Skip to main content

ปัจจุบันอาชีพเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช (Peer Support) โดยผู้ป่วย ยังไม่เป็นที่รู้จักและอาจยังไม่ถูกยอมรับในแวดวงสหวิชาชีพจิตเวช อาจเพราะความรู้สึกไม่มั่นใจและกลัวว่าผู้ป่วยจิตเวชหรือคนพิการทางจิตสังคมจะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการอบรมหนึ่งขึ้น โดยมุ่งหวังให้คนพิการทางจิตได้เป็นเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช ที่ให้การสนับสนุนเพื่อนคนอื่นๆ ผ่านชุดประสบการณ์ อาการและโรคที่คล้ายคลึงกัน

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (TRIP) และสมาคมเสริมสร้างชีวิต (Living)  จึงร่วมกันจัดอบรมผู้ให้บริการหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริการเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช ชวนคุยกับเครือวัลย์ เที่ยงธรรมและเพียรชนันท์ ลีอาห์ วิทยากรในการอบรมครั้งนี้ พัชรี กาเซ็ง นักจิตวิทยาผู้ติดตามผู้เข้าร่วมอบรม จากโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และผู้เข้าร่วมอบรม 3 คน ได้แก่ มาณิดา เดิมราช , สมรรถพล จันทร์วงค์ และสมบูรณ์ ชั่งโต ว่าการอบรมนี้คืออะไร ความรู้อะไรที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้และเสียงสะท้อนของผู้เข้าร่วมอบรม Peer Support เป็นอย่างไร 

ภาพผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากรนั่งเป็นวงกลม


รู้จักกับ Peer Support

เครือวัลย์เล่าให้ฟังว่า Peer Support คือ คนที่มีประสบการณ์กับโรคจิตเวชที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางในการคืนสู่สุขภาวะโดยเสมอภาคกัน และยังใช้ประสบการณ์จากความเจ็บป่วยจากโรคจิตเวชและการคืนสู่สุขภาวะมาแบ่งปันเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้ผู้รับบริการสามารถรับมือกับความเจ็บป่วยทางใจและคืนสู่สุขภาวะได้ โดยหาทางออกด้วยการตัดสินใจร่วมกันอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนนิยามคำว่า Peer Support ของเพียรชนันท์คือ ชีวิตต่อชีวิตที่เชื่อมโยงกันแล้วแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตและการคืนสู่สุขภาวะจากความเจ็บป่วย ทำให้อีกชีวิตเกิดการเรียนรู้แนวทางการคืนสู่สุขภาวะของกันและกัน ถึงแม้ว่าบางคนไม่ได้ผ่านการอบรมอะไรมาก่อนเลย แต่เขาสามารถมีที่มีความสุขและพึงพอใจได้ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งหากเจอคนที่มีประสบกาณ์ความเจ็บป่วยแล้วได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิตและให้การสนับสนุนเขา เพียงเท่านี้ถือว่ากระบวนการ Peer Support ได้เกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เป็นทางการ 

การแลกเปลี่ยนสามารถเกิดขึ้นกับคนที่วินิจฉัยโรคหรือไม่มีวินิจฉัยโรคก็ได้ เพื่อทำให้เห็นว่า ชีวิตของ Peer Support แต่ละคนที่สามารถคืนสุขภาวะได้เป็นอย่างไร หรือที่งานวิจัยเรียกว่า Recovery is possible

วิทยากรและหลักสูตรที่ร่างบนบริบทคนไทย

เพียรชนันท์ใส่แว่นตาและสวมเสื้อคล้ายกับเสื้อบาสสีน้ำเงินแล้วยิ้มให้กล้อง

เพียรชนันท์ ลีอาห์
วิทยากรในการอบรมผู้ให้บริการหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริการเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช 

เพียรชนันท์เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีอยู่ 2 คน คือตัวเองและคุณเครือวัลย์ที่ได้ผ่านการอบรม Peer Support Specialist ในต่างประเทศและได้รับประกาศนียบัตรเป็น Certified Peer Specialist ที่มีคุณสมบัติเป็นวิทยากรของหลักสูตรเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชของโรงพยาบาลศรีธัญญา หลังจากนั้นจึงได้ร่วมกันร่างหลักสูตรการอบรมเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช ซึ่งเป็นหลักสูตรของไทยร้อยเปอร์เซ็นต์โดยศึกษาจากงานวิจัยจากต่างประเทศและพิสูจน์นับครั้งไม่ถ้วนว่าเอามาใช้กับบริบทไทยได้

จากหลักสูตรที่ร่างขึ้นมา Peer Support ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการคืนสู่สุขภาวะ ตามหลักการของเพื่อนร่วมประสบการณ์และหลักการคืนสู่สุขภาวะของบุคคล (Recovery-Oriented Service) ที่ต้องสอดคล้องกัน โดยองค์ประกอบของการคืนสู่สุขภาวะประกอบไปด้วย 9 ข้อ คือ 1. ร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์คืนสู่สุขภาวะ ความหวัง ความมั่นใจว่าจะหาย 2. เติบโตด้วยกัน 3. ไม่กำหนดทิศทาง 4. เน้นการคืนสู่สุขภาวะ 5. การเสริมพลังอำนาจ 6.ใช้จุดแข็งเป็นฐาน 7. เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน 8. เชื่อมโยงไตรสนทนา 9. เข้าใจขอบเขต

“ถ้าคุณบอกว่าคุณทําบริการ Recovery-Oriented Service แต่ในนั้นไม่มีองค์ประกอบของ Peer Support อันนี้ถือว่าไม่ใช่” เพียรชนันท์กล่าว

โดยตามร่างหลักสูตรแล้วจะต้องอบรมทั้งหมด 12 หัวข้อคือ  1.การคืนสู่สุขภาวะ 2. ต้นไม้ชีวิตของฉัน 3. การสนับสนุนแบบเพื่อนร่วมประสบการณ์ 4. การสื่อสาร 5. สนับสนุนการคืนสู่สุขภาวะ 6. เสริมสร้างจุดแข็ง 7. ชุมชนและมุมมองใหม่ๆ 8. ไตรสนทนา 9. คำพรรณนาบทบาท  10. การนำกระบวนการกลุ่ม  11. การเตรียมตัวปฏิบัติงาน 12. เครือข่ายเพื่อนร่วมประสบการณ์ การอบรมที่ใช้ระยะ 5 วัน ในความเห็นของเพียรชนันท์ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของให้แปลและปรับปรุงหลักสูตรมองว่า ควรใช้เวลาอบรมอย่างน้อย 10-12 วัน และมีวันหยุดพักระหว่างอบรมเพื่อหยุดพักและเกิดการตกตะกอนความใหม่ที่แต่ละคนได้รับจากการอบรม

เปิดประสบการณ์ให้ผู้ติดตามรู้จักอาชีพ Peer Support

ในการอบรมครั้งนี้กำหนดให้ผู้ป่วยจิตเวชที่เข้าร่วมอบรมต้องมีผู้ติดตามเพื่อเฝ้ามองดูและสังเกตพฤติกรรมผู้เข้าร่วมอบรม

“ครั้งนี้เห็นนิมิตหมายที่ดี ถือโอกาสให้เจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ตามคำสั่งต้นสังกัด ได้เรียนรู้ไปกับผู้เข้าร่วมอบรมด้วย มันสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับเขา” เพียรชนันท์เล่า

พัชรี กาเซ็ง นักจิตวิทยาที่ติดตามผู้เข้าร่วมอบรมใส่ฮิญาบสีน้ำตาลครีม เสื้อสีเดียวกันกับฮิญาบ กางเกงสีน้ำตาลเข้ม


พัชรี กาเซ็ง นักจิตวิทยาที่ติดตามผู้เข้าร่วมอบรมเดินทางไกลกว่า 1,040 กิโลเมตรเพื่อเข้าร่วม ยอมรับว่า ไม่เคยรู้จักคำว่าเพื่อนร่วมประสบการณ์มาก่อน จนกระทั่งได้ติดตามผู้เข้าร่วมอบรม

“เราเป็นนักจิตวิทยาก็จริงแต่ไม่เข้าใจอาการของคนไข้ ไม่เคยเป็นแบบที่เขาเป็น อย่างหูแว่ว หวาดระแวงจะมีอาการเป็นยังไง มันน่ารำคาญแค่ไหนที่ได้ยินเสียงตลอดเวลา เรารู้วิธีการว่าต้องจัดการยังไง ต้องช่วยเหลือยังไง แต่คนไข้เคยประสบมาเอง เลยคิดว่าคนไข้คุยกันคลิกกันง่ายขึ้น ผู้ป่วยหูแว่วที่เคยได้ยินเสียงแบบนี้ แนะนำว่าทำแบบนั้นแบบนี้ก็จะหาย เขาน่าจะเข้าใจและจูนกันง่ายมากกว่า” พัชรีเล่า

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมอบรม

ประสบการณ์ความเจ็บป่วยโรคจิตเวชและการมองคนป่วยเป็นมนุษย์แก่นสำคัญของการทำเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช ทั้งวิทยากร ผู้เข้าร่วมอบรมต่างเผชิญกับโรคจิตเวชและคืนสู่สุขภาวะระดับหนึ่งแล้ว

มาณิดาสวมหมวกไหมพรม ใส่แว่นตาสีดำ เสื้อกันหนาวสีแดงและเสื้อข้างในสีเขียวยิ้มให้กล้อง


“หัวใจของการเป็นเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชคือ ใช้อาการป่วยจิตเวชที่เราได้รับการบำบัด รักษา มาช่วยเหลือผู้เข้าร่วมที่มีประสบการณ์โรคจิตเวชด้วยกัน แล้วทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำ มีสุขภาวะที่ดีขึ้น” มาณิดา เดิมราช ที่เดินทางมาจากโรงพยาบาลตากใบ จังหวัดนราธิวาส กล่าวไว้

สมรรถพลใส่เสื้อกันหนาวและมือถือกีต้าร์อยู่


เช่นเดียวกับสมรรถพล จันทร์วงค์ที่มาจากโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เขารู้สึกปลื้มใจที่จิตแพทย์เห็นความสามารถแม้ตัวเองจะเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ยังรักษาตัวอยู่

“เราคิดว่าหากเจอคนป่วยเหมือนกันน่าจะเข้าใจเขา ถ้าเจอคนที่เป็นโรคเดียวกันคงพาไปหาหมอแล้ว”

ความหวังว่าการอบรมเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชน่าจะทำให้สมรรถพลมีงานทำ มีรายได้ เพราะที่ผ่านมาภรรยาเป็นเสาหลักหาเงินเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวอยู่คนเดียว

สมบูรณ์ใส่แว่นและเสื้อเชิ้ตที่มีลายสีน้ำเงินเส้นหนาบางสลับกัน


ส่วนสมบูรณ์ ชั่งโต นายกสมาคมสายใยครอบครัว โรงพยาบาลศรีธัญญา เคยอบรมเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชตอนปี พ.ศ. 2562 แต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2563 ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์อีกครั้ง การป่วยครั้งนี้ทำให้ความรู้เรื่องเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชหายไป พอปีนี้มีจัดอบรมเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชอีกก็ดีใจที่จะได้รื้อฟื้นความรู้เรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง ในฐานะที่เคยอบรมมาก่อน สมบูรณ์สะท้อนว่า

“หลักการของเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช เราไม่ได้ชี้แนะ เราไม่สั่งว่าต้องทำอย่างนี้ แต่บอกว่าเลือกหนทางนี้จะเป็นยังไง ตัวเขาพอใจที่เลือกเส้นทางนี้ ถึงแม้ว่าบางครั้งเรามองว่าไม่สมควร แต่เราจะถามว่า เหตุผลอะไรทำไมถึงเลือกเส้นทางนี้ ถ้าเขามีคำตอบก็ถือว่า เราสนับสนุนเขาได้ ส่วนใหญ่คนที่เป็นเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช ก็จะเป็นผู้ชายกับผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง ถ้าเป็นโรคเดียวกันได้ยิ่งดี”

ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการอบรม

ย้อนกลับไปตอนอบรมเพียรชนันท์เล่าว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อท้าทายของการอบรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความแตกต่างหลากหลายทั้งบริบทการใช้ชีวิต ภูมิหลังทางด้านการศึกษา เช่น การใช้ถ้อยคำภาษาที่จะสื่อสารให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ในเวลาเดียวกันเป็นสิ่งที่วิทยากรต้องทำการบ้านอย่างหนัก  

ทางด้านพัชรีที่มาในนามผู้ติดตามสะท้อนว่า ไม่ใช่ผู้ติดตามทุกคนจะเป็นสหวิชาชีพจิตเวช ในวันแรกที่เข้าอบรมวิทยากรพูดอะไร ผู้เข้าร่วมอบรมยังไม่เข้าใจเลยว่าวิทยากรต้องการจะสื่ออะไร โดยสังเกตจากคนไข้หลายๆ คนตอบไม่ตรงคำถาม ไม่ตรงประเด็นที่วิทยากรถามด้วยซ้ำ แต่พอเข้าสู่วันที่ 2 และวันที่ 3 ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว

เป้าหมายของการอบรม Peer Support ที่อยากไปถึง
 

เครือวัลย์ใส่แว่นตาและชุดคอจีนสีน้ำตาล

เครือวัลย์ เที่ยงธรรม
วิทยากรในการอบรมผู้ให้บริการหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริการเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวช 

หมุดหมายที่เครือวัลย์ตั้งใจให้เกิดขึ้นคือ Peer Support Workers โดยพัฒนาให้ผู้เข้าร่วมอบรมที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคจิตเวชนั้นมีความเข้มแข็ง ใช้ประสบการณ์ที่มีกับโรคจิตเวชและการคืนสู่สุขภาวะ ทางด้านเพียรชนันท์มองว่า อยากให้หน่วยงานต้นทางมีความเชื่อว่า Peer Support จะช่วยปิดช่องว่างที่ระบบและบริการทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชไม่สามารถทำได้ ใครก็ตามที่มาเข้าร่วมอบรมช่วยพัฒนาให้ตัวเองเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น สร้างศักยภาพ และปูพื้นฐานให้ทำอาชีพ Peer Support ได้ โดยทั้งคู่ตั้งเป้าให้ผู้เข้าร่วมอบรมกลับไปทำงานได้จริงและฝึกให้เป็น Peer Support ได้จริงซึ่งเห็นแววอยู่หลายคน

การมีใบประกาศนียบัตรและมีองค์กรรองรับเครือวัลย์มองว่า จะเป็นประตูให้อาชีพเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชบุคลากรสาขาหนึ่งของหน่วยงานจิตเวชได้ จากปัญหาที่จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ทางด้านเพียรชนันท์เล่าว่า บุคลากรทางด้านสุขภาพจิตยังขาดความมั่นใจว่า Peer Support จะสามารถทำงานนี้ได้ และต้องเป็น ‘เขา’ เท่านั้น แต่สิ่งที่คลี่คลายข้อกังวลเหล่านี้และทำให้บุคลากรยอมรับก็ต่อเมื่อมีการอบรม Peer Support มาช่วยอุดช่องว่างการบริการทางสุขภาพจิตได้เพราะบางคนไม่ได้ต้องการหาหมอเพียงอย่างเดียว บางคนต้องการใครสักคนสนับสนุน เข้าอกเข้าใจถึงความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจที่เขามี ซึ่ง Peer Support จะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากในอนาคต

ส่วนสมบูรณ์ในฐานะนายกสมาคมสายใยครอบครัวมองในเรื่องการพัฒนาคนมาเป็น Peer Support เช่นเดียวกัน เลยส่งคนมาอบรมทั้งหมด 3 คน เพื่อให้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้เวลาลงพื้นที่กับพยาบาลจิตเวชชุมชนและถ่ายทอดความรู้ให้หัวหน้างานอื่นๆ ตั้งแต่ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งหัวหน้าปฏิบัติการ และหัวหน้าแต่ละทีมย่อย

ข้อกังวลในอนาคต

หลังจากเฝ้าติดตามผู้เข้าร่วมอบรม พัชรีคิดว่า หลังคนไข้ที่อาการดีแล้วไปช่วยเหลือคนไข้ที่อาการยังมีอาการอยู่เป็นเรื่องค่อนข้างยาก ถ้าจะเป็นไปได้ต้องมีพี่เลี้ยงคอยประกบและให้คำปรึกษาเวลาลงพื้นที่

ส่วนเพียรชนันท์แสดงข้อกังวลว่า หลังจากอบรมแล้วไม่ได้ลงพื้นที่ติดตามพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องระหว่างวิทยากรกับผู้เข้าร่วมอบรมและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถือเป็นการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่อง ในต่างประเทศถึงแม้จะเป็น Peer Support มานานแล้วแต่จำเป็นที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนและพัฒนาทักษะอย่างสม่ำเสมอ แต่ของเราไม่ได้ติดตามเพื่อสนับสนุนกันเลยหลังจบการอบรม ดังนั้นกระบวนการพัฒนาอาชีพ Peer Support อย่างมีประสิทธิภาพยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องร่วมมือกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน

 

 

คชรักษ์ แก้วสุราช
มัลติมีเดีย, Editor
content creator ที่หน้าตาดีที่สุดในตำบลบึงยี่โถ