Skip to main content

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 Thisable.me จัดไลฟ์เสวนาเรื่อง “เมื่อคนพิการทางร่างกายเผชิญแผ่นดินไหว” เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากคนพิการทางการเคลื่อนไหวที่หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 คนได้แก่ อานันท์ ฉันทันต์ (เล็ก), กมลวรรณ กระถินทอง (ปุ๊กปิ๊ก)  และผศ.ดร. อรุณี ลิ้มมณี ดำเนินรายการโดย อรรถพล ศรีชิษนุวรานนท์ จากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ พุทธมณฑล

วันที่แผ่นดินไหวกำลังทำอะไรอยู่

อรุณี: อยู่คอนโดลุมพินีชั้น 8 กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ปลายสายบอกว่าแผ่นดินไหว ตอนนั้นคิดว่าลงไม่ทันแน่ๆ เพราะรู้สึกว่าสั่นแรงและนานมาก ถ้าตึกพังคงจะไม่รอด แล้วก็ได้รับข้อมูลจากกลุ่มไลน์มาเยอะแยะมากมาย พอรู้ว่าจะมี Aftershocks ก็รีบเก็บของออกจากห้อง และโทรหา รปภ.ที่ไม่ได้อยู่เวรให้มาช่วย ตอนนั้นลิฟต์สามารถใช้ได้แล้วเลยลงไปได้ เพื่อนห้องฝั่งตรงข้ามก็ให้แลกเบอร์กันเผื่อเกิดขึ้นอีกจะได้ช่วยกัน แต่คอนโดไม่มีอะไรเสียหาย ไม่มีรอยร้าวเลยสักนิด ทั้งที่ราคาไม่แพง

เราใช้เวลาในการออกจากคอนโดโดยลงลิฟต์ประมาณ 10 กว่านาที ซึ่งคิดว่าถ้าเกิดเหตุจริงๆ ต้องลงบันไดธรรมดา คนพิการใช้บันไดหนีไฟไม่ได้แน่นอน กรณีถ้าเกิดเหตุไฟไหม้กู้ภัยจะมีกระเช้ารับคนพิการที่ระเบียง คิดว่าแผ่นดินไหวก็อาจใช้วิธีนี้ได้แต่อาจใช้เวลาสักหน่อย

ปุ๊กปิ๊ก : วันนั้นไม่สบาย ทานยา กำลังจะนอนพัก อยู่บนคอนโดชั้น 17  ช่วง 13.20 น. รู้สึกว่าตึกและกระจกสวิง ตอนนั้นคิดว่าตัวเองหน้ามืด รู้ตัวว่าแผ่นดินไหวเพราะลูกบอลที่ตั้งไว้ตกลงมากับประตูห้องเปิดปิดเอง ได้ยินเสียงเศษปูนร่วงลงมา และเจอคนอื่น ๆ ออกมานอกห้องบอกว่าแผ่นดินไหวเพราะห้องอยู่ติดกับบันไดหนีไฟ สิ่งที่ทำคือติดต่อขอความช่วยเหลือจากคนที่จะช่วยได้ ถ้าอยู่ในห้องก็เสี่ยงไม่รู้ว่าตึกจะถล่มหรือไม่ จะลงลิฟต์ก็กลัวลิฟต์ตก พอมองว่ามีความเสี่ยงทั้งคู่จึงตัดสินใจลงลิฟต์มา 17 ชั้น ใช้เวลาทั้งหมด 4 นาทีในการลงมาข้างล่าง

เล็ก: วันที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่ที่ทำงานตึกสูง 31 ชั้น ตอนนั้นทานข้าวอยู่ชั้น 6 ยังไม่ทันเสร็จ กำลังซื้อน้ำอยู่แล้วแม่ค้าพูดว่ารู้สึกเหมือนหน้ามืดแล้วมาจับรถวีลแชร์ ถามเราว่า พี่เล็กรู้สึกว่ารถจะเสียไหม ทำไมรถโยกจัง เลยมองขึ้นไปข้างบนเห็นโคมไฟโยกเยก ทุกคนก็บอกว่าแผ่นดินไหวให้หนีออกจากตึกเร็ว จึงออกไปที่ลานจอดรถ แล้วไปชะงักว่าจะลงบันไดหนีไฟหรือทางที่รถวนขึ้นมาจอดดี เป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจและน่ากลัวมาก เพราะระหว่างที่ลงได้ยินเสียงของปูนแตก ตอนลงมารู้สึกเหมือนล้อหน้าจะพังเพราะกระแทกกับพื้นถนนที่เซาะเป็นร่อง และคิดว่าถ้าตึกถล่มก็คงจะเหงาอยู่ตรงนี้คนเดียวเพราะคนอื่นไปทางอื่นหมดแล้ว เราใช้เวลาประมาณ 2 นาทีกว่าในการลงมา

บทเรียนสำหรับครั้งหน้า และวิธีการจัดการตัวเอง

อรุณี: ปัญหาของคนพิการแต่ละประเภท อย่างทางหูหรือตา อาจจะได้การรับข้อมูลช้ากว่าคนอื่น แต่ของทางการเคลื่อนไหวเรารู้ว่ามีปัญหาในการรับข้อมูลหรือระบบเตือนภัย ถ้ามี Early warning system รวมถึง DIDRR (Disability-Inclusive Disaster Risk Reduction) คนพิการก็ต้องมีส่วนร่วมในทุกระดับของการจัดการภัยพิบัติ ต้องมีนโยบายทุกขั้นตอน ทั้งก่อนเกิด เตรียมการป้องกัน ระหว่างเกิด การอพยพ หลังเกิด ตัวเราเองได้สอนวิชานี้ด้วย เคยไปบรรยายหลายที่ก็พูดเรื่องนี้ ทางเลือกหนึ่งคือเราต้องเลือกอยู่อาคารที่สร้างหลังปี 2550 ที่มีกฎหมายบังคับให้รองรับแผ่นดินไหว ซึ่งเราก็ตรวจสอบคอนโดที่อยู่ด้วย ในส่วนของคนพิการต้องมีเพื่อนบ้านในการช่วยเหลือ เหมือนที่พังงาเคยมีสึนามิ โรงเรียนจะถูกมอบหมายให้พี่ม.3 อุ้มน้อง อ.1 เวลาเกิดเหตุต้องไปอุ้มน้องของตัวเองแล้วพากันอพยพไป อย่างคอนโดก็น่าจะมาปรับใช้ได้ ถ้าเกิดเหตุมาช่วยคนนี้ได้มั้ย มีทีมอาสาและเราเชื่อว่ามีหลายคนเต็มจะอาสาช่วย เหมือนอย่างที่เพื่อนบ้านอาสามาช่วยเราเป็นการส่วนตัว ซึ่งถ้าคอนโดมีการบริหารจัดการตั้งเป็นกลุ่มอาสาแบบนี้ก็น่าจะดี ถือว่าเป็น Lessons learned จากประสบการณ์จริงในครั้งนี้

เล็ก : เรื่อง SMS ถ้าทำได้ก็เป็นผลดีกับคนทุกคน ไม่ใช่แค่กับคนพิการ ทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ในเรื่องขั้นตอนต่างๆ อย่างมีมาตรฐาน มีการฝึกซ้อมอพยพคนพิการลงจากตึก อาจเพราะคนปกติไม่ได้นึกถึงคนพิการเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะราชการหรือเอกชน จึงอยากให้คุยและให้ความสนใจกับคนพิการมากขึ้น

ปุ๊กปิ๊ก : เห็นด้วยกับทั้งคู่ คนพิการไม่เคยได้ซ้อมอพยพ หรือวันที่ซ้อมก็ให้กลับบ้านก่อน อยากให้มีการซักซ้อมจริงๆ

รัฐและสังคมรอบข้างควรจะต้องทำยังไง กฎหมายของอาคารสูงควรที่จะต้องปรับมั้ย

อรุณี : จริงๆ ประเทศไทยมีการดูกรอบปฏิบัติการ Sendai Framework for Action พูดถึงเรื่องการจัดการภัยพิบัติและแผนการจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการ แต่กระทรวงอื่นยังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่ เค้ายังขาดการบูรณาการ การเชื่อมโยงกันว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยที่เกี่ยวข้องจะมีการรับมืออย่างไร

ปัจจุบัน พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ที่ความรู้เรื่องนี้แน่นอน แต่ปภ.(กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงอื่นๆ หลายกระทรวง จึงอยากเสนอให้มีคณะทำงาน คณะอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจก็ได้ ศึกษาเรื่องนี้เฉพาะ ต้องเป็นคนพิการด้วยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในกรรมธิการชุดนี้เพื่อที่จะศึกษาให้ข้อมูล แล้วจัดทำแผน เตรียมการรับมือสำหรับคนพิการเฉพาะเลย ภาษาอังกฤษก็คือ DIDRR ภาษาไทยจะเรียกชื่ออะไรก็ได้แต่ว่าเตรียมพร้อมสำหรับรับมือภัยพิบัติทุกกลุ่ม คนพิการและผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ต้องการจำเป็นพิเศษ ต้องมีนโยบายระดับประเทศเลย เพื่อที่จะกระตุ้นให้สังคมตระหนัก เรื่องที่สองคือสื่อต้องให้ความสำคัญ ถ้าเราได้สื่อมาช่วยกระจายข่าวคนก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น แผ่นดินไหวครั้งนี้ก็สร้างความตระหนักรู้ให้สังคมมากขึ้นว่าเมื่อเกิดเหตุทุกคนก็อยากรอดตาย ไม่ว่าจะไปสบายหรือไม่สบาย เราก็ไม่อยากตาย ดังนั้นควรจะมีการเตรียมการว่าทำยังไงเราถึงจะรอดด้วยกันหมด

คนที่อยู่ด้วยกันจะสามารถช่วยเหลือเรายังไงได้บ้าง

ปุ๊กปิ๊ก :  แบ่งเป็น 2 เคส 1.ไม่รู้จักเราเลย ให้เขาไปก่อนได้เลยเพราะเรายังมีความไวในการเอาตัวรอด 2.คนสนิท คิดว่าอุ้มลงไปได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเสี่ยงจริงๆก็ให้เขาไปก่อนเถอะ แล้วเราจะหาทางไปเอง ไม่ได้หมายความว่าตัวเองไม่มีค่า ถ้าคนอื่นต้องมาช่วยเราแล้วอาจจะเสียชีวิตหรือพิการ มันเสียหายมันมากกว่า เราจึงอยากเอาตัวรอดเอง

อรุณี : จริงๆ หลักการก็มีไม่เยอะ เอาวีลแชร์ลงคือเอาด้านหลังลง มีประคองหลังหนึ่งคน ประคองหน้าหนึ่งคนก็ได้แล้วค่อยๆ เอาลงมา มอบหมายว่าชั้นนี้ใครจะอาสาช่วย กลางคืน กลางวันใครจะช่วย ถ้าหลายคนก็ยิ่งดี อันนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่การแก้ที่ยั่งยืนต้องตั้งคณะทำงานเป็นนโยบายระดับประเทศเลย ต้องเป็นอนุกรรมาธิการ ดูแลในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เรื่องการจัดการภัยพิบัติในกลุ่มเปราะบาง แล้วอาจจะแยกไป กลุ่มคนพิการ  กลุ่มผู้สูงอายุ หรือใครที่ต้องการช่วยเหลือพิเศษ  โดยไม่ใช่แค่ตั้งแล้วหายไปแต่ต้องมี Action อยู่ตลอด มีประชุม มีการเตรียมการ และมีการซ้อม

มุมมองการทำงานในกทม. ที่มีแต่อาคารสูง คิดว่ามันจะกระทบต่อการจ้างงานของคนพิการมั้ย

อรุณี : ก็เกิดการกังวลทั้งสองฝั่ง ทั้งนายจ้างและคนพิการ  อาจจะมีผลในการตัดสินใจต่อการเลือกงานด้วยก็ได้

เล็ก : มองว่าเป็นหนึ่งข้ออ้างของนายจ้างที่ไม่รับเรา แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าสามารถเป็น Work from home ได้ไหม เพราะสมัยนี้เป็นโลกออนไลน์หมดแล้ว

ปุ๊กปิ๊ก : เห็นด้วยกับพี่เล็ก มองว่าขึ้นอยู่กับทัศนคติของนายจ้าง บริษัท เนื้อหาและวิชาชีพของการทำงาน

เรื่องที่อยากจะเพิ่มเติม

เล็ก : เรียนรู้จากคุณอรุณีว่าคนพิการควรจะเป็นมิตรกับคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมที่ไปอยู่ ทำให้เป็นผลดีสำหรับเราและคนที่อยู่ด้วย มองว่าเป็นการเชื่อสัมพันธไมตรีกับเพื่อนบ้าน แต่อาจจะยากสำหรับคนที่เป็น Introvert

ปุ๊กปิ๊ก : ประเทศไทยมีกฎและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับคนพิการเต็มไปหมด แต่ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามไม่ถูกนำมาปฏิบัติจริง ควรเป็นกฎหมายบังคับไปเลยว่าตึกไหนมีคนพิการ คนติดเตียง คนชรา ต้องมีแผนปฏิบัติ

อรุณี : นโยบายและแผน พอมีอยู่บ้าง แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ในวงกว้างทำให้คนไม่รู้ แล้วก็เรื่องการจะช่วยเหลือคนพิการยังไงเวลาเกิดภัยพิบัติ  อย่างการซ้อมคนพิการต้องทำยังไง ถ้าเกิดการเรียนรู้เชื่อว่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง นโยบายมีอยู่แต่ในทางปฎิบัติยังขาดตัวเชื่อม  องค์กรคนพิการก็น่าจะมีบทบาทตรงนี้ได้ จัดซ้อมในสถานที่ที่มีคนพิการแล้วค่อยขยายไปสถานประกอบการอื่นที่ในอนาคตอาจจะมีคนพิการมาทำงานด้วย