ที่ผ่านมากลไกของศูนย์บริการคนพิการนั้นชัดเจนด้วยชื่อของตัวมันเองอยู่แล้วว่ามีหน้าที่ในการบริการและอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการในด้านต่างๆ อย่างไรก็ดีแนวคิดของการทำศูนย์บริการโดยเพื่อนคนพิการเป็นแนวคิดที่ถูกยอมรับกันมามานานแล้วในต่างประเทศว่า การให้บริการโดย คนที่มีลักษณะความพิการใกล้เคียงกันจะทำให้เกิดความเข้าใจในปัญหา อุปสรรคและวิถีชีวิต ในไทยความพยายามนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อให้คนพิการบ้านเราได้ใช้ศูนย์บริการที่มีผู้ให้บริการเป็นคนพิการเช่นเดียวกัน
คุยกับ แพทย์หญิงวัชรา ริ้วไพบูลย์ อาจารย์สถาบันราชสุดาคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีบทบาทในเรื่องของบริการวิชาการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาหลักสูตรเพื่อทำให้องค์กรคนพิการที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้เติบโตและกลายเป็นศูนย์บริการคนพิการที่ได้มาตรฐาน ไว้ใจได้ และถูกยอมรับจากสังคมและนักสหวิชาชีพ อะไรคือความท้าทายและอุปสรรคที่ศูนย์บริการคนพิการต้องเจอ และอนาคตศูนย์บริการคนพิการที่ดำเนินงานโดยคนพิการจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ศูนย์บริการคนพิการคืออะไร
พญ.วัชรา: ศูนย์บริการคนพิการเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในสังคมไทย เนื่องจากคุณภาพชีวิตคนพิการยังไม่เท่าเทียมกับคนทั่วไป ทั้งเรื่องของโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการและทรัพยากรต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เข้าใจความพิการและสภาวะสังคม
ความจําเป็นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติเรื่องสุขภาพ มิติเรื่องการศึกษา มิติเรื่องการมีงานทํา หรือเรื่องการเข้าถึงบริการสนับสนุนต่างๆ ในฐานะเป็นพลเมือง ผ่านหน่วยบริการ แต่ปัญหาคือปัจจุบันหน่วยบริการมีจำกัดแต่มีคนพิการกระจายอยู่ทั่วประเทศ กว่าที่คนพิการจะไปถึงหน่วยบริการก็ยากลำบาก
แนวคิดเรื่องของศูนย์บริการที่ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานของรัฐจึงเกิดขึ้นในพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ความสำคัญคือหน่วยบริการสามารถเกิดขึ้นจากภาคเอกชนก็ได้ ซึ่งคําว่าภาคเอกชนก็สามารถเกิดจากคนที่ทํางานเรื่องคนพิการ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรของคนพิการเองก็ได้ ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องของการเข้าถึง หากเรามีศูนย์บริการที่มีคนพิการเป็นผู้ให้บริการ เราจะลดช่องว่างทั้งกายภาพ ความเข้าใจภาษาวัฒนธรรมหรือความจําเป็นเฉพาะของคนพิการ น่าจะเป็นโครงสร้างสําคัญที่จะทําให้เกิดการเข้าถึงบริการที่เท่าเทียมกัน
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทุกบริการต้องไปอยู่ที่ศูนย์บริการคนพิการไหม คำตอบคือไม่ แต่ศูนย์บริการคนพิการเป็นจุดเติมช่องว่างของบริการกระแสหลักและส่งต่อไปยังบริการเฉพาะทางเพื่อทำให้คนพิการเข้าถึงบริการมากขึ้น
ศูนย์บริการคนพิการตามกฏหมาย
ตามกฎหมายศูนย์บริการเป็นได้สองอย่างคือ เป็นศูนย์บริการของ พมจ.จังหวัดละที่ และเป็นของหน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งยังเป็นช่องว่างอยู่ เราเลยต้องการทำให้หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เช่นโรงพยาบาลชุมชน ศูนย์การศึกษาพิเศษหรือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีคนพิการหรือหน่วยที่คนพิการให้สามารถเป็นศูนย์บริการได้ด้วยที่เรียกว่า ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป
ประเทศไทยมีองค์กรคนพิการระดับชาติอยู่ 7 ประเภท มีเครือข่ายทุกจังหวัด และมีกลุ่มของคนพิการที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือเป็นชมรมต่างๆ ช่วยเหลือกันเอง ต่อจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ก็พัฒนาการทํางานเป็นรูปแบบของศูนย์บริการ จะเห็นได้ว่าศูนย์บริการคนพิการของคนตาบอดก็จะเป็นโครงข่ายของสมาคมคนตาบอด เพราะแต่ละความพิการก็จะมีระบบช่วยเหลือกันเองที่เราเรียก self health group ซึ่งเมื่อมีความพิการเดียวกัน ก็จะมีความเข้าใจประเด็นปัญหาและเกิดข้อเสนอเชิงนโยบายได้ ฉะนั้นเราเลยต้องการพัฒนาศูนย์บริการต่อยอดจากกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความเฉพาะ เข้าใจความจําเป็นของประเภทความพิการ และทําข้อเสนอให้เกิดบริการนั้นๆ ต่อไป
ทำไมคนพิการต้องเป็นผู้ให้บริการ
เพราะประสบการณ์ที่มีต่อความพิการ ทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในความพิการนั้นๆ ของตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายอย่างหมอ นักกายภาพบําบัด นักฝึกพูดก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญจากการเรียนรู้ชุดความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมา เช่น งานวิจัย ไม่เหมือนกับประสบการณ์ของคนที่มีความพิการนั้นอยู่ในเนื้อตัว แต่ประสบการณ์ทั้งสองแบบก็สำคัญไม่ต่างกัน หากขาดอะไรไปอย่างหนึ่งก็อาจจะทําให้ไปไม่ถึงคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น ถ้าอาศัยแต่ความรู้ของนักวิชาชีพ เราอาจจะรู้ภายใต้เงื่อนไขว่าคนพิการสามารถทําอย่างนู้น อย่างนี้ได้ พอคนพิการกลับไปอยู่ในบริบทที่บ้านของตัวเองสิ่งที่เขาเผชิญอาจจะไม่เหมือนตอนอยู่ในโรงพยาบาลหรืออยู่ในโรงเรียน หรือเวลาคนพิการไปเจอคนที่ไม่เข้าใจในสังคม เขาจะดีลกับคนเหล่านั้นยังไง สิ่งเหล่านี้ต้องการประสบการณ์ตรงของคนคนนั้น ซึ่งนักวิชาชีพทั้งหลายจะไม่มีประสบการณ์
ฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการอาจจะไม่ได้เริ่มที่การให้บริการทางด้านสุขภาพโดยตรง แต่งานแรกๆ คืองานคุ้มครองสิทธิ เป็นลักษณะงานที่ปกติคนพิการช่วยกันเองอยู่แล้ว รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่ไม่ต้องการนักวิชาชีพแต่ต้องการคนพิการที่เคยผ่านประสบการณ์นั้นแล้วมาให้บริการ รวมทั้งให้คําปรึกษาเรื่องการก้าวข้ามแต่ละขั้นตอนของชีวิตให้สามารถดํารงชีวิตอิสระได้
หน้าที่ของศูนย์บริการคนพิการ
นอกจากคุ้มครองสิทธิแล้ว ก็จะมีรายการบริการทางด้านสังคมที่ขึ้นอยู่กับรายการบริการที่อยู่ภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อย่างน้อยประมาณ 10 รายการ เช่น บริการล่ามภาษามือ บริการผู้ช่วยเหลือส่วนตัว บริการปรับสภาพบ้าน แต่ทั้งนี้คนพิการจะสามารถเป็นผู้ให้บริการได้ต่อเมื่อเข้าใจว่าขอบเขตและมาตรฐานบริการเป็นอย่างไร และเมื่อทำงานกับชุมชนเราก็เห็นว่า นอกจากบริการทางสังคมเดิมที่มี ก็ยังมีความต้องการอื่นๆ เช่น เมื่อคนพิการในชุมชนใช้วีลแชร์ไปสักพักก็ชำรุดแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีเพราะไม่มีศูนย์ซ่อมใกล้บ้าน เราจะสามารถพัฒนาให้ศูนย์บริการคนพิการในชุมชนสามารถซ่อมวีลแชร์ได้ไหม เพื่อยืดอายุการใช้งาน นอกจากเรื่องการซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ แล้วถ้าเด็กในชุมชนอยากเรียนหนังสือ แต่เข้าไม่ถึง ศูนย์บริการก็อาจมีบทบาทในการประสานส่งต่อได้
บริการทางด้านสุขภาพในปัจจุบันก็ยังมีช่องว่างระหว่างนักวิชาชีพและการใช้ชีวิตจริง หากเรามีคนพิการที่มีประสบการณ์มาเป็นผู้ให้บริการในกลุ่มที่เรียกว่า บริการฝึกทักษะการดํารงชีวิตอิสระของคนพิการ รวมทั้งสิ่งที่เราเรียกว่า Peer Counseling หรือการให้คําปรึกษาฉันท์เพื่อน โดยคนที่ผ่านประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ยิ่งประสบการณ์คล้ายกันมากเท่าไหร่ยิ่งให้คําปรึกษาได้ดีมากเท่านั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าต้องเกิดขึ้นกับศูนย์บริการคนพิการ อย่างไรก็ดี สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องทําการบ้านเชิงนโยบายและมองหาความเป็นไปได้ว่าจะทำอย่างไรให้การให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อนเป็นบริการด้านสุขภาพได้โดยที่มีคนจ่ายค่าใช้จ่ายการให้บริการ
จากการหารือกันในเชิงนโยบายก็มีทางออกคือ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตรา 3 ที่ระบุว่าสามารถให้หน่วยบริการอื่นที่ไม่ใช่สถานพยาบาลบริการสุขภาพได้ เราก็ต้องมาดูว่าแล้วบริการอะไรที่ภาคประชาชนจะทําได้แล้วจัดอยู่ในบริการสุขภาพ
เมื่อคุยเรื่องขอบเขตบริการแล้ว ก็ต้องมาคุยกันต่อเรื่องมาตรฐานและผลลัพธ์ หากเรามีหลายศูนย์บริการและทุกศูนย์บริการให้บริการสิ่งเดียวกัน ก็ควรต้องมีมาตรฐานการบริการ และหลักสูตรที่จะพัฒนาผู้ให้บริการ พอได้หลักสูตรที่สอดคล้องกันเราก็จะต้องหาคนพิการที่มีประสบการณ์แล้วเอามาเข้ากระบวนการในที่สุดเราก็จะมีผู้ให้บริการ พอเราได้ 3 สิ่งนี้แล้วก็จะไปเสนอที่สํานักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการของ สปสช.และกําหนดเป็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเพื่อให้มีการคิดอัตราค่าใช้จ่ายในการเบิกชดเชยค่าจัดบริการ ถ้าทุกอย่างสำเร็จเราก็เริ่มให้บริการได้
ศูนย์บริการคนพิการจะทำให้คนพิการเข้าถึง
ในต่างจังหวัดเราจะพบว่ามีคนพิการมากมายที่เข้าไม่ถึงบริการทางสุขภาพ ไม่ว่าด้วยระยะทางหรือความห่างไกลของแต่ละอำเภอ คนพิการก็เลยเกิดเงื่อนไขในการเข้าถึง การมีศูนย์บริการในชุมชนจะทำให้คนพิการเข้าถึง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ก็มีรายได้มาหล่อเลี้ยงและเติบโต
หากเราย้อนดูสถิติว่า คนพิการใช้ชีวิตกระจายอยู่อย่างไรในประเทศไทย เราก็จะเห็นว่าคนพิการอยู่ทุกจังหวัด ส่วนใหญ่ไม่ใช่เขตเมือง แปลว่าเป้าหมายของเราจะต้องพยายามส่งเสริมให้มีการเกิดศูนย์บริการคนพิการในพื้นที่ที่มีคนพิการอาศัยอยู่ ปิดช่องว่างเรื่องระยะทางที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม ชมรมและสมาคมคนพิการให้ได้พัฒนาตนเองจนได้รับการรับรองมาตรฐานองค์กรด้านคนพิการ ซึ่งกระบวนการนี้ทําให้คนถอดใจไปกันหลายกลุ่ม เราจึงมองว่าหากมีกลไกช่วยเหลือให้กลุ่มในชุมชนต่างๆ เติบโต พวกเขาก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์บริการคนพิการได้มากขึ้น
สิ่งที่ทำได้ก็คือการลดขั้นตอน เช่น เดิมมีเงื่อนไขว่า คุณจะต้องเป็นศูนย์บริการที่ได้รับมาตรฐาน ต้องมีเคหะสถานที่ดี ต้องได้รับการประเมินสารพัด เราอาจจะลดขั้นตอนลงไปเพื่อให้ใกล้กับคนพิการมากขึ้น เพราะในภาพความเป็นจริงคนทํางานด้านคนพิการไม่ได้รวยถึงขั้นที่จะสามารถสร้างตึก สร้างอาคารได้ขนาดนั้น
เงื่อนไขของคนพิการที่จะรับบริการ คือต้องมีเลข 13 หลัก
เงื่อนไขหนึ่งก็คือ หากเป็นบริการที่ใช้งบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ก็ยังต้องเป็นคนพิการที่ได้รับการจดทะเบียน แปลว่าถ้าเป็นคนพิการจริงแต่ว่าไม่ประสงค์จะจดทะเบียนคนพิการก็อาจจะยังมีช่องว่างในการเข้าถึงบริการอยู่ และในการจดทะเบียนความพิการก็จำเป็นจะต้องมีเลข 13 หลัก อย่างไรก็ดี คนไม่มีเลข 13 หลักเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล เขาอาจเป็นประชาชนไทยแต่ว่าเอกสารไม่ครบถ้วน ทำให้กระบวนการที่จะพิสูจน์สิทธิ์ไม่สมบูรณ์ หรือเขาอาจจะเป็นคนข้ามชาติ เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายในเชิงกฎหมายที่ต้องทํางานต่อ เพราะแม้ว่าเขาจะไม่มีสัญชาติ แต่ศูนย์บริการคนพิการของภาคประชาชนก็ไม่ได้ต้องทำงานภายใต้ความเป็นรัฐไทยเท่านั้นเช่นกัน ฉะนั้นเราต้องมองในโจทย์ของสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกัน ให้การคุ้มครองสิทธิเบื้องต้นก่อนที่จะพิสูจน์สิทธิ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้จะมีคนพิการอีกจํานวนมากที่เข้าไม่ถึงสิทธิ
ศูนย์บริการสามารถออกแบบรูปแบบการบริหารจัดการเองได้ รวมถึงขอบเขตของปรัชญา อุดมการณ์หรือเป้าหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดก็คือเรื่องของการอยู่รอดทางด้านการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกังวลมากเดิมทีเรามีโอกาสเรื่องการจ้างงานคนพิการทางสังคม หลายศูนย์บริการก็เอาการทํางานในศูนย์บริการมาเสนอให้กับภาคเอกชนว่า หากสถานประกอบการเอกชนอยากจะจ้างคนพิการแล้วไม่สามารถจ้างให้ไปทํางานในสถานประกอบการของตัวเองได้ ก็จ้างให้ทํางานบริการสาธารณะได้ไหม แต่ว่าการจ้างแบบนี้ก็ถูกจํากัดด้วยจำนวนคนของภาคเอกชน บางที่เมื่อต้องการคนมากกขึ้นก็ต้องทํา Fund Rising หรืออาชีพเสริมที่สามารถเพิ่มรายได้เพื่อเอาไว้ทําภารกิจต่างๆ รวมทั้งการคิดแผนธุรกิจแล้วเสนอให้กับหน่วยงานของรัฐ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีคนทำแต่ถ้าในอนาคตคนพิการสามารถทําบริการได้ แล้วรัฐมาซื้อบริการก็จะเป็นรายได้ที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น
ปัญหาของศูนย์บริการคนพิการ มาตราฐานที่ยังไปไม่ถึง
ปัญหาแรกสุดที่มีมานานแล้วยังคงมีอยู่ก็คือ วิธีคิด ดั้งเดิมคนคิดว่าศูนย์บริการมีไว้เพื่อพิทักษ์สิทธิเท่านั้นแต่ไม่ได้ทํามุมมองเรื่องของบริการ แต่หน้าที่พิทักษ์สิทธินั้นอยู่ตรงกันข้ามกับผู้ให้บริการ ซึ่งอาจจํากัดการเติบโตของงานหรือรายได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราเริ่มมองเห็นบทบาทของผู้ให้บริการที่เติบโตยั่งยืนเป็นหน่วยที่ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้จริง ในระยะสั้นถึงกลางก็ควรเน้นความเป็นศูนย์บริการที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของตัวเอง เช่น ถ้าเป็นศูนย์บริการคนพิการตาบอดเราไม่ต้องรีบไปทําบริการคนพิการประเภทอื่น เพราะยังมีความจําเป็นสําหรับคนตาบอดอีกตั้งหลายอย่าง สมมติในอนาคตสามารถเป็นเครือข่ายพันธมิตรกับศูนย์บริการอื่นได้ ก็ค่อยเป็นเครือข่ายกัน หรือจนกระทั่งเราเริ่มมีกําลังคนเยอะขึ้น มีคนพิการประเภทอื่นทํางานร่วมกันก็ค่อยวางแผน
ในระยะยาวอาจจะเติบโตไปเป็นศูนย์ใหญ่ หรือทํางานเป็นเครือข่ายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่คนพิการก็ต้องผ่านกระบวนการให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน
เราต้องเข้าใจว่า บริการของภาคประชาชนกับบริการของภาควิชาชีพไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เวลาเราจะคิดมาตรฐานของบริการภาคประชาชนก็ต้องใช้มุมมองของชุดความรู้หรือการปฏิบัติการแบบภาคประชาชนบางครั้งอาจจะเหลื่อมกันไปเหลื่อมกันมาจนเกิดความคาดหวังหรือเกิดความกังวลมากเกินไป บางกรณีก็คาดหวังมากอยากให้ประชาชนทํานู่นทํานี่ที่เกินกําลัง ก็จะเป็นจุดที่เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน
บางครั้งภาคประชาชนอาจรู้สึกว่า มาตรฐานนั้นยากที่จะทำให้เกิดขึ้น แต่อยากให้คิดในมุมมองของผู้รับบริการ ที่ต้องการบริการที่มีคุณภาพเช่นกัน กลไกของมาตรฐานจึงเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ได้แปลว่าพอผู็ให้บริการเป็นภาคประชาชนแล้วจะทำอะไรก็ได้ บางเรื่องก็ต้องมีกติกาและกฏร่วม
การทำงานร่วมอย่างที่คาดหวัง
การเป็นเป็นหน่วยที่รับและส่งต่อคือความคาดหวังที่อยากให้เกิดขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องส่งไปอย่างเดียว แต่เราจะรับกลับมาด้วยเมื่อคนพิการได้รับบริการจากภาควิชาชีพแล้วต้องการมาฝึกใช้ชีวิต การมีสัมพันธภาพที่ดีเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้รับบริการ นอกจากนี้เรายังคาดหวังจะเห็นการพัฒนาเติบโตของศูนย์บริการ ทั้งพัฒนาคนและพัฒนาตัวองค์กร เพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการต่างๆและสนับสนุนบริการที่เพิ่มมากขึ้น เช่น มีฝึกอาชีพในศูนย์บริการคนพิการ
ระยะเวลาการเติบโตแต่ละที่ไม่เท่ากัน
ศูนย์บริการมีความพร้อม ณ ช่วงเวลานี้ไม่เท่ากัน ใครพร้อมมากต้องรีบพัฒนาให้เห็นรูปธรรมเชิงประจักษ์กับสังคมให้เร็วที่สุด เพราะจะทําให้คนเชื่อคนว่าสิ่งนี้เป็นไปได้จริงเพราะหลายคนอาจจะคิดว่าจะเป็นไปได้สักแค่ไหนที่คนพิการจะทําได้
สิ่งที่จะเกิดกับคนพิการและครอบครัวถ้าศูนย์บริการเกิดขึ้น
เราต้องเชื่อมั่นว่ามนุษย์เกิดมามีศักยภาพมากมายที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ว่าเราไม่รู้ว่าจะปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาได้ยังไง คนมองว่า ต้องมีแขนขาครบ หูดี สติปัญญาเลิศถึงจะแสดงศักยภาพ แต่ว่าจริงๆ แล้วเราเสียขาไปเราเสียแขนไป เรามองไม่เห็น ก็มีศักยภาพอื่นออกมาใช้ได้ หากทำให้มีศูนย์บริการที่มีคุณภาพ คนพิการก็สามารถเนี่ยปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้ ศักยภาพของประเทศก็ต้องสูงขึ้น ฉะนั้นผลกระทบระยะยาวไม่ได้ทําเรื่องนี้เพื่อคนพิการเท่านั้น แต่เป็นการทําเพื่อสังคมเราด้วย เมื่อมีคนพิการออกมาใช้ชีวิตมากขึ้น คนไม่พิการเห็นแล้วก็จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วความพิการเป็นแค่ความหลากหลายของของผู้คนเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ศักยภาพหายไป เมื่อสังคมยกระดับจากฐานรากคือ คนที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดทางสังคมสามารถลุกขึ้นมาทําอะไรต่างๆ ได้มากขึ้น คนก็จะเข้าใจความหลากหลายมากขึ้นไปด้วย
โอกาสที่ท้าทายสำหรับศูนย์บริการคนพิการในอนาคต
อาจจะไม่ถึง 10 ปี เมื่อเราสามารถลงหลักปักหลักปักฐานศูนย์บริการได้พอสมควรแล้ว ความท้าทายขั้นถัดไปที่จะยกระดับคิดว่าเป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่จะเข้ามา และการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้คนให้บริการมีรายได้มั่นคง ไม่ใช่ว่าพอเจองานที่มีเงินเดือนมั่นคงเขาก็ไป แต่เรามองถึงการปักหลักและเติบโตของศูนย์ด้วย