Skip to main content

หลังณัฐนนท์ บุญสม นักศึกษาพิการทางการได้ยิน คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ได้ยื่นหนังสือถึงอธิการบดีเมื่อวันที่ 18 ก.ย. เพื่อขอให้ปรับปรุงระบบการเรียนการสอน เนื่องจากนักศึกษาหูตึงประสบปัญหาการได้ยินเสียงที่เพี้ยน แตก เบลอ และขาดความชัดเจน โดยเฉพาะคลิปบรรยายในระบบ Course on demand ของมหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่มีระบบ Live transcribe หรือซับไตเติ้ลทำให้ผู้เรียนต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในการถอดเนื้อหาจากคลิปบรรยาย 1 ชั่วโมงนั้น

ณัฐนนท์กล่าวว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมาตนพยายามอย่างหนักแต่ไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจยื่นหนังสือด้วยตนเอง พร้อมหวังว่าการจัดทำระบบอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมนี้ จะเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ นำไปปรับปรุงตามได้ในอนาคต

ชวนคุยกับ ณัฐนนท์ บุญสม ในวันที่ไปยื่นข้อร้องเรียน สิ่งที่เขาอยากเห็น การศึกษาที่ผ่านมา การเข้าถึงของคนหูหนวก และการศึกษาของคนซึ่งไม่ได้ยิน

ความพิการที่เจอเป็นอย่างไร

ณัฐนนท์: คนหูตึงแต่ละคนจะได้ยินไม่เหมือนกันเลย อย่างผมเองมีปัญหาในเรื่องเสียงสูงแต่ได้ยินดีในเรื่องเสียงต่ำ ประสาทหูมี 2 ส่วน  ส่วนแรกคือ ส่วนที่รับรู้เสียง ที่บอกว่าเราได้ยินเสียงไหม ซึ่งส่วนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงสูง เช่น เสียงนกร้อง เสียงนกหวีด เสียงติ๊งของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ส่วนที่สองคือส่วนแกะคำพูด ว่าเราได้ยินแบบไหน เช่น ผู้พูดพูดคำว่า มา ผมอาจได้ยินเป็นเสียงอื่นที่ใกล้เคียง เช่น พา  ทา อะไรก็ตามที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งผมมีปัญหาส่วนที่ 2 นี่แหละที่ค่อนข้างหนัก จากการทดสอบการฟังล่าสุด การฟังคำทั้งหมด 50 คำที่เป็นคำเดี่ยว ผมพูดถูกต้องตามที่ได้ยินได้แค่ 21 คำเอง

จริงๆ เรื่องการสื่อสารกับคนหูตึง คนหูตึงเราจำเป็นที่จะต้องอ่านปาก ถ้าคนที่สื่อสารกับเรา พูดช้าๆ ชัดๆ และอยู่ในที่ที่ไม่มีเสียงรบกวน อยู่ในที่เงียบแบบห้องเก็บเสียงจะช่วยได้มากเลย คือถ้ายังฟังไม่รู้เรื่องอีกวิธีที่แนะนำคือการพิมพ์ หรือการเขียนให้เขาอ่าน แล้วให้คนหูตึงตอบก็ช่วยได้เหมือนกัน

คนหูหนวกต่างกับคนหูตึงอย่างไร

คนหูตึงกับคนหูหนวกไม่เหมือนกันเลย คนหูตึงคือคนที่ยังได้ยินอยู่แต่ได้ยินไม่ดีเท่าคนหูดี เพราะเสียงที่เราได้ยินมันไม่ใช่แค่เสียงเบา แต่เสียงมันเพี้ยน แตก เบลอ และขาดสาระสำคัญในการเข้าใจ ถ้าให้เปรียบให้เห็นภาพ จะเหมือนการอ่านหนังสือสอบเล่มหนาๆ โดยที่ไม่มีแว่นตา เราจะเห็นตัวอักษรลางๆ ต้องเพ่ง ต้องหยีตา ถึงจะค่อยๆ อ่านได้ แต่มันเหนื่อยสายตามาก คนหูตึงก็คล้ายกัน แต่เป็น "เหนื่อยทั้งหูและสมอง " ตลอดเวลา มันเหมือนฟังเสียงผ่านวิทยุที่คลื่นไม่ชัด เสียงอาจดัง แต่ไม่ชัดเจน บางคำหาย บางคำเบลอ ต้องใช้พลังประมวลผลเยอะมากในการ "เดา" ว่าคนพูดว่าอะไร คนหูดีแค่ "ฟัง" แต่คนหูตึงต้อง ฟังและแปลเสียงที่เพี้ยน เดา เติมช่องว่างตลอดเวลา

ที่ผ่านมาเข้าถึงการเรียนได้อย่างไร

ผมมีอาการพูดไม่ชัดมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ว่าที่บ้านไม่รู้ว่าผมพิการหูตึง เขาก็ส่งผมเข้าเรียนโรงเรียนปกติเลย แต่อาการที่จะชัดมากๆ คือผมพูดไม่ชัด เวลาเรียนก็เกรดออกไม่ดี เพราะเสียงที่ได้ยินมันเพี้ยน ผมไม่สามารถพูดร.เรือ ส.เสือ ท.ทหารได้ ไม่ได้ยินเสียงที่ลมที่ออกจากไรฟัน แยกเสียงส.เสือกับซ.โซ่ไม่ได้ด้วย ภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่สามารถออกเสียงตัว S ES ได้

เกรดผมตอนเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยมต้น เลยเป็นเกรดที่ไม่ดี อยู่ประมาณ 2.00-2.50 เพื่อให้ผ่านเกณฑ์เท่านั้นเอง ผมมาเริ่มรักษาหูตัวเองจริงจังช่วงมัธยมปลาย อายุประมาณ 17-18 ปี ผมก็ได้เครื่องช่วยฟังมาเป็นแบบแขวนหลังหู ตอนนั้นแหละเกรดการเรียนผมถึงดีขึ้นจาก 2.00-2.50 ก็ขยับมาเป็น 3.00-3.50 มันมีผลมากกับการได้ยิน ครู เพื่อนที่ช่วยเราเรื่องเรียน สภาพแวดล้อมมันมีผลหมดเลย

สมัยเรียนมัธยมปลาย จะมีวิชาภาษาอังกฤษ ที่ชอบให้สอบเขียนตามคำบอก เติมคำในช่องว่าง ผมจะมีปัญหากับวิชาพวกนั้น มีครั้งนึงเขาให้สอบฟังเทป แบบเปิดจากวิทยุ แล้วเติมคำในช่องว่าง ผมไม่สามารถเติมคำได้เลย เพราะจับศัพท์ไม่ได้ว่าพูดอะไร สุดท้ายการสอบรอบนั้น ผมได้ 0 คะแนนไปแบบงงๆ ทั้งๆ ที่ผมก็แจ้งอาจารย์ผู้สอนแล้วว่าผมเป็นคนหูตึง แต่เหมือนอาจารย์เขาไม่เข้าใจ

เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องการดูแลคนพิการ สุดท้ายผมเลยไปบ่นให้แม่ฟัง บังเอิญอาจารย์ท่านนี้เป็นเพื่อนกับน้าผม แม่ผมเลยไปบอกแก อาจารย์เลยเสนอให้ผมสอบใหม่ แต่สอบเทปเดิม ฟังแบบเดิม ซึ่งผมก็ปฏิเสธไม่สอบ เพราะผมจับศัพท์ไม่ได้เหมือนเดิม ถ้าให้เปรียบมันเหมือนการไปถามคนตาบอดสี ในสีที่เขาบอดว่าสีนี้คือสีอะไร มันก็จะได้แบบเดิมๆ ที่มันไม่ตรงกับสีที่คนถามเห็น

หรือวิชาภาษาไทย ก็ยากสำหรับผมเหมือนกัน เรื่องการผันวรรณยุกต์ต่างๆ เพราะหูผมเพี้ยน ดังนั้นเวลาผันเสียง หรือต้องกาคำตอบว่าเสียงเอก โท ตรี สามัญ ผมก็จะตอบผิดๆ ถูกๆเหมือนกัน

มหาวิทยาลัย

พอโตขึ้นมาหน่อย มาเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น นึกว่าอาจารย์จะมีความเข้าใจและการดูแลคนพิการมากขึ้น แต่ไม่เลย เกิดกับวิชาเดิมๆ คือวิชาภาษาอังกฤษ ก็จะยังมีสอบฟัง เขียนตามคำบอกเหมือนเดิม ผมก็แจ้งอาจารย์แบบเดิมว่าผมหูตึงนะ ใส่เครื่องช่วยฟังนะ ตอนนั้นเป็นการเขียนตามคำบอก มีคำศัพท์ให้ไปจำมา 20 คำ ผมจำได้หมด

โดยปกติถ้าเป็นต่างประเทศ ถ้ารู้ว่านักศึกษาพิการทางหูเข้าร่วมสอบ เขาอาจให้คนหูดีสอบก่อน หรือให้คนพิการสอบก่อน กลุ่มใดกลุ่มนึงสอบก่อน เพื่อจะได้ปรับความเร็ว-ช้าการพูดคำศัพท์ให้นักศึกษาเขียนตามคำบอกได้ทัน แต่ว่าปรากฎว่าวันนั้น อาจารย์ไม่แยกกลุ่ม คือให้นักศึกษาสอบรวมกันทั้งคนหูดีและคนหูตึงเลย ซึ่งจากที่ผมจะได้คะแนน 20 คะแนนเต็ม เพราะจำได้ทุกคำ ผมเขียนได้ 15 คำ เพราะจำศัพท์ไม่ได้ว่าอาจารย์พูดว่าอะไร คือเขาพูดด้วยความเร็วปกติ แบบที่นักศึกษาหูดีก็ฟังไม่ทันเลย การเป็นว่าวันนั้นผมเฟลมาก ทั้งๆ ที่จำคำศัพท์ได้ทั้ง 20 คำ แต่มาเสียเพราะจับศัพท์ไม่ได้ว่าอาจารย์พูดอะไร

พอมันเกิดปัญหาแบบที่ผมบอก เรื่องการเรียนสำหรับผมมันเลยหนักมากๆ เพราะการได้ยินเราไม่ดีเท่าคนอื่น ผมก็ไปปรึกษากับศูนย์ DSS ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอนนั้น ประมาณปี 60-61 ว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไงได้บ้าง แต่เหมือนเจ้าหน้าที่ DSS เองก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องคนหูตึง เพราะส่วนมากนักศึกษาในนั้นจะเป็นคนตาบอดหรือวีลแชร์มากกว่า พอมาเจอผมที่เป็นคนหูตึงเขาก็ช่วยเหลือผมไม่ถูก

ตอนนั้นผมบอกเขาไปว่าผมตามที่อาจารย์สอนไม่ทันเลย พอจะทำซับไตเติ้ลให้ผมได้ไหม อัดคลิปวีดิโอย้อนหลังทำซับไตเติ้ลได้ไหม สิ่งที่เขาเสนอมาตอนนั้นคือให้เครื่องอัดเสียงกับผม ไปอัด แล้วให้ผมไปแกะเอาเอง นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของเขา ซึ่งนึกภาพออกมั้ยว่าเราหูไม่ดีอยู่แล้ว แล้วให้เราเอาเครื่องอัดเสียงไปอัด สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพราะเรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ

ทีนี้ผมก็มาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะข้อดีของรามคือมีคลิปวีดิโอย้อนหลังให้ จะมานั่งดูตอนไหนก็ได้ ไม่มีการเก็บคะแนนกิจกรรม มีแต่คะแนนสอบล้วน 100 % เลยซึ่งมันสะดวกมากสำหรับคนพิการ และก็มีศูนย์ DSS ด้วย แต่ก็ไม่ต่างจากที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาก คือเน้นช่วยคนตาบอด กับวีลแชร์ เพราะผมเฝ้าดูมาหลายปีมากว่าคลิปวีดิโอย้อนหลังจะมีซับไตเติ้ลตอนไหน แต่มันไม่มีเลย คือเป็นยังไงก็แบบนั้นเลย ผมคิดว่าถ้าเขาเข้าใจเรื่องคนหูตึงจริงๆ เขาน่าจะเสนอทำเรื่องไปแล้ว เพราะมันก็เป็น การอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง มันไม่ควรต้องมีคนพิการคนไหนมาบอกว่าคุณต้องทำ ทั้งๆ ที่คุณเป็นศูนย์ DSS ของมหาวิทยาลัย

สื่อการสอนที่เข้าไม่ถึง

ผมเคยไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2-3 รอบ ที่นี่เป็นมห

าวิทยาลัยระบบเปิด เขาเน้นในเรื่องของการอ่านหนังสือสอบ ถ้าคุณทำข้อสอบได้สอบผ่าน ก็คือจบ แต่ก็มีคลิปบรรยายให้ไปดูในระบบ Course on demand เป็นคลิปวิดิโอย้อนหลัง แต่ละคลิปจะมีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง จนกว่าจะจบคอร์ส แล้วก็มีบรรยายสรุปให้ด้วย แต่ว่าข้อเสียเลย คือปรับความเร็ว-ช้าของคลิปไม่ได้ ไม่มีล่ามสำหรับคนหูนวก ไม่มีซํบไตเติ้ล ไม่มี Live transcribe และไม่มีเอกสารประกอบการเรียน

บางครั้งคลิปในระบบ Course on demand ก็เป็นคลิปเก่าไม่อัพเดท เป็นอาจารย์ที่เกษียณไปแล้วสอน แต่คนออกข้อสอบเป็นคนละคนกันก็มี ในส่วนภูมิภาคเหมือนจะได้ไม่เท่าส่วนกลาง ส่วนกลางจะได้คลิปวิดิโอใหม่ล่าสุดเลย ส่วนภูมิภาคหลายครั้งเป็นคลิปเก่าที่อาจารย์เกษียณไปแล้วยังสอนอยู่ มันก็แสดงถึงความเหลื่อมล้ำอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้ไม่เท่ากัน ทั้งๆที่เรียนมหาลัยเดียวกัน เสียค่าเทอมเหมือนกัน คือเพราะเป็นแบบนี้ นักศึกษาส่วนภูมิภาคเลยต้องไปดูคลิปบรรยายกับส่วนกลางด้วย เพราะคลิปวิดิโอการสอนของส่วนภูมิภาคไม่อัพเดท แต่ไม่ว่าจะส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค มีเหมือนกันคือ 1.ปรับความเร็วไม่ได้ 2.ไม่มีซับไตเติ้ล 3.ไม่มีล่ามภาษามือ

วิชาไหนยาก หรือรู้สึกว่าเข้าไม่ถึง

สำหรับผม ตอนนี้ผมติดแหง่กอยู่ที่วิชานิติกรรม เพราะเป็นวิชาที่ต้องลงรายละเอียดดีเทลเยอะมาก การนับอายุ การทำนิติกรรมรูปแบบต่างๆ โมฆะ โมฆียะ ความสามารถของผู้ทำนิติกรรม กลฉ้อฉล นิติกรรมอำพราง คือรายละเอียดมันเยอะมาก แล้วคนสอนดันเป็นคนที่พูดเร็ว ผมก็เหม่อลอยเลย คือแกะยังไงก็แกะลำบาก แกะยากแกะไม่ทัน แล้วเราต้องแกะแบบนี้ทุกวิชา มันเหนื่อยมาก

พวกวิชาทั่วไปผมไม่มีปัญหามาก เพราะตอนนี้รามไม่มีสอบแบบฟัง มีแต่ข้อกากับข้อเขียนอย่างเดียว ผมเลยสบายใจมาก แต่จะไปหนักใจตรงที่ไม่มีซับไตเติ้ลให้เลย คนอื่นเรียน 1 ชั่วโมง คือจบใน 1 ชั่วโมง แต่ 1 ชั่วโมงของเขาคือ 3 ชั่วโมงของผม แล้วผมไม่สามารถเรียน 3 ชั่วโมงแบบนี้ได้ในทุกวิชา

ในขณะที่คนหูดีใช้พลังสมอง 100 หน่วยในการเรียน คนหูตึงแบบผมต้องใช้ถึง 150–180 หน่วย ขึ้นอยู่กับบริบท เพิ่มภาระทางสมองและอารมณ์ในการเรียนรู้ประมาณ 40–80% โดยเฉลี่ย  ถ้าพูดให้เห็นภาพเลย คือคนหูดีอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง = คนหูตึงใช้พลังเท่ากับ 1.5 ชั่วโมงขึ้นไป

การที่คนหูตึงแบบผมเรียนได้ พูดได้ ทำได้ ไม่ได้แปลว่า “ไม่ลำบาก” แต่มันคือ “การที่เราต้องพยายามมากกว่าเดิม” แค่เพื่อให้เท่ากับจุดเริ่มต้นของคนหูดีคนอื่นๆ

การเข้าถึงการศึกษาของคนหูหนวก-หูตึง

จากที่ผมสัมผัส สถาบันการศึกษาต่างๆจะเน้นไปที่พิการทางกายภาพ กับคนตาบอดมากกว่า คนที่พิการทางหูจะเหมือนถูกทอดทิ้งไปเลย ช่วงปี 60 ตอนนั้นเป็นปีที่ผมสมัครมหาวิทยาลัย ผมก็ไปไล่ดูตามมหาลัยต่างๆ ว่าเขารับโควต้าคนพิการกี่ประเภทกี่คน ซึ่งผมจะเน้นดูที่คณะนิติศาสตร์เป็นหลักเลย โควต้าคนพิการ ของมหาลัยเชียงใหม่ คณะนิติศาสตร์ ปี 60 ตอนนั้นเขารับคนหูตึงนะ แต่รับแค่คนเดียว ด้วยวิธีการเขียนเรียงความ

ที่นี้พอไปดูที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ปี 60 เหมือนกัน นิติศาสตร์รับคนพิการนะ แต่รับแค่คนตาบอด แล้วรับแค่ 3 คนเท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคนพิการมีถึง 7 ประเภทเลยนะ แต่เขาเน้นรับแค่ 3 ประเภทเท่านั้นเอง คือตาบอด กายภาพ และหูตึง ส่วนประเภทที่เหลือเหมือนให้ไปเอาตัวรอดเอง ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงคนหูหนวกด้วย ที่ต้องไปเอาตัวรอดเอง

แต่ยังไงผมมองว่าเรื่องโควต้าคนพิการในมหาลัยมันดีขึ้นนะ อย่างมหาลัยธรรมศาสตร์ตอนนี้ก็ไม่ได้เอาแค่คนตาบอดอย่างเดียว คณะนิติศาสตร์รอบโควต้าคนพิการ ปีล่าสุด ผมเห็นว่ารับคนหูตึง คนพิการทางกายภาพเข้ามาด้วยแล้ว อาจประเภทละ 2-3 คน แต่คือมีรับเข้ามาแล้ว คณะละไม่เกิน 10 คนซึ่งสำหรับผม ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี มันควรเป็น 10-20 % จากนักศึกษาทั้งหมดของคณะนั้นตามชั้นปีเลย

ในความเป็นจริงคนหูหนวกส่วนมากเขาจะเรียนโรงเรียนการศึกษาพิเศษกัน เพราะเขาต้องใช้ภาษามือเป็นหลัก แล้วดันมีแค่วิทยาลัยราชสุดาของมหาวิทยาลัยมหิดลเท่านั้น ที่รับคนหูหนวก ซึ่งจะเปิดรับทุก 2 ปี และก็รับในปริมาณที่ไม่เยอะ เหมือนครึ่งนึงรับคนหูดีเข้าไปเรียนเป็นล่าม อีกครึ่งจะเป็นคนหูหนวก คนหูหนวกก็เหมือนถูกผลักให้ไปเอาตัวรอดเองไม่ต่างกับคนพิการประเภทอื่นๆ อย่างคนที่ผมเคยสัมภาษณ์เขามา เขาเรียนราชภัฎอุดรธานี เพราะมีคณะที่ชื่อว่าการศึกษาพิเศษ เขาก็สมัครเข้าไปแล้วติด แต่พอเข้าไปเรียนจริงๆ ไม่มีล่ามภาษามือให้ อาจารย์ก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องคนหูหนวกด้วย แต่ดีหน่อยที่คณะยังพยายามปรับ ด้วยการให้คนหูหนวกมีบัดดี้เป็นคนหูดีมาช่วยเรื่องการเรียน หรือเวลาการสอบคนหูหนวกอาจต้องเขียนตอบเหมือนคนหูดีเลย แต่อาจารย์เขาจะหยวนเกณฑ์ให้ เพราะว่าไวยากรณ์ภาษามือกับภาษาพูดของเรากับเขาไม่เหมือนกัน อาจารย์เขาก็จะหยวนให้ว่าถ้าเขียนมาแล้วรู้เรื่อง ตอบถูกก็ให้คะแนนนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีของมหาลัยราชภัฎอุดรธานีเลย

ข้อเรียกร้อง ข้อเสนอการปรับปรุง หรือสิ่งที่อยากเห็นคืออะไร

ผมเสนอกับทางมหาลัยไปว่า “เพื่อให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เท่าเทียมตามหลักการ มหาวิทยาลัยสำหรับทุกคน (Inclusive University) ผมขอเสนอแนะแนวทางดังนี้

1.จัดทำสื่อการเรียนที่มีซับไตเติลหรือบทถอดความทุกวิชา

2. จัดบริการสนับสนุน เช่น ผู้ช่วยจดบันทึกหรือนักศึกษาจิตอาสา

3. อบรมอาจารย์และเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจการสอนและการบริการนักศึกษาพิการ

4. พัฒนาและเสริมศักยภาพศูนย์บริการนักศึกษาพิการให้รองรับความต้องการของนักศึกษาหูตึงอย่างครบถ้วน”

ทั้ง 4 ข้อนี้คือเบื้องต้น จริงๆ มันมีปัจจัยอื่นๆด้วย แต่ว่ารามคำแหงเขาทำมาแล้วบางข้อแค่ทำไม่ครบ เช่น การมีผู้ถอดบทเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ ล่ามภาษามือ (ถ้าใช้ ,การมีความเข้าใจและสนับสนุนจากอาจารย์และเพื่อน เช่น การพูดช้า ชัดเจน หัน หน้ามาทางผู้เรียนเวลาพูด, การใช้ เทคโนโลยีเสริม เช่น แอปพลิเคชันแปลงเสียงเป็นข้อความ

ผมอยากเห็นคนพิการจบปริญญาตรีเยอะกว่านี้ ถ้าใครที่ติดตามเรื่องการศึกษาของคนพิการ น่าจะทราบมาบ้างว่าคนพิการในไทยจบปริญญาตรีแค่ 1 % เท่านั้นเองทั้งประเทศ ตัวเลขนี้อ้างอิงจากกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนะ ตัวเลขนี้บ่งบอกอะไรเราบ้าง มันสะท้อนว่าคนพิการถูกบีบให้หลุดจากระบบการศึกษาเยอะมาก ไม่ว่าจะระดับช่วงชั้นไหนก็ตาม ซึ่งพอถูกบีบให้ออกจากระบบการศึกษา ตัวเลือกในการทำงาน ตลาดแรงงาน หรือกระทั่งหนทางในการเอาตัวรอดก็จะน้อยลงไป สุดท้ายคนพิการที่ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ก็จะตกเป็นภาระของสังคม ซึ่งผมอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ตรงนี้ของคนพิการ

จริงๆเรื่องข้อเสนอ สำหรับผมถ้าเขาลงมือทำซับไตเติ้ลให้ทุกวิชา และอัพเดทคลิปใน Course on demand รวมถึงอัพโหลดเอกสารประกอบการเรียนให้ ผมมองว่าโอเคแล้ว

ให้ดีกว่านี้ก็มีคลิปล่ามภาษามือข้างๆ ด้วย ก็จะช่วยเปิดโอกาสกับคนหูหนวกให้มาเรียนรามมากขึ้นด้วย ผมเลยคิดว่าเขาไม่น่าปฏิเสธด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นหน้าที่ของมหาลัยอยู่แล้วที่ต้องอำนวยความสะดวกตรงนี้ให้นักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ตาม พ.ร.บ.คนพิการ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) คือมันไม่ใช่ทางเลือก ผมเลยนึกไม่ออกว่าเขาจะปฏิเสธยังไง หรือจะเสนอทางเลือกใหม่มาแบบไหน

ในส่วนของคนหูหนวกผมอาจพูดได้ไม่เต็มร้อย เพราะผมไม่ใช่คนหูหนวก จริงอยู่ที่หูของผมอาจหนวกแล้ว 1 ข้างจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม แต่ในความคิดของผมมันมีหลายข้อมากๆ จากการที่ผมทำเรื่องการศึกษาของคนพิการจนมีหนังสือการ์ตูนของตัวเอง ผมจะเสนอรวมๆเชิงนโยบายแบบนี้

1. ต้องมีการอบรมบุคคลากรทางการศึกษา ในเรื่องการดูแลคนพิการขั้นพื้นฐาน มีการทดสอบความรู้หลังอบรม รวมถึงการตรวจสอบทัศนคติของครูผู้สอนเรื่องคนพิการ

2. มีการทำคลังข้อมูลส่วนกลางของสถานศึกษาที่เปิดรับคนพิการร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยต้องมีการประชาสัมพันธ์ โปรโมท และอัพเดทเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายอยู่เสมอ

3. บังคับให้สถานศึกษา ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพรวมถึงปลอดภัย

4. เลิกจำกัดจำนวนและประเภทของคนพิการในการสมัครเข้าสถานศึกษา ให้สถานศึกษาวิเคราะห์เป็นกรณีไป

5. ตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องการศึกษาของคนพิการโดยตรง ให้เข้าไปตรวจสอบ ประเมิน ตักเตือน และลงโทษสถานศึกษา เพื่อคุ้มครองคุณภาพชีวิตคนพิการ

6. มีการเปิดหลักสูตรภาษามือขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาทุกจังหวัด อย่างน้อย 2 ที่

7. กระตุ้นการสร้างล่ามภาษามือในต่างจังหวัดเพื่อช่วยเหลือคนพิการอย่างน้อย 2 ที่ในจังหวัด

8. เปิดอบรมหลักสูตรคนพิการให้ประชาชนสามารถเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของคนพิการในทุกจังหวัด อย่างน้อย 2 ที่

ทั้งหมด 8 ข้อนี้ ถ้าทำได้ ผมคิดว่าคุณภาพชีวิตของคนพิการจะดีขึ้นแน่นอนเพราะว่าสำหรับผมแล้ว “การศึกษามันไม่ใช่เรื่องวิชาการอย่างเดียว แต่มันคือสิทธิและคุณภาพชีวิต” ดังนั้นไม่ใช่แค่คนหูตึงหรือหูหนวกที่จะมีคุณภาพชีวิตด้านการศึกษาที่ดีขึ้น แต่เป็นคนพิการทุกประเภทเลยที่จะมีสิทธิและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม