8 พ.ย. 2567 ประชาไทและ Thisable.me ร่วมจัดเสวนา “งาน การเดินทาง อิสรภาพ: อุปสรรคและมายาคติที่คนพิการเจอ” ดำเนินรายการโดยนลัทพร ไกรฤกษ์ บรรณาธิการ ThisAble.me โดยร่วมพูดคุยกับวิทยากรดังนี้
- เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีพิการ ประสบอุบัติเหตุแล้วนั่งวีลแชร์ตอนอายุ 27 ปี ปัจจุบันทำงานเป็นสมาชิกคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการของสมัชชาคนพิการอาเซียน สมาคมสตรีพิการ เด็กพิการ และครอบครัว
- ผศ.ดร. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนเรื่องสิทธิคนพิการ และมีความสนใจเรื่องความสามารถในการเข้าถึง (Acessibiliy) การออกแบบที่เป็นสากล (Universal Desig) การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) ความเสมอภาค (Equality) และกฎหมายการเดินอากาศ
- อรรถพล ศรีชิษนุวรานนท์ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการพุทธมลฑล โดยใช้แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระคนพิการเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ยังมีความสนใจด้านการแสดง การเคลื่อนไหวทางภาคสังคม
ช่องโหว่ทางกฎหมายของการจ้างงานคนพิการ
“พอเราไปสมัครงาน คุณรู้ไหมว่าเราไม่เคยได้ถูกสัมภาษณ์หรอกค่ะ เพราะเราเขียนว่ามีความพิการ (ใบสมัคร) มันลงตะกร้าหมด จนกระทั่งมาได้งานๆ หนึ่ง ซึ่งงานนี้เขารับเชิญไปทำ เป็นโรงแรมในจังหวัดพิจิตร เจ้าของโรงแรมเป็นพ่อของเพื่อน เป็นธุรกิจครอบครัว เขาเห็นว่าเราเคยทำงานธนาคารมาก่อนเลยชวนให้ไปทำบัญชี พี่ก็ได้ไปทำงาน ได้ค่าตอบแทนตามยุคสมัยนั้น เนี่ยถือเป็นมาตรการเฉพาะที่ครอบครัวเพื่อนจัดให้ เขาไม่ได้ดูว่าเราเป็นคนพิการ แต่ดูว่าเราเป็นคนที่มีศักยภาพ และก็เป็นเพื่อนของลูก”
เสาวลักษณ์เล่าประสบการณ์การทำงานตอนส่วนตัวเมื่อราว 30 ปีก่อนว่า ก่อนจะเริ่มขยับมาทำงานเคลื่อนไหวด้านนโยบายเกี่ยวกับคนพิการ
เสาวลักษณ์กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในการจ้างงานคนพิการที่ชัดเจนคือ มี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ประกอบด้วยมาตรา 33 , 34 และ 35 โดยมาตรา 33 กำหนดให้เอกชนจ้างงานแบบสัดส่วน 100 : 1 (พนักงานทั่วไป 100 คน : พนักงานพิการ 1 คน) หากบริษัทที่ไม่ต้องการจ้างงานตามสัดส่วนนั้นก็ใช้มาตรา 34 จ่ายเงินค่าปรับเข้ากองทุนพัฒนาคนพิการ หรือมาตรา 35 จ้างคนพิการทำงานสาธารณะประโยชน์ในพื้นที่ทั่วไป ทำให้คนพิการมีโอกาสถูกจ้างงานมากขึ้นเพราะมีกฎหมายกำกับและมีผลบังคับ
ดังนั้น เราจึงเห็นคนพิการออกมาใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น มีโอกาสในการทำงานมากขึ้นผ่านการจ้างงานตามกฎหมายดังกล่าว คนพิการถูกพูดถึงในกระแสสังคมมากขึ้นในแง่มุมต่างๆ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีพิการ
แม้จะเริ่มมีกฎหมายรองรับ มีการยกระดับกรมประชาสงเคราะห์เป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัดคำว่า ‘สงเคราะห์’ ออกไปเพราะต้องการเป็นรัฐสมัยใหม่ แต่ผ่านไป 17 ปี ระเบียบปฏิบัติไม่ได้ปรับเปลี่ยนในเนื้อหาสำคัญ เช่น การกีดกัน การจำกัดสิทธิ การสร้างเงื่อนไขให้คนพิการไม่ถูกกล่าวถึงในกฎหมาย การเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ
เช่น มาตรา 1 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้คำนิยามไว้แค่ความพิการ โดยปราศจากเรื่องเพศสภาพ อายุ ชาติพันธุ์ ศาสนา ถิ่นที่อยู่ แสดงให้เห็นว่าไม่มีมิติของความเป็นมนุษย์ เวลารัฐบาลต้องรายงานสถิติคนพิการจึงไม่มีจำแนกประเภทที่ละเอียดเพียงพอ จำแนกเพียงเพศ ระดับการศึกษา อาชีพ ซึ่งเอามาใช้งานไม่ได้
แม้แต่จำนวนคนพิการที่รายงานโดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ก็ต่ำกว่าของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พก.ระบุว่ามี 2.2 ล้านคน สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า 4.4 ล้าน เพราะสำนักงานสถิตินับจากคนพิการที่มีบัตรและไม่มีบัตร แต่ พก.นับจากคนมาทำบัตร แสดงให้เห็นว่าจำนวนสถิติมีปัญหา เมื่อไปดูจำนวนคนพิการที่ได้งานจึงเชื่อถือไม่ได้ อีกทั้งยังไม่สามารถเอามาวางแผนการส่งเสริมการจ้างงาน การส่งเสริมการศึกษา ซึ่งมีผลต่อตัวเลขคนพิการที่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วไปได้
นอกจากนี้ยังมีปัญหาว่า แม้มีบัตรคนพิการก็ไม่ได้แปลว่าได้สิทธิประโยชน์อัตโนมัติ ต้องไปแสดงเจตจำนงในทุกเรื่องแม้แต่เบี้ยคนพิการก็ต้องไปแสดงเจตจำนงก่อน ยังไม่นับเรื่องทัศนคติที่มักไม่คิดว่างานที่คนพิการทำคือเนื้องาน หลายครั้งคนพิการถูกรับเชิญไปงานต่างๆ แต่ไม่ได้ค่าเดินทาง ไม่ได้ค่าวิทยากร
ประเด็นสุดท้าย กฎหมายการจ้างงานคนพิการที่มีเงื่อนไขและล็อกสเปคทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติทุกมาตรา เกิดช่องว่างให้บุคคลที่ 3 เป็นตัวแทนคนพิการเข้ามาจัดการ โดยเฉพาะมาตรา 33 และ 35 เพราะเราไม่มีระบบจับคู่ตำแหน่งว่างกับผู้สมัครที่พิการ บริษัทจึงต้องพึ่งพาบุคคลที่ 3
เมื่อการจ้างงานมาตรา 33 ทำยาก มาตรา 34 ที่กำหนดให้จ่ายค่าปรับเข้ากองทุนพัฒนาคนพิการแทนการจ้างงานก็ได้รับความนิยมอยู่พักหนึ่ง เพราะเอกชนทำได้ง่ายกว่า จนกองทุนมีเงินเป็นหมื่นๆ ล้าน แต่ผ่านมาระยะหนึ่งบริษัทเริ่มท้อในการส่งเงินเข้ากองทุน เพราะนายจ้างมองไม่เห็นว่าคนพิการได้ประโยชน์อะไร ไม่มีรายงานว่าเงินที่จ่ายในมาตรา 34 สร้างคุณประโยชน์อะไร ทำให้นายจ้างหันมาใช้มาตรา 35 เลยกลายเป็นวัฏจักรที่หน่วยงานภาครัฐก็ไปพูดเชียร์มาตรา 35 พร้อมนำเสนอเทคนิคทางกฎหมาย
หากคนพิการถูกเลือกปฏิบัติจากการจ้างงานให้ไปร้องที่คณะกรรมการวินิจฉัยด้วยเหตุแห่งเพศ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายคนพิการที่มีอนุฯ ขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ และสามารถไปที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก่อนที่จะให้เรื่องดำเนินศาลแพ่งหรือศาลอาญา และต้องได้รับการพิสูจน์ว่าเสียหายหรือกำลังเสียหาย
กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถใช้วินิจฉัยในศาลไทยได้
อาจารย์ลลินยกตัวอย่างคำวินิจฉัยประเทศอินเดียเรื่องที่ Vikash Kumar ฟ้องหน่วยงานจัดสอบราชการที่ไม่ให้โจทก์สอบเพราะเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหวแล้วขอคนช่วยเขียนคำตอบ โดยให้เหตุผลว่าตามกฎแล้วมีเพียงคนตาบอดเท่านั้นที่ขอคนช่วยเขียนคำตอบได้
“ถ้าคนพิการที่มีความสามารถ ไม่สามารถเข้าถึงการสอบแข่งขันได้เพียงเพราะว่าติดขัดข้อกำหนดจัดหาวิธีการที่เหมาะสมในการสอบ ไม่ใช่แค่คนพิการที่เสียโอกาส คนที่แพ้ที่สุดในเรื่องนี้คือ หน่วยงานจัดสอบราชการเพราะปฏิเสธโอกาสของประเทศชาติที่จะได้คนมีความสามารถอยู่ในระบบ” ส่วนหนึ่งในคำวินิจฉัยของศาลอินเดีย ซึ่งอาจารย์ลลิลระบุว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก
นอกจากนี้ศาลใช้ความคิดเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิคนพิการเรื่องการช่วยเหลือคนพิการที่สมเหตุสมผลมาตัดสิน ผลการตัดสินคดีความออกมาว่า หน่วยงานจัดสอบราชการต้องจัดหาคนช่วยเขียนให้ แต่สำหรับศาลไทยกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ภาพถ่ายรวมวิทยากรทั้ง 3 ท่านในงานเสวนา
อาจารย์ลลิลหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด เรื่อง นักโทษขอปลดตรวน เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์และฎีกา และศาลปกครองกลางวินิจฉัยในปี 2564 กรณีที่ชาวต่างชาติจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าชาวไทยเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยทั้ง 2 เรื่องนำสนธิสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ การเป็นรัฐภาคีของไทยมาร่วมพิจารณาแต่ถูกปัดตกเพราะศาลไทยไม่รู้กฎหมายต่างประเทศและยังไม่นำอนุสัญญามาปรับเป็นกฎหมายภายใน
อย่างไรก็ดี เสาวลักษณ์เสริมในส่วนที่ศาลมีการปรับใช้กฎหมายระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเรื่อง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 26 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ ในวันที่ 29 ก.ค พ.ศ 2551 ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการสหประชาชาติและปฎิบัติตามพันธกรณีที่ระบุไว้ในอนุสัญญาตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค 2551 (วันที่ให้สัตยาบันเป็นรัฐภาคี) หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ตามพันธกรณีข้อ 27A กำหนดห้ามการเลือกปฏิบัติคนพิการทุกด้านเกี่ยวกับการจ้างงาน และข้อ G หลักเกณฑ์การรับคนเข้าทำงานต้องคำนึงถึงด้วย
ขณะที่ประกาศรับสมัครข้าราชการตุลาการและผู้ช่วยผู้พิพากษาระบุว่า ผู้สมัครต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามคือ กายหรือจิตใจไม่เหมาะสม การกำหนดลักษณะการรับผู้สมัครเช่นนี้อยู่ในกรอบกฎหมายคนพิการและสอดคล้องกับอนุสัญญาซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงออกมาว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 วรรค 3
ที่ผ่านมาคณะกรรมการมนุษยชนแห่งชาติแถลงมีข้อเสนอแนะให้กับ พก. ให้ปรับกฎหมายคนพิการให้เป็นตามมาตรฐานสากล หรือ CRPD แต่ 2 ปีแล้วข้อเสนอแนะยังไม่นำมาพูด ยังไม่เห็นว่าหน่วยงานฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารเคลื่อนไหวอะไร องค์กรคนพิการถูกจำกัดสิทธิเลยไม่เกิดความเคลื่อนไหว คนพิการในประเทศถูกเลือกปฏิบัติแบบเงียบๆ
ทัศนคติ จุดตั้งต้นทำให้การจ้างงานคนพิการเป็นเรื่องยาก
“แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจะช่วยสร้างความเสมอภาคทางโอกาสในการคิดและตัดสินใจให้แก่คนพิการ การมีอยู่ของผู้ช่วยคนพิการ (Personal Assistant) หรือ PA คือผู้ช่วยที่ไม่คิดและตัดสินใจแทน แต่คนพิการก็ต้องเคารพผู้ช่วยในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ใช่ไปจิกหัวใช้เขา ผมอาจจะเอื้อมหยิบของชั้นบนไม่ถึง ซึ่งผมอาจจะต้องการ PA มาช่วยบางเวลา คนพิการก็ไม่ได้อยากรบกวนใคร” อรรถพลอธิบายแนวคิดนี้
หลังจากนั้นอรรถพลกล่าวถึงอคติและทัศนคติที่เป็นอุปสรรคต่อการจ้างงานคนพิการว่ามี 2 เรื่องหลักคือ 1.คนพิการไร้ซึ่งความสามารถ ไร้ซึ่งความคิดและการตัดสินใจด้วยตัวเอง 2. เรื่องบาปบุญ ที่เป็นความเชื่อถูกส่งต่อมาอย่างยาวนานและยังอยู่อย่างเหนียวแน่น
ตอนที่เจ้านายผมชวนให้กลับมาทำงาน ผมถามทำไมอยากให้ผมกลับไปทำงานทั้งที่ผมพิการ ถ้าเขาจ้างผมเพราะสงสารคงไม่ไป แต่เขาว่าคุณยังทำงานได้
อรรถพลชี้ว่า หากทำให้ผู้คนมีวิธีคิดเช่นนี้ได้ ก็อาจไม่ต้องไปเริ่มต้นที่นโยบาย ไม่ต้องไปเริ่มต้นที่กฎหมาย ไม่ต้องไปเริ่มต้นจากผู้นำประเทศคนไหน มันเริ่มต้นเกิดจากแนวคิดหรือวิธีคิดของคนทำธุรกิจหรือจ้างงานเอง ถ้าทำไม่ได้ก็หาวิธีการแก้ไข
นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นนโยบายส่งเสริมอาชีพคนพิการไทยเลย ทั้งมีพวกเขามีศักยภาพ มีเพียงไม่กี่อาชีพที่พูดถึงกัน เช่น ขายล็อตเตอรี่ นักกีฬาพาราลิมปิก

อรรถพล ศรีชิษนุวรานนท์
นักเคลื่อนไหวคนพิการที่ใช้แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระคนพิการ
“หากรัฐบาลและคนทำงานด้านคนพิการมีวิธีคิดโดยการสนับสนุนให้เขามีชีวิตอิสระได้ ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สนับสนุนให้มีชีวิตต่อไป ซึ่งก็ยอมรับกฎหมายเป็นตัวที่ทำให้ทัศนคติปรับเปลี่ยนเร็วขึ้น ถ้าไม่มีกฎหมายแล้วรอให้ทัศนคติปรับเปลี่ยนเป็นไปได้ยาก”
เสาวลักษณ์กล่าวโดยหยิบยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้เป็นรัฐภาคีกับ CRPD เพราะมั่นใจว่ากฎหมายคุ้มครองคนพิการของอเมริกา (The Americans with Disabilities Act : ADA) ดีอยู่แล้ว โดยเห็นได้จาก มาตรา 1 การเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในการจ้างงานทำไม่ได้ ตั้งแต่ประกาศรับสมัครงาน การสัมภาษณ์ การได้งานทำ การเลื่อนขั้น และการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ถ้าคนพิการรู้สึกว่าเลือกปฏิบัติสามารถฟ้องได้ภายใน 180 วัน และถ้ามีลูกจ้าง 15 คนขึ้นไปต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน ไม่อย่างนั้นถือเป็นการเลือกปฏิบัติ
นอกจากนี้ยังหยิบยกประสบการณ์ตรงตอนไปกินอาหารจีนที่รัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกาแล้วถูกปฏิเสธรับคนพิการเข้าร้านเพราะพื้นที่แคบและขาดสิ่งอำนวยความสะดวก แขกในร้านเห็นก็ลุกขึ้นแล้วบอกว่าตนเองว่าเจ้าของร้านทำแบบนี้สามารถฟ้องได้ ทำให้เจ้าของร้านหน้าเสีย หลังจากนั้นไปร้านเดิมอีกรอบพบว่าทำทางลาดและต้อนรับคนพิการเข้าร้าน เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า กฎหมายทำให้เกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนสถานที่ กระบวนการทางสังคม และการสร้างความตระหนักรู้เกิดขึ้น
ความคาดหวัง ความฝัน ของคนพิการ
เสาวลักษณ์หวังว่า กฎหมายต้องปรับให้ทันสมัยเท่าที่ทำได้ รูปธรรมคือ ต้องตัดมาตรา 35 วรรค 3 เรื่องการเลือกปฏิบัติในกฎหมายส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการออก แผนชาติควรแสดงถึงการปฏิบัติเรื่องคนพิการที่ทำได้จริงโดยลำดับความสำคัญ และองค์กรคนพิการเข้มแข็ง
นักเรียน นิสิตนักศึกษาทุกระดับชั้นควรได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศเพื่อทำลายมายาคติว่า สิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกัน หากคุณภาพชีวิตของคนพิการไม่ดี คุณพิการถูกเลือกปฏิบัติ คนพิการถูกจำกัดสิทธิก็จะไม่มีความมั่นคงเกิดขึ้น

ผศ.ดร. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“สิ่งหนึ่งของไทยที่เราเห็นว่ามันขาดคือความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) และการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล (Reasonable Accommodation) ซึ่งไม่มีเขียนในกฎหมายไทย การที่คนพิการจะเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้หมายถึงเราต้องปรับสภาพสังคม มีการออกแบบที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ (Universal Design) อย่างเช่น มีบันไดต้องมีทางลาด มีบันไดเลื่อน มีลิฟต์ เวลาเดินทางเราถือของหนักๆ เราก็อยากลงลิฟต์ ซึ่งมันไม่ใช่แค่สำหรับคนพิการ มันสำหรับทุกคน” สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ยังทำให้ฝันของอาจารย์ลลินไม่เป็นจริง
อาจารย์ลลิลกล่าวอีกว่า เวลาเดินทางด้วย BTS หรือ MRT แล้วมีช่องว่างระหว่างชานชาลาควรหาแผ่นมาวางปิดช่องให้เข็นวีลแชร์เข้าไปได้ นี่จึงเป็นวิธีการการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล หรือการเข้าถึงข้อมูลต้องคำนึงว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ อย่างเอกสารราชการหรือคำพิพากษาพิมพ์เป็นไฟล์ .word .pdf แต่เวลาเผยแพร่เอกสารกลับปริ้นต์ออกมาแล้วสแกนกลับเข้าไปเป็นภาพคนตาบอดก็อ่านไม่ได้ ฟอนต์และสระเพี้ยน แทนที่จะใช้ไฟล์ที่โปรแกรม Screen Reader อ่านได้ตั้งแต่ทีแรก
“สิ่งเหล่านี้เป็นการเข้าถึงสำหรับทุกคน มันคือการออกแบบที่เป็นสากล เรื่องนี้อยากให้หน่วยงานของรัฐทำแล้วมีการเผยแพร่”
อาจารย์ลลิลกล่าวอีกว่า ต่อมาอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง จริงจัง กล้าเลือกมาตราการอย่างเคร่งครัด จะเห็นได้จากกระทรวงคมนาคมของสหรัฐอเมริกาปรับเงินสายการบิน American Airlines จำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าสู่รัฐบาล ส่วนที่เหลือให้สายการบินเอาไปทำระบบรถเข็นคนพิการให้ดี ชดเชยความเสียหายให้กับคนที่ร้องเรียน แล้วต้องต้องรายงานให้กระทรวงตามระยะเวลาที่กำหนดหรือรายงานเป็นระยะๆ เพื่อให้เห็นว่านำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์จริง
เรื่องใหญ่ที่หวังที่สุดคือ เรื่องทัศนคติและการมีส่วนร่วมคนพิการและไม่พิการอยู่ร่วมกันได้โดยคิดว่าเรื่องการเข้าถึงและการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลเป็นหมุดสำคัญที่จะได้ปรับทัศนคติที่เกิดขึ้น
ส่วนอรรถพลมีภาพความหวัง 3 ระยะ คือ 1. อยากเห็นคนพิการที่รู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องการจ้างงานไม่เป็นธรรม แล้วส่งเสียงออกมาดังจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยิน
2.ภาพความหวังระยะกลางคือ อยากเห็นภาพทางสังคมและการเมืองเปิดโอกาสรับแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ
3. ภาพความหวังระยะท้ายคือ แก้รัฐธรรมนูญใหม่ ประชาธิปไตยและแนวคิดของการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้ารัฐธรรมนูญถูกออกแบบไม่ให้เกิดการรัฐประหาร เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นหนทางที่จะช่วยลดอคติเรื่องคนพิการลดลงได้