22 ก.พ.2568 Thisable.me, ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ พุทธมณฑล, Thisable.me, ประชาไทและโก๋แก่ จัดงานเสวนาเสรีภาพหรือเสรีพร่อง ภายใต้หัวข้อ ‘เสียวนาตอน ทำยังไงให้คุกคาม’ ชวนพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ ที่คนพิการเจอทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 คน คือ ติ้กกี้ ชะนีวีลแชร์, จ๋า รุจิเรข และแนน จากเพจ nan.nthip ดำเนินรายการโดยไหม จินจิรา
แต่ละคนเคยเจอประสบการณ์การคุกคามอย่างไรบ้าง
ติ้กกี้: มีคน DM มาในอินสตราแกรมเรา ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยแอคทีฟ ไม่เหมือนในเพจเฟซบุ๊กที่ลูกเพจจะรู้ว่าทำงานอะไร ก็มีคอมเม้นหรือการทักทายแย่ๆ บ้าง เช่น คนทักมาบอกว่าคนพิการทำงานไม่ได้หรอกแนะนำให้ไปเป็นกระหรี่ บางคนก็เม้นมาเลย บางครั้งเราก็กดลบไป บล็อกไป บางทีก็แคปมาให้คนอื่นได้อ่าน ตั้งแต่ทำเพจมาก็มีมาทุกรูปแบบ มาเม้นบ้างว่าอยู่ที่เดียวกันเลย เราก็ไม่ค่อยเจอซึ่งๆ หน้า แต่คิดว่าระวังตัวเองไว้ดีที่สุด เพราะกลัวว่า หากโต้ตอบแล้วไม่ถูกใจแล้วเขาจะมาตามตัวเราจริงๆ หรือเปล่า อย่างบางคนทักมาเรื่องขาที่เราเป็นอัมพาตช่วงล่างและขาลีบว่าชอบคนพิการที่ขาลีบ ขาผิดรูป เราก็รู้สึกแปลกๆ หรือบางครั้งเราทำคลิปวิธีการย้ายตัวจากตรงนี้ไปอีกที่ให้คนได้เข้าใจ แต่คนไปโฟกัสอย่างอื่น เช่น หน้าอก หรือขา เราก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
แนน: มีบ้างแต่ไม่ได้รุนแรงมาก เพราะเราสร้างภาพว่าเป็นสาวน่ารัก แฟนคลับส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างโอเค แต่ที่ไม่โอเคก็มี อย่างบางคนก็มาบอกว่าเคยเจอนะ รู้ว่าอยู่ที่ไหน มีคุกคามตัวต่อตัวที่ต่างประเทศ เขาตามเรามาจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีรสนิยมที่ชอบคนพิการ พี่ที่ไปด้วยก็เลยพาหนี สุดท้ายก็ไปเจอที่สถานีปลายทางอีก หรือในออนไลน์ก็มีคนอินบ๊อกมาหรือเจอคนแปลกๆ เช่น มีรูปโปรไฟล์เป็นคนพิการทั้งหมด เหมือนกับว่าเขารวบรวมรูปผู้หญิงพิการ
จ๋า: ไม่ค่อยเจอเหตุการณ์คุกคามออนไลน์ เพราะเราไม่ค่อยสนใจคอมเม้น แต่เคยเจอแบบประชิด อย่างตอนใช้แอพลิเคชั่นหาคู่ก็เจอบ้าง เช่น ถามว่าพิการแล้วทำอย่างนี้ได้มั้ย เคยเข้าม่านรูดมั้ย ไปโรงแรมมั้ย ถ้าจะเข้าเดี๋ยวพี่พาขึ้น พอไม่ได้เจอต่อหน้าก็สามารถโต้กลับไปได้ แรงมาก็แรงกลับ บางทีเราก็ชอบตอบคำถามที่คนสงสัย เช่น คนพิการมีเซ็กส์กันยังไง เราก็ทำคลิปตอบเจาะไปเลย

อะไรที่ควรถาม ไม่ควรถาม
แนน: เคยโดนคนแคปรูปจากคลิปแกะกุ้งกินข้าว ไม่วับแวม ไม่เห็นเนิน แต่พอคนเห็นเราไม่มีมือ เขาถามว่าล้างกียังไง เราไม่ได้เห็นโพสต์ แฟนคลับส่งมาให้ แต่ขี้เกียจจ้างทนาย เสียเวลา ก็เลยไม่ได้ทำอะไร จริงๆ บางเรื่องที่เป็นเรื่องในร่มผ้า คนปกติก็ไม่ถามกับคนอื่นที่ไม่รู้จัก หลายครั้งเราเคยเจอคำถามว่า ไม่มีมือเหรอคะ เราเลยบอกว่าเก็บไว้ที่บ้าน ก็ปั่นๆ ไป ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าคำถามเหล่านี้น่ารำคาญ มองว่าไม่น่าถาม แต่พอโตก็คิดว่าบางคนอาจจะสงสัยจริงๆ บางครั้งคำถามที่ไร้สาระสำหรับเราแต่คือโลกใหม่ของเขา เขาคิดว่าทุกคนต้องเหมือนกัน บางคำถามอย่างใส่เสื้อในยังไง เราเลือกตอบหรือไม่ตอบขึ้นกับว่า เขาเป็นแฟนคลับเราไหม ถ้าเขาติดตามเราจริงๆ ก็อาจจะตอบให้ บางคนก็มาหยอด เช่นจะแกะกุ้งให้คุณตลอดชีวิตเลยนะ ยิ่งถ้ามาในอินบ๊อกก็รู้สึกเหมือนโดนกระซิบเพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัว
ติ้กกี้: เป็นเรื่องปกติที่คนอยากรู้ ก็ถามกันได้ เช่น นั่งวีลแชร์แล้วเข้าห้องน้ำยังไง แต่บางอย่างก็ลึกเกินไปหรือส่วนตัวมากๆ ก็ลำบากที่จะตอบ เคยมีคนถามว่าอย่างงี้ตั้งครรภ์ได้ไหม คลอดยังไง เราก็อธิบายไปตามที่รู้ แต่ถ้าลึกหรือสุ่มเสี่ยงเกินไปเราก็รู้สึกกระอักกระอ่วน หรือคนที่มีเฟติช (Fetish) ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติในอินสตราแกรม ชอบชมแบบโฟกัสส่วน เช่น Your legs so sexy ทำให้เราไม่กล้าใส่บิกีนี่ไปเดินกายภาพในน้ำเพราะกลัวจะโฟกัสผิดจุด

เข้าหาแบบไหนทำให้รู้สึกหวาดกลัว
ติ้กกี้: บอกว่าเมื่อวานเจอด้วย บางคนก็ทัก บางคนระบุสถานที่พักเราก็รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่
แนน: เคยเจอคนทักว่า ผมเองนะครับที่วันนี้เจอในร้านอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นในไลฟ์บางทีก็เจอคนระบุที่พักเรา ชื่อคอนโด พอเป็นไลฟ์ก็ลบไม่ค่อยทัน จึงรู้สึกกังวลเพราะเรามีระบบป้องกันตัวเป็นศูนย์ ครั้งหนึ่งเคยนั่งมอเตอร์ไซค์ คนขับชวนคุยและชมว่าน่ารักจัง สวยจัง สักพักเขาหันกระจกมาทางหน้าเรา บอกว่า ผมขอมองหน้าคุณได้ไหมครับ เราติดเล่นก็บอกว่าไม่ได้ แม่หวง พอติดไฟแดง เขาบอกว่าไม่อยากให้ถึงเลย แต่เราอยากให้ถึงเร็วกว่านี้ หนีก็ไม่ได้ เลยอยากให้คิดสักนิดว่าที่เรายิ้มอาจไม่ได้ชอบ แต่ต้องตลกกลบเกลื่อน
จ๋า: คุณจะรู้สึกยังไงถ้ามีคนมาบอกว่าบ้านอยู่ตรงนี้หรือเปล่า เวลาเราเล่นแอพฯ เราเปิดเผยว่าเราพิการ ตอนพิการแรกๆ เราคิดว่าความพิการจะคัดกรองคน แต่พอเจอก็รู้ว่าความพิการบางทีก็ดึงดูดคนแบบนี้ที่มุ่งจะเอา ต่อให้เราจะแต่งตัวยังไง คุณฏ็ควรกลั่นกรองคำถาม บางคนก็มุ่งมาก มาถามว่าตั้งแต่พิการมายังไม่เคยมีอะไรกับใครเหรอ พี่ขอเป็นคนแรกได้ไหม เราเจออะไรแบบนี้เยอะจนมาเป็นเราในเวอร์ชั่นนี้ที่กร้านโลก แรงมาแรงกลับ
ครั้งหนึ่งเราเคยเจอแบบประจันหน้า ด้วยความที่เราเดินทางคนเดียวตลอด ก็เรียกรถเจ้าหนึ่ง ระหว่างทางคนขับก็ชวนคุยเช่น พิการเหรอไปทำอะไรมาเป็นปกติ แต่หลังจากลงรถ เขาก็จับวีลแชร์เราไว้ พยายามคุยแล้วจับขาเรา เราใส่ขาสั้น เขามาจับดึงไม่ให้เราไป ให้คุยก่อน ตอนนั้นเรากลัวและตกใจจนเป็นแพนิคไปเลยจะออกจากห้องต้องคอยดูว่ามีรถมาจอดหรือเปล่า และค่อนข้างระมัดระวังตัว ไม่นั่งข้างหน้า

การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไง
ติกกี้: แรกๆ มีบ้างที่รู้สึกแย่ แต่พอสักพักก็รู้ว่าไม่ชอบก็แค่ลบไป แต่ถ้าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็ยินดีตอบ อันไหนละลาบละล้วงไปก็ลำบากใจที่จะตอบ แต่ถ้าเป้นกรณีศึกษา เป็นประโยชนกับคนที่เพิ่งบาดเจ็บไขสันหลัง ก็ยินดี
แนน: เราพิการตั้งแต่เกิด ก็มีปมว่าคงไม่มีใครชอบ แต่พอโตมาก็มองว่า ถ้าเราไม่เป็นแบบนี้คนคงชอบไปแล้ว สงสัยมาตลอดว่ามีคนชอบเราจริงๆ ไหม แต่ก็พบว่ามีคนชอบเราและมีเยอะกว่าที่คิด อาจเพราะเคยมีคนพูดกับเราว่า จริงๆ ก็ชอบ แต่ติดที่พิการ เหมือนพูดในสิ่งที่เราไม่มีทางมีหรือเป็นได้ หลังจากนั้นก็เลยเน้นมีเดทออนไลน์ เจอผู้ชายในออนไลน์มากกว่า เพราะเราไม่ค่อยออกจากบ้านและจะบอกก่อนเลยว่า เราพิการ จะมาอ้างว่าไม่รู้ทีหลังไม่ได้
จ๋า: เราไม่ค่อยโฟกัสสิ่งที่เขาทำ แต่อยากให้เขารู้ว่าเราต้องการอะไร คนพิการควรทำได้ทุกอย่างเพราะเราก็เป็นคนๆ หนึ่ง คุณไม่ชอบให้คนไปตั้งคำถามกับตัวเอง ก็อย่าไปตั้งคำถามกับใคร เรามองว่าโลกออนไลน์ไม่ได้น่ากลัว เพียงแต่ต้องรับมือให้ได้ อยากให้พวกเราทำในสิ่งที่อยากต่อไป เข้าใจว่าโลกอินเตอร์เน็ตเข้าถึงง่าย พูดอะไรก็ง่ายแต่อยากให้คนมีการตระหนักรู้ว่าควรไม่ควร ไตร่ตรอง อยากรู้ได้แต่ต้องเรียบเรียงยังไงให้ไม่คุกคาม
