[Advertorial]
เราอาจเคยเห็นคนพิการทำงานอยู่ไม่กี่อย่าง หรือจินตนาการไม่ออกว่าคนพิการนั้นทำงานอย่างไร ภาพเช่นนี้สะท้อนความจริงที่ว่า สังคมบ้านเรามีคนพิการว่างงานเกือบครึ่ง หรือคิดเป็น 47.84% ของคนพิการทั้งหมด บางคนเป็นลูกจ้างและหลายคนทำเกษตรกรรม และเกือบทั้งหมดยังไม่มีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน
แม้กฎหมายการจ้างงานคนพิการในประเทศไทยจะมีแนวคิดระบบโควต้า โดยกําหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คน ต้องจ้างคนพิการอย่างน้อย 1 คน และเพิ่มข้ึนตามสัดส่วน แต่ไม่ใช่โอกาสที่ วา-มนัสชญา คนหูหนวกเคยได้รับ เธอเรียนจบและสมัครงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง แต่เพราะปัญหาด้านการสื่อสารทำให้เธอไม่เคยได้รับโอกาสในการทำงานเลยจนกระทั่งมาเจอ คุณป๊อป เจ้าของร้าน Fuzzypuppy Deli & Wine
การได้รับโอกาสในการทำงานคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่วาทั้งดีใจ ตื่นเต้น และกลัวมากในเวลาเดียวกัน
“สิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่คือ 'สายตา' ของผู้คน ทั้งลูกค้าและพี่ๆ ที่ร้าน ทุกคนยิ้มแย้มและใส่ใจหนูมาก ไม่มีใครดูถูกหรือมองว่าหนูเป็นคนพิการที่พูดไม่ได้
ต้องขอบคุณพี่ป๊อปและโครงการ THISABILITY ที่เปิดพื้นที่ให้ได้พิสูจน์ว่า ถึงจะไม่ได้ยิน แต่ก็มีความสามารถและอยากมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมเหมือนคนอื่นๆ" วาเล่าด้วยความภูมิใจ
“ตอนเริ่มทำงานกับน้องวา สิ่งแรกที่ผมต้องทำคือการ 'ปรับจูน' ปกติเราอาจจะสั่งงานด้วยเสียงแล้วจบไป แต่พอน้องไม่ได้ยิน ผมจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการพิมพ์รายละเอียดให้ชัดเจนในทุกขั้นตอน ซึ่งกลายเป็นข้อดีที่ทำให้ร้านมี SOP (Standard Operating Procedure) หรือ Bible ของร้าน ที่เป็นลายลักษณ์อักษรไปในตัว
“อุปสรรคหน้างานก็มีบ้าง เช่น ตอนที่เราต้องออกบูธทำสลัด งานมันรวดเร็วมากจนบางครั้งน้องอาจจะตกใจกับปริมาณงาน และการสั่งงานที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถาณการ์หน้างาน ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดยาก ผมเลยใช้วิธี แบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน น้องไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่างคนเดียว แต่ให้น้องโฟกัสไปเลยกับการจัดจาน ซึ่งน้องทำได้ดีมาก” ป๊อปเล่า
“หนูใช้วิธีสังเกตจากภาพและจดจำงานให้แม่นที่สุด บางคำที่ไม่มีในภาษามือ หรือเมนูภาษาอังกฤษที่หนูไม่คุ้นเคยก็เอาไปหาข้อมูลเองเพิ่มเติมหนูอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นในทุกวัน และอยากบอกเพื่อนคนพิการคนอื่นว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง
แคมเปญ “THISABILITY เปิดพื้นที่ให้ทุกความสามารถเท่าเทียม” แคมเปญที่ต้องการสร้างความเข้าใจใหม่ต่อคนพิการ ผ่านมุมมองที่เน้นความสามารถเพราะทุกคนมีศักยภาพและความสามารถในแบบของตัวเองภายใต้แนวคิด Sansiri Live Equally ทำให้เห็นว่า ความเข้าใจของสังคมไม่ได้เกิดจากการอธิบายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กับความแตกต่าง ความไม่เข้าใจและอคติจึงค่อยๆ ลดลง
เรื่องของวาเป็นเพียงตัวอย่างและชิ้นส่วนเล็กๆ ของคนพิการอีกหลายคนที่รอมีงานทำ งานที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่เป็นงานที่มีคุณค่าและทำให้พวกเขาภาคภูมิใจในตัวเอง หากคนพิการคนอื่นๆ มีโอกาสได้แสดงศักยภาพในฐานะเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมฝันและเป็นกำลังหลักในองค์กรเหมือนกันกับวา เราอาจเห็นภาพของสังคมที่เท่าเทียม ที่มี ‘คนพิการ’ เป็นส่วนหนึ่งไม่แตกต่างจากใคร