช่น รายการเบิกจ่ายไม่มีลูกปืนเบอร์หนึ่งทั้งที่จำเป็นต้องเปลี่ยน ฉะนั้นนอกจากการฝึกสอนแล้วจะต้องผลักดันให้มีการบรรจุรายการของมีค่าใช้จ่ายเข้าไปเพิ่มเติมด้วย

“ที่ผ่านมาองค์กรระดับชาติก็พยายามที่จะบรรจุบางรายการไปแล้ว เช่น การบรรจุรายการรถเข็นนั่ง แต่แม้บรรจุแล้ว มีของตามจำนวนที่ต้องใช้งานก็จริง แต่ของเหล่านั้นอาจไม่ได้เหมาะสมกับการใช้งานและความจำเป็นของคนพิการ เพราะบางคนต้องการรถเข็นที่คล่องตัว บางคนต้องใช้รถโยก แต่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อก็ไม่ได้มารับฟังความต้องการ คนพิการหลายคนจึงได้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่เข้ากับสรีระของความพิการ ไม่เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ นั่งไปนานๆ ก็อาจจะเป็นแผลกดทับอีก สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐและหน่วยงานต่างๆ ต้องมานั่งคุยกันในเชิงระบบและนโยบาย และรับฟังเสียงสะท้อนจากคนที่ประสบปัญหา สุดท้ายรัฐจะต้องสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้คือให้ได้ ไม่ใช่ว่าพอสะท้อนไปก็ขัดระเบียบตรงโน้นตรงนี้อีก” ยงยุทธสะท้อน