Skip to main content

โพสข้อความของ ศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก ถึงเรื่องราวความพยายามในการสมัครสอบผู้พิพากษา ซึ่งผลคือไม่แม้แต่จะมีชื่อปรากฏการเป็นผู้มีสิทธิสอบ นั่นทำให้เกิดความคลางแคลงใจแก่ตัวเขาและหลายๆ คน ทั้งว่าทำไมมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่กลับไม่มีชื่อ

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเขา ย้อนกลับไปปีก่อนในสนามสอบเดิม ชื่อของเขาก็ไม่เคยปรากฏบนรายชื่อของผู้มีสิทธิสอบเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่เขาได้รับคือการมี “ผู้ช่วยเขียน”โดยให้เหตุผลว่า ผู้ช่วยเขียนอาจปะปนคใามคิดเห็นเข้าไปในในเนื้อหา ทว่า แม้ในปีนี้เขาจะยืนยันเข้าไปเขียนด้วยตัวเองในห้อง ก็ยังไม่มีรายชื่อของเขา

เพื่อขยายความเข้าใจให้ชัดเจนมากขึ้น เราคุยกับ ทนายเคน ศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ตั้งแต่การเรียน ความตั้งใจ และการต่อสู้เพื่อให้ได้เข้าห้องสอบผู้พิพากษา

กว่าจะได้เป็นทนาย

เคน: ผมเกิดมาพร้อมกับอาการโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผมไม่เคยเดินได้เลย และนั่งวีลแชร์มาตั้งแต่กำเนิด ในวัยเด็กผมก็เรียนในโรงเรียนปกติเหมือนเพื่อนทั่วไป

โรงเรียนขยายโอกาสใกล้บ้านผมมีแค่ชั้น ม.3  ผมอยากเรียนต่อ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอาคารสถานที่ของโรงเรียนมัธยมปกติที่มักมีหลายชั้น ไม่มีทางลาด ไม่มีลิฟต์ ทำให้ผมไม่สามารถไปเรียนได้ จึงต้องไปเรียน กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองและหลังจากจบ กศน. ผมก็เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นระบบการเรียนทางไกลทั้งหมด

ทำไมเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์?

ตอนนั้นผมคิดว่าอยากจะใช้ชีวิตให้มีคุณภาพ มีศักยภาพ และอยากเหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ผมต้องการมีหน้าที่การงาน มีบทบาทกับสังคมและคนรอบข้าง ผมเลือกเรียนนิติศาสตร์เพราะเป็นวิชาที่ไม่ต้องใช้กำลังกายในการเรียนหรือการทำงาน สิ่งที่ต้องใช้คือสมอง การสื่อสาร วินัย และความขยัน

ผมเชื่อว่าผมสามารถเรียนและทำงานในสายงานกฎหมายได้เท่าเทียมกับคนทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นทนาย อัยการ หรือผู้พิพากษา เพราะอาชีพเหล่านี้ไม่ได้ใช้กำลังกาย แต่ใช้ความรู้ความสามารถ ผมคิดว่าไม่มีอาชีพใดที่เหมาะสมเท่ากับการเป็นนักกฎหมายสำหรับผมและการอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการเป็นความคิดมาตรฐานของเด็กเรียนกฎหมายส่วนใหญ่

อาชีพหลักๆ ในสายกฎหมายนั้นมีตำรวจ พนักงานสอบสวน อัยการ ทนายความ ผู้พิพากษา และนิติกร เฉพาะอัยการกับผู้พิพากษาเท่านั้นที่ต้องจบเนติบัณฑิตไทยก่อนจึงจะสอบได้ ส่วนทนายความ ตำรวจ หรือนิติกร สามารถสอบได้ทันทีหลังจบปริญญาตรี ผมอยากเป็นผู้พิพากษาและอัยการ จึงสมัครสอบเนติบัณฑิตพร้อมกับสมัครสอบทนายความเลย

ในช่วงที่กำลังเรียนหรือเป็นทนายความ มีคนตั้งคำถามกับคุณบ้างไหมเกี่ยวกับการเป็นคนพิการในสายงานนี้?

มี ส่วนใหญ่คนจะนึกถึงทนายความ และถามว่าผมจะเป็นทนายความ ไปว่าความในศาลได้อย่างไร ผมได้แต่คิดว่าถ้าเราเป็นนักกฎหมายที่เก่ง สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เดือดร้อนได้ พวกเขาก็ต้องหาวิธีพาเราไปศาลได้อยู่แล้ว ผมเคยแซวกลับไปด้วยว่าอย่าว่าแต่แบกผมเลย คนที่ทุกข์ร้อนถึงขั้นแบกช้างสามตัวขึ้นศาลเขาก็ยังทำ พอผมได้เป็นทนายความและแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานได้ตามปกติ คำถามเหล่านี้ก็หมดไป

ในการทำงานจริงในศาล มีปัญหาหรือคำถามเกี่ยวกับเรื่องร่างกายของคุณไหม?

ไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นทนายความฝ่ายตรงข้าม เจ้าหน้าที่ หรือผู้พิพากษา ทุกคนปฏิบัติต่อผมเป็นปกติ ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น มีบ้างคือเจ้าหน้าที่ รปภ. พยายามเข้ามาช่วยตอนเข้าศาล ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการการเดินทางของผมเอง

ผมพิสูจน์ให้เห็นแล้วตลอด 3​ ปีของการเป็นทนายความว่าผมไม่เคยทำให้คดีเสียหายเพราะเรื่องร่างกาย สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ 100% การจัดการเวลาเดินทางหรือขึ้นศาลให้ตรงเวลาเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ใช่เฉพาะคนที่ไม่แข็งแรง

ผมรับทุกคดี ทุกประเภท และทำงานคนเดียวที่บ้าน ไม่มีทีมทนายความหรือเสมียน ผมทำเองทั้งหมดตั้งแต่เตรียมเอกสาร ร่างคำฟ้อง ยื่นศาล ไปจนจบคดี ผมรับคดีหลากหลายและทำงานในหลายจังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วย ลูกความส่วนใหญ่มาจากโซเชียลมีเดียและจะมองเรื่องความรู้ความสามารถเป็นหลักอยู่แล้ว ผมเคยมีลูกความรายใหญ่ที่เลือกผมเพราะเขาเชื่อว่าผมจะสู้คดีให้เขาเหมือนที่ผมสู้ชีวิตตัวเอง คนที่เดือดร้อนจะไม่สนใจเลยว่าคนที่จะช่วยเขาได้เป็นใคร ร่างกายเป็นอย่างไร หรือเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะเขาต้องการคนที่ช่วยให้เขาชนะคดีได้

หลังจากนั้นผมจบเนติบัณฑิตช่วงกลางปี 2566  การสอบผู้พิพากษากำหนดว่านอกจากจบปริญญาตรีนิติศาสตร์และเนติบัณฑิตแล้ว ยังต้องมีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมาย 2 ปี และมีคดีไม่น้อยกว่า 20 คดี ผมครบคุณสมบัติทนายความ 2 ปี และมีจำนวนคดีพอดีช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 และพอเดือนมิถุนายน เขาก็เปิดสอบผู้พิพากษาพอดี ผมก็สมัครไปเลย

ก่อนมาถถึงเรื่องการสอบผู้พิพากษาเพื่อความเข้าใจอาจจะต้องย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ตอนสอบตั๋วทนายความครั้งแรก ผมเขียนข้อสอบไม่ทัน เพราะมือไม่แข็งแรงเหมือนคนทั่วไป อาจารย์คุมสอบเดินมาเห็นแล้วถามว่าทำไมไม่ขอคนช่วยเขียน ผมถึงได้รู้ว่าสนามสอบมีนโยบายให้คนที่มีปัญหาในการเขียนสามารถขอเจ้าหน้าที่ของสนามสอบช่วยเขียนได้ โดยที่เราบอกให้เขาเขียนตามที่เราบอก ผมจึงใช้บริการคนช่วยเขียนมาตลอดทั้งในการสอบทนายความและเนติบัณฑิต ที่สำคัญคือ ตั้งแต่นโยบายนี้มีมาเกือบ 10 ปี มีเพียงผมคนเดียวเท่านั้นที่สำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิตโดยการขอผู้ช่วยเขียน นี่เป็นเรื่องปกติของการสอบในสนามทั่วไป

แล้วการสอบผู้พิพากษาครั้งแรกของคุณเกิดอะไรขึ้น?

ผมสมัครสอบทางเว็บไซต์ และได้ส่งหนังสือขอผู้ช่วยเขียนตามไป โดยอ้างอิงถึงการสอบเนติบัณฑิตและการสอบทนายความ ทำให้สนามสอบผู้พิพากษารู้ว่าผมร่างกายไม่แข็งแรง ปกติแล้วผู้เข้าสอบจะถูกเรียกตรวจร่างกายหลังจากสอบผ่านข้อเขียนแล้ว แต่ผมถูกเรียกไปตรวจร่างกายล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม

ตอนแรกผมเข้าใจว่าเขาจะมาตรวจดูว่าผมไม่แข็งแรงจริงหรือไม่เพื่อพิจารณาเรื่องผู้ช่วยเขียน แต่เมื่อไปถึงที่กรุงเทพฯ แพทย์กลับพาผมเข้าห้องสำรวจสุขภาพจิต จากนั้นแพทย์ก็ถามถึงเรื่องการขอผู้ช่วยเขียน ผมอธิบายไปว่ามีเจ้าหน้าที่ของสนามสอบมานั่งโต๊ะเดียวกับผมและเขียนตามที่ผมบอกทุกอย่าง แพทย์ถามว่าแล้วคนอื่นจะไม่ได้ยินหรือ ผมอธิบายว่าห้องสอบเปิดแอร์เสียงดัง และเมื่อใกล้หมดเวลาที่ปิดแอร์ ผมก็ต้องกระซิบกับคนเขียน แต่แพทย์กลับบอกว่าวิธีการสอบแบบนี้ "ไม่สมควร" เพราะเป็นการสอบโดยใช้ "สองหัว" คือความคิดของผมและคนเขียนผสมกันในคำตอบ ผมพยายามโต้แย้งว่ามันไม่น่าจะผสมกันได้ เพราะผมต้องดูว่าข้อสอบที่เขียนลงไปนั้นตรงตามที่เราตั้งใจตอบหรือไม่ ซึ่งก็เหมือนกับการเบิกความในศาลที่เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์บันทึกคำตอบตามที่พยานพูด แต่แพทย์ก็ยืนยันว่าความคิดของคนเขียนจะต้องผสมลงไปด้วย

แพทย์บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าคุณเอาเปรียบคนอื่นมาสองครั้งแล้ว" ผมพยายามอธิบายว่าที่ผมขอมานี้ไม่ใช่ขอสะเปะสะปะ แต่เพราะเคยสอบแบบนี้มาแล้วทั้งในสนามเนติบัณฑิตและสนามสอบทนายความ ซึ่งเป็นสนามสอบที่มีมาตรฐานสูง

แพทย์ยังถามว่า "ถ้าไม่ได้สอบศาล ไม่ได้สอบอัยการ ชีวิตจะไม่มีความสุขแล้วเหรอ" ผมตอบว่าใช่ เพราะนี่คือความฝันของผมที่มุ่งมั่นมาเกือบ 10 ปี และอ่านหนังสืออย่างหนักถึงตีสี่ตีห้าในช่วงใกล้สอบ แพทย์กลับบอกว่าความฝันเปลี่ยนกันได้ถ้ามีข้อจำกัด และแนะนำให้ผมไปทำอย่างอื่นที่ไม่ต้องแข่งขันกับคนอื่น สุดท้ายแพทย์บอกว่าจะทำความเห็นให้คณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาว่า "ไม่ให้ผมมีสิทธิสอบ"

วันที่ประกาศรายชื่อสรุป ไม่มีชื่อผม เมื่อผมโทรไปสอบถาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่า "ขาดคุณสมบัติด้านร่างกาย" ตอนนั้นทำให้เกิดกระแสสังคมอย่างมาก ผมทำหนังสืออุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) โดยยืนยันว่าผมเป็นทนายความและทำงานได้อย่างเต็มที่ และจะสามารถทำหน้าที่ผู้พิพากษาได้อย่างสมบูรณ์เช่นกัน

ต่อมา ก.ต. มีคำชี้แจงว่า ผู้สอบขอคนช่วยเขียน และเห็นว่าการเขียนเป็นการผสมกันระหว่างกระบวนการความคิดของผู้สอบกับผู้เขียน จึงตัดสิทธิในการสอบ ส่วนเรื่องที่ผมอุทธรณ์ว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น เป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ประเด็นในการตัดสิทธิ จึงไม่รับพิจารณา ผมเขียนหนังสือขอให้พิจารณาอีกครั้ง โดยอ้างถึงเนติบัณฑิตและสภาทนายความ รวมถึงตั้งคำถามกับประธานศาลฎีกาที่ดำรงตำแหน่งนายกเนติบัณฑิตด้วยว่าทำไมเนติบัณฑิตถึงอนุญาตให้คนเขียนได้ แต่พอมาเป็นผู้พิพากษาแพทย์กลับวินิจฉัยว่าไม่ยุติธรรม ผมยังโต้แย้งว่าการที่ผู้ช่วยเขียนบันทึกตามที่เราบอกนั้น ไม่ใช่การผสมความคิด เหมือนกับเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ที่บันทึกคำเบิกความของพยานในศาล แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบไป และ ก.ต. ก็ตีตกคำขอพิจารณาใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นประเด็นเดิม

ต่อมาผมได้ทำหนังสือขอรายงานการประชุม และได้รับมาในเดือนพฤศจิกายน ในรายงานการประชุมระบุว่า แพทย์ให้ความเห็นว่าผมเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง "ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือทำกิจวัตรประจำตัวได้ด้วยตัวเอง เช่น การรับประทานอาหาร แต่งกาย หรือถ้าจะเคลื่อนไหวไปไหนก็ต้องให้มีคนอุ้ม นั่งรถเข็น และต้องมีคนช่วยเข็นตลอดเวลา" อนุกรรมการจึงเห็นว่าไม่สมควรให้สอบ และที่ประชุมใหญ่มีมติเห็นตามนั้น

สรุปคือในรายงานประชุมไม่มีการพูดถึงเรื่องคนช่วยเขียนเลย ผมจึงเข้าใจว่าการชี้แจงต่อสังคมว่าตัดสิทธิเพราะเรื่องคนช่วยเขียนนั้น เป็นเพราะตอนนั้นกระแสสังคมร้อนแรงและไม่อยากให้คนมองว่าปฏิเสธคนเพราะเรื่องร่างกาย แต่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องร่างกายของผมเลย

ตอนที่ทราบคำชี้แจง ผมมองว่าในฐานะนักกฎหมาย เรื่องการขอผู้ช่วยเขียนเป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักคือเรามีคุณสมบัติครบถ้วนในการสอบหรือไม่ ถ้ามี ก็ควรมีสิทธิสอบ และถ้าเรื่องขอพิเศษไม่สมควรก็ควรตัดออกไป ไม่ใช่ตัดสิทธิในการเข้าสอบเลย ผมเสียใจแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นท้อแท้สิ้นหวัง ชีวิตผมสู้มาเยอะแล้ว ก็ต้องหาวิธีการต่อไป ผมไม่ยอมแพ้และพยายามหาหนทางต่อไป

แล้วการสอบผู้พิพากษาครั้งที่สองของคุณในปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

ปีนี้ผมไม่ได้ขอผู้ช่วยเขียนแล้ว แต่ขออนุญาตนำวีลแชร์เข้าห้องสอบได้ แต่ก็ไม่มีชื่อผมอีกเช่นกัน และครั้งนี้ไม่มีการเรียกไปตรวจร่างกาย ผมโทรไปสอบถาม เจ้าหน้าที่แจ้งเหตุผลว่า "พิจารณาจากภาพรวม" ผมพยายามถามว่าติดตรงไหน เพราะต้องบอกให้ชัดเจนว่าคุณสมบัติใดที่ขาดไป ไม่ใช่บอกภาพรวม แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจน ทำให้ผมยังไม่ทราบประเด็นที่แท้จริงของการไม่ผ่านการคัดเลือกในปีนี้ แต่ผมมั่นใจว่าคุณสมบัติอื่น ๆ ของผมครบถ้วนทุกอย่าง

ผมคิดว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผลและไม่น่าเข้าใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นในวงการกฎหมาย ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความยุติธรรม การที่บอกว่าผมจะไปปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาไม่ได้นั้นไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะผมยังไม่ได้สอบด้วยซ้ำ หากผมทำงานไม่ได้มาตรฐานขององค์กร ผมก็ต้องถูกออกเช่นเดียวกับทุกคน การสอบผู้พิพากษาเป็นข้อสอบที่มีมาตรฐานสูงมาก คนสอบหลายพันคนแต่ผ่านเพียงไม่กี่สิบคนในแต่ละปี ถ้าผมไม่มีศักยภาพจริง ผมก็คงสอบไม่ผ่านอยู่แล้ว และนั่นคือสิ่งที่ควรเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่องความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือของผู้พิพากษาที่คุณถูกตั้งคำถาม คุณมองอย่างไร?

ผมคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องร่างกายเลย เป็นเรื่องการทำงานโดยให้ความยุติธรรมกับผู้คน แค่นั้นก็มากพอแล้ว

ผมจะสมัครสอบไปเรื่อย ๆ ทุกปี ผมถือว่าผมยังไม่แพ้ ผมจะแพ้ก็ต่อเมื่อผมตายแล้วยังไม่ได้สอบเลย วันนี้ผมไม่ได้ลำบากอะไร ผมมีอาชีพทนายความที่ประชาชนไว้วางใจจ้างให้ว่าความ การเป็นผู้พิพากษาเป็นเพียงความฝันที่อยากทำให้สำเร็จเท่านั้น

ผมไม่ได้รู้สึกทุกข์ ท้อแท้ สิ้นหวัง เพราะผมเชื่อว่าถ้าผมบอกตอนเด็ก ๆ ว่าจะเป็นทนายความเป็นเนติบัณฑิต ก็คงไม่มีใครเชื่อผมเหมือนกัน ผมไม่เคยเรียกร้องอะไรพิเศษด้วยสภาพร่างกาย ผมต้องการแค่สิทธิในการสอบ และการสอบก็วัดผลกันอยู่แล้ว ไม่ได้กระทบอะไรกับใครเลย ผมไม่เสียเวลาชีวิตอะไรกับการสอบปีละครั้ง ที่เหลือผมก็ทำงานอาชีพทนายความและอาชีพเสริมตามปกติ

ผมไม่เคยเรียกร้องอะไรพิเศษด้วยสภาพร่างกายของผมเลย ตั้งแต่เด็กผมพยายามใช้วิถีของคนปกติทุกอย่าง สิ่งที่ผมต้องการวันนี้คือ สิทธิ์ในการสอบผู้พิพากษา ผมไม่ได้ต้องการเป็นผู้พิพากษาในทันที แต่ผมต้องการโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองในห้องสอบ และการสอบมันก็วัดผลกันอย่างยุติธรรมอยู่แล้ว