8 เม.ย. สภาคนพิการทุกปรพเภทแห่งประเทศไทยเปิดเผยผลการวิเคราะห์คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่าจากการตรวจสอบเนื้อหาพบว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนพิการโดยตรงปรากฏอยู่ในนโยบายที่ 13.2 ซึ่งมุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาและการจ้างงานให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานในอนาคต (Skill Bridge) โดยรัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการ “จูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชนผู้ที่หลุดออกจากระบบ เพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เพื่อสร้างโอกาสให้คนพิการสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังผ่านการฝึกอบรมทักษะแห่งอนาคต“
นโยบายที่ 13.2
ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียน และระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรอง คุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชนผู้ที่หลุดออกจากระบบ เพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
ทางสภาคนพิการฯ แสดงความกังวลว่า แม้จะมีการระบุถึงการจ้างงานคนพิการไว้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลนำประเด็นด้านคนพิการไปผูกโยงกับคำว่า กลุ่มเปราะบาง ในเกือบทุกมิติของนโยบาย ซึ่งการจัดกลุ่มเช่นนี้อาจส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือขาดความเฉพาะเจาะจงและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของความพิการแต่ละประเภท
โดยทางสภาฯ ย้ำว่าคนพิการควรได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 71 ไม่ใช่เพียงการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ยากไร้หรือกลุ่มเปราะบางในเชิงการสงเคราะห์เท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการมองคนพิการผ่านเลนส์ของสิทธิมนุษยชนมากกว่าเพียงการลดความเหลื่อมล้ำในเชิงตัวเลขแรงงานเพียงอย่างเดียว