Skip to main content

“คนที่มีความพิการพอต้องออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านไป ก็ไม่ถูกเตรียมความพร้อมว่า คุณต้องดูแลตัวเองในเรื่องสุขภาพอย่างไร เพราะทุกคนโฟกัสแค่ว่าคุณกลับบ้านต้องไม่เป็นแผลกดทับ ต้องขาไม่เกร็ง เรื่องอื่นๆ พูดถึงน้อยมาก”

อาจเห็นเพราะความพิการมักถูกเห็นก่อน และสิ่งที่คนพิการคนหนึ่งต้องระมัดระวังเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองเมื่อมีความพิการก็มากมายเหลือเกิน จึงทำให้ปัญหาเรื่องสุขภาพด้านอื่นๆ ของคนพิการไม่เคยถูกพูดถึง จากการสำรวจพบว่า คนพิการหลายคนไม่รู้ หรือเข้าไม่ถึงสิทธิทางสุขภาพของตัวเอง ไม่รู้สึกว่าการตรวจสุขภาพนั้นจำเป็น และมองว่าการเข้าถึงอาจมาพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น

ชวนคุยกับวันเสาร์ ไชยกุล เลขามูลนิธิการดํารงชีวิตอิสระคนพิการ คนทำงานด้านสุขภาพที่เริ่มต้นทํางานที่ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการประจําภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือถ้าเรียกสั้นๆ ก็คือ APCD หลังจากนั้นก็มาทํางานเรื่องพัฒนาศักยภาพและความเป็นธรรมทางเพศของผู้หญิงพิการ และเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ ตั้งแต่ปี 60 จนถึงปัจจุบัน คุยกับเขาว่า ที่ผ่านมาสถานการณ์ด้านสุขภาพของคนพิการเป็นอย่างไร การขาดแคลนคนทำงานด้านสุขภาพทำให้คนพิการเผชิญกับปัญหาอย่างไร และการมีโครงการ ‘นักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ’ มีกลไกอย่างไรในการสนับสนุนให้เกิดเครื่อข่ายคนทำงาน

วันเสาร์ถ่ายรูปหน้าป้ายมูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระคนพิการ

เห็นว่าสุขภาพสำคัญตอนที่เริ่มกระทบกับตัวเอง

วันเสาร์: ช่วงแรกที่เราทำงานไปได้สองปีแล้วก็ต้องหยุดเนื่องจากว่ามีปัญหาสุขภาพ ตอนนั้นเป็นแผลกดทับอยู่สามปีบริเวณก้นกบข้างหลัง เราเสียเวลาไปสามปีแล้วก็สุดท้ายก็ต้องกลับมาทํางาน พอทํางานอีกที่นึงสักพักนึงก็ป่วยอีก ตอนนั้นเริ่มเห็นเริ่มเห็นแล้วว่าปัญหาเรื่องสุขภาพทำให้ต้องหยุดงาน การทํางานเลยไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้เราไม่เคยสนใจเรื่องปัญหาสุขภาพของตัวเองเลย ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องทางเดินปัสสาวะ ไปพบหมอที่โรงพยาบาลจุฬาฯ หมอศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ ก็พูดกับเราทํานองว่า จริงๆ แล้วมีเรื่องอื่นที่ควรจะต้องสนใจมากกว่าเรื่องปัญหาความพิการ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนพูดเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยสนใจเรื่องปัญหาสุขภาพอื่นๆ นอกจากความพิการอย่างการฟื้นฟู หมอจึงวางแผนระยะยาวสำหรับดูแลสุขภาพพื้นฐานให้

เรื่องสุขภาพของคนพิการมันเชื่อมโยงกันหมด ก็เลยทําให้รู้ว่านอกจากเรื่องดูแลแผลกดทับ ยังต้องดูแลระบบทางเดินปัสสาวะ และเรื่องสุขภาพอื่นๆ เช่น ไขมัน เบาหวาน ประกอบกับช่วงนั้นเราได้ยินข่าวคราวจากเพื่อนคนพิการที่เสียชีวิตปัญหาจากเรื่องสุขภาพ ก็เลยมองว่าหากประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่ดีอย่างน้อยตัวเราเมื่อมีความเจ็บป่วยก็เข้าถึงบริการ มีหน่วยสนับสนุนเต็มที่ โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะดูแลยังไง ทําให้เราเริ่มศึกษาระบบหลักประกันสุขภาพ และเห็นว่าในวงการคนพิการไม่มีใครทําเรื่องสุขภาพเลยหรือน้อยมาก อาจเพราะประเด็นคนพิการมีเรื่องที่ต้องทําเยอะแยะ เรื่องสุขภาพอาจจะเป็นเรื่องที่คนให้ความสําคัญก็ต่อเมื่อเราเจอปัญหา แล้วก็เป็นเรื่องยาก มีศัพท์การแพทย์อะไรเต็มไปหมด แต่พอเรามาสัมผัสแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้สําคัญมากและควรต้องทำ

คนพิการเข้าไม่ถึง ไม่รู้ ไม่มองว่าเรื่องสุขภาพนั้นจำเป็น

เริ่มแรกเลยก็คือ เขาไม่รู้เรื่องสิทธิเลย หรือถ้าเราตั้งคําถามว่าคุณรู้ไหมตอนนี้คุณใช้สิทธิสุขภาพอะไร ก็จะมีทั้งคนรู้และไม่รู้ หรือรู้แต่เป็นความเข้าใจผิด ไม่เข้าใจว่ามีผลประโยชน์อะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่า สิทธิคนพิการไปโรงพยาบาลไหนก็ได้ ขณะที่หรือบางคนก็ไม่รู้เรื่องโรงพยาบาล

ต่อมาคือ พอพูดถึงเรื่องสุขภาพกับความพิการ ก็จะถูกโฟกัสไปแค่เรื่องความพิการแต่ไม่พูดถึงเรื่องสุขภาพ คนที่มีความพิการพอต้องออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านไป ก็ไม่ถูกเตรียมความพร้อมว่า คุณต้องดูแลตัวเองในเรื่องสุขภาพอย่างไร เพราะทุกคนโฟกัสแค่ว่าคุณกลับบ้าน ต้องไม่เป็นแผลกดทับ ต้องขาไม่เกร็ง เรื่องอื่นๆ พูดถึงน้อยมาก ทั้งที่จริงแล้วสุขภาพที่ดีของคนพิการก็เป็นเรื่องพื้นฐานเหมือนกับทุกคน

สุขภาพที่ดีมี 4 มิติ คือ กาย จิต ปัญญา และสังคม อย่างน้อยกายต้องมีความแข็งแรงสมบูรณ์ รู้และเข้าใจว่าตัวเองมีข้อควรระวังอะไรในเรื่องสุขภาพ พอร่างกายแข็งแรงจะส่งผลกับจิตใจและปัญญา หลังจากนั้นคนพิการก็จะสามารถออกสู่สังคมได้ แต่โดยปัจจุบันพอเรามีความพิการ เราจะเริ่มต้นเข้าไปรักษาตามกระบวนการฟื้นฟู แต่ในระบบการฟื้นฟูตามกระบวนการแพทย์เน้นแค่เรื่องความพิการ ส่วนจิตใจและการเข้าสังคมยังมีน้อย จึงไม่สามารถทําให้คนพิการดูแล เข้าใจความพิการ แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้

เราเคยสัมภาษณ์หมอฟื้นฟูที่ทําเรื่องเพศ เขาบอกว่าจริงๆ แล้ว องค์ความรู้ของหมอมีเรื่องนี้นะ หมอต้องพูดเรื่องสุขภาพทางกาย เรื่องจิตใจ แล้วก็เรื่องการกลับไปใช้ชีวิต แต่เราเองก็สงสัยว่า ทําไมหมอไม่พูดกับคนพิการเรื่องการมีเพศสัมพันธ์หลังจากที่พิการแล้ว หมอบอกว่าพูดไม่ได้ เพราะว่า ณ เวลานั้นคนพิการเขายังไม่พร้อมที่จะพูดเรื่องนี้ ฉะนั้นองค์ความรู้เรามี แต่เราอาจจะยังมองว่า ไม่จำเป็น ไม่สัมพันธ์กัน

คนพิการคือคนที่ต้องกลับมาใช้ชีวิต

ทุกคนเป็นคนป่วยทั้งนั้น สามารถมีความเจ็บป่วยได้ตลอด แต่ความพิการไม่ใช่ความป่วยเพราะความพิการรักษาไม่ได้ แต่ถ้าคุณเจ็บป่วยนั้นต้องรักษา ความพิการต้องการการเข้าถึงกระบวนการฟื้นฟู พอฟื้นฟูเสร็จ รักษาเสร็จ คุณก็กลับมาใช้ชีวิต จริงๆ ในระบบบอกอยู่แล้วว่า รักษา ฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาใช้ชีวิต พอออกจากโรงพยาบาลเราก็ไม่ใช่คนป่วยแล้ว เป็นคนที่ต้องกลับมาใช้ชีวิต ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนป่วยอยู่ตลอดก็ส่งผลทางจิตใจและส่งผลไปถึงเรื่องสุขภาพด้วย

คนพิการที่สนใจสุขภาพมีน้อย แต่ทำงานกับคนพิการกันเองได้ดีกว่า

ตั้งแต่ปี 60 หลังถูกชวนเข้ามาทํางานเรื่องสุขภาพ สังเกตว่าคนที่ทํางานเรื่องนี้น้อยลง ถึงแม้มีคนที่เคยทํางานตั้งแต่ยุคพี่ต่อพงษ์ กุลครรชิต หรือก่อนหน้านี้ก็มีคนทำ แต่ก็นับว่าน้อยมาก และพอมาเจอช่วงรอยต่อยุค คสช.(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ทําให้คนทำงานหายไป พอปี 61 ทางสปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ก็ชวนเข้ามาทํางาน เราก็เลยเห็นว่า คนที่เคยทํางานเรื่องสุขภาพก่อนหน้านี้หายไปเพราะว่าพวกเขาอายุมากขึ้น สุขภาพแย่ลง และหลายคนต้องไปทํางานด้านอื่น อีกทั้งมีคนใหม่ๆ เข้ามาก็พบว่า งานด้านนี้ยากเกิน จนไม่ได้เข้ามาทํางานอย่างต่อเนื่อง ไม่มีคนที่เป็นตัวหลัก งานก็ขาดผู้ประสานงานที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายเข้ามาทํางาน เลยทําให้คนหายไป

เรื่องการขาดคนทำงานสะท้อนผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องสุขภาพด้วยว่า คนพิการเริ่มขาดไป ไม่มีกลไกที่เชื่อมต่อคนพิการเข้ามาทํางาน ฉะนั้น ทํายังไงให้มีคนพิการหน้าใหม่เข้ามาทํางาน ถึงแม้ว่าสิทธิประโยชน์มีคนคนขับเคลื่อนอยู่แล้ว แต่ว่าก็ควรมีตัวคนพิการที่เข้ามาทํางาน เราจึงมองว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องแรกที่น่าจะหยิบเข้ามาทํา ก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ในการสร้างคนทํางานรุ่นใหม่ขึ้นมา

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปกติแล้วคนพิการเขาทํางานกับคนพิการด้วยกัน เช่น เวลาลงพื้นที่ไปเยี่ยม ไปหาไปข้อมูล ส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว ทําให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนพิการมีส่วนสําคัญในการสร้างเสริมสุขภาพและให้ความรู้คนพิการด้วยกันเอง ฉะนั้นจะทํายังไงให้คนพิการสามารถใช้ทักษะเหล่านี้ผ่านกลไกรัฐในศูนย์บริการคนพิการทั่วไป เหมือนกับเพิ่มความรู้เรื่องสุขภาพให้กับคนพิการที่ทำงานอยู่แล้ว เลยเป็นที่มาที่ไปในการพัฒนานักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการด้วยกันเอง

คนพิการเวลาทำงานกับคนพิการด้วยกันเองนั้นง่ายกว่ารัฐทำงานกับคนพิการ แค่คนพิการเจอคนพิการด้วยกัน มันมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันโดยที่ไม่ต้องพูด เห็นหน้าปุ๊บก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเพื่อนกัน ไม่มีกําแพงในการคุย อาจจะมีความไม่สนิท ความเขินๆ อย่างเราเจอกัน เราก็อยากรู้ว่าอีกคนพิการอะไรมา คุณจัดการชีวิตตัวเองยังไง คุณดูแลชีวิตตัวเองยังไง แต่พอรัฐเข้าไปมันเป็นอีกแบบนึง คนพิการจะรู้สึกว่ารัฐมาทําไม

ต้องการอะไร ซึ่งจริงๆ เค้าก็มาด้วยเหตุผลที่เหมือนเราลงไปเยี่ยมนะ แต่ว่ามันไม่มีพื้นที่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ พื้นที่แห่งความเป็นเพื่อน อันนี้มันเป็นเรื่องแปลกที่แม้แต่หน่วยงานรัฐก็สะท้อนเสมอว่า ทําไมเวลารัฐลงพื้นที่ไม่เคยได้ข้อมูลเหมือนที่คนพิการลงไปด้วย หรือบางเรื่องพูดไปคนพิการก็ไม่ทำ แต่พอคนพิการด้วยกันเองพูดเขากลับทำ เรื่องนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเพื่อนช่วยเพื่อนหรือเพื่อนคนพิการที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ทําให้เกิดพื้นที่ในการทํางานร่วมกันได้แบบสนิทชิดเชื้อมากกว่าที่คนไม่พิการทํา ซึ่งเราก็เลยนิยามนักสร้างเสริมสุขภาพจะต้องเป็นนักสร้างเสริมที่เป็นเพื่อนคนพิการในลักษณะ Peer คือ มีชุดประสบการณ์เหมือนกัน ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นผู้ที่เหนือกว่า คนพิการรู้สึกว่าสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนสอบถามได้ เป็นเพื่อนที่เราพร้อมที่จะตอบคําถาม หรือถามในเรื่องที่เราไม่เคยถามจากหมอ และพยาบาล

ติดความรู้ให้คนพิการ เพื่อให้รัฐเชื่อว่าประชาชนร่วมแบ่งเบาภาระได้

เมื่อชัดเจนแล้ว เราก็มาใส่ความรู้ในเรื่องสุขภาพให้กับคนทํางาน ไม่ว่าทํางานด้านไหน เรื่องอะไรก็ตาม ก็ควรจะมีชุดความรู้เรื่องสุขภาพไว้ จนปี 63 สปสช.ชวนเครือข่ายประชาชน 9 ด้านมาทําแผนยุทธศาสตร์กัน พวกเราเครือข่ายคนพิการก็เข้าไปร่วม จนมียุทธศาสตร์ออกมา 5 ข้อ มีข้อหนึ่งที่พูดถึงการจ้างคนทํางานรุ่นใหม่ เราก็เลยเอายุทธศาสตร์มาทําโดยรับฟังความคิดเห็นจากคนพิการทั้งประเทศผ่านระบบซูม ความคิดเห็นล้วนไปทางเดียวกันคือ ต้องการสร้างคนทํางานรุ่นใหม่ ก็เลยตกลงร่วมกันว่าทําโครงการสร้างเสริมสุขภาพคนพิการเพื่อสร้างคนทํางานรุ่นใหม่ขึ้นมา

การใส่คําว่า ‘นักสร้างเสริม’ มันคือการท้าทายตัวเองว่า ทําไมคนพิการจะเป็นนักไม่ได้ ถึงแม้รัฐรู้สึกว่าคนพิการเก็บข้อมูลที่ดีได้ ได้ข้อมูลเยอะ แต่เขาก็อาจจะรู้สึกว่า คุณไม่ใช่นักวิชาชีพนะ ทําแบบนั้นได้ไง และบางครั้งเขาก็ไม่เชื่อว่าวิธีการลงไปเก็บข้อมูลของเราและสิ่งที่เรานําเสนอนั้นถูกต้องเพราะว่าเขาเอากรอบวิชาการมาจับเรื่องเล่าของคนพิการ

ฉะนั้นนอกจากการทำงานกับคนพิการ อีกส่วนก็คือการทำงานให้รัฐเชื่อว่า ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมแบ่งเบาภาระหน่วยงานภาครัฐหรือเป็นนักอะไรสักอย่างได้ แล้วรัฐก็ต้องสนับสนุนให้เราสามารถเข้ามาทําเรื่องพวกนี้ได้ เพื่อที่การทำงานจะได้หลุดออกจากกรอบที่มองว่ารัฐต้องทําให้ รัฐคิดให้ ประชาชนทำไม่ได้เพราะไม่มีมาตรฐาน อย่างไรก็ดี รัฐต้องช่วยกันออกแบบกระบวนการหรือเซ็ตมาตรฐานความเป็นนักที่ประชาชนทําได้โดยที่ไม่สูงเกินไป แต่ก็ต้องมีมาตรฐานที่ชี้วัดจับต้องได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้

เมื่อก่อนการทํางานของหน่วยงานรัฐกับเราค่อนข้างที่จะมีส่วนร่วมมากกว่านี้ รับฟังกันมากกว่านี้ ทําให้เกิดนวัตกรรม ชุดความรู้หรือว่ากระบวนการใหม่ๆ ขึ้นมาช่วงนี้สังเกตได้เลยว่าไม่ค่อยมีส่วนร่วม อาจเป็นเพราะความแข็งตัวของรัฐ รวมทั้งการหมุนเวียนคนทำงานของรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการโดยตรงก่อนหน้านี้ก็ทํางานกับคนพิการ สะสมองค์ความรู้ สะสมเครือข่ายคนพิการและทํางานอย่างใกล้ชิด เรียนผิดเรียนถูกมาด้วยกัน แต่พอถึงจุดนึงคนที่กลุ่มคนที่ทํางานเขาต้องไปเติบโตตามสายงาน คนที่

มาใหม่มีความรู้และชุดประสบการณ์ไม่ทันและไม่รู้อดีตความเป็นมา ฉะนั้นเขารู้สึกว่าวิธีที่ง่ายที่สุดคือเอาชุดความรู้ให้คนอื่นทําแทน เช่น อาจจะจ้างหน่วยงานอื่นทำ ก็ทําให้เริ่มมีระยะห่าง เริ่มมีรอยต่อกัน การบริหารจัดการของภาครัฐก็เริ่มมีตัวชี้วัด เริ่มมีการตรวจสอบมากขึ้น ทําให้เรื่องบางเรื่องที่มันเคยง่ายก็ยากขึ้น

ทุกคนเป็นนักสร้างเสริมสุขภาพได้

จริงๆ ทุกคนเป็นได้หมด แต่ถ้าเอาตามโครงการนี้ที่มุ่งเป้าหวังผล เราไม่คิดว่าจะเป็นใครก็ได้ เพราะต้องการตอบโจทย์ที่ว่าคนเข้าสู่กระบวนการนี้แล้วสามารถกลับไปทํางานได้จริง ฉะนั้นก็เลยมีการเปิดรับสมัครผ่านการกรอกใบสมัครเข้ามา มีคุณสมบัติเงื่อนไขว่าต้องอายุเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ ต้องอ่านออกเขียนได้ ต้องมีประสบการณ์ในการทํางาน สุดท้ายคือต้องมีหน่วยงานรับรองเพราะว่าเราออกแบบให้สุดท้ายเขาต้องกลับไปทํางานในหน่วยงานที่เขาสังกัด หน่วยงานของเขาจึงต้องรับรู้ว่า คนนี้มาอบรมจริง และรับรู้ว่าโครงการนี้เกิดขึ้นระยะยาว 12 เดือน อบรมทั้งหมด 3 ครั้ง อบรมเสร็จแต่ละครั้งก็ต้องมีงานกลับไปทําและมีวิธีการติดตามประเมิน ฉะนั้นคนในสังกัดคุณต้องมาอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้มีคนสมัครกลับมาประมาณ 80 คน โดยเบื้องต้นเราขอเป็นคนพิการก่อน เรายังไม่เอาพ่อแม่ สุดท้ายก็ได้คนพิการ 30 + 5 โดย 5 คนเป็นคนพิการนอกกลุ่มเป้าหมาย เช่น อายุเกิน หรือไม่มีสังกัด แต่เราคิดว่าเขาตั้งใจและมุ่งมั่นจริงๆ 

หลักสูตรออกแบบไว้เรียกว่า 3 หน่วยเรียนรู้ แล้วก็มีกิจกรรมเสริม หน่วยเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการเป็นนักสร้างเสริม หมายความว่าตัวเขาเองต้องสนใจเรื่องสุขภาพจริงๆ แล้วก็มีความตระหนักเรื่องสุขภาพ คือเขาต้องมีสุขภาพที่ดีก่อน เรื่องที่ 2 คือทักษะความรู้ในเรื่องสุขภาพ ทักษะความรู้ที่จําเป็นในการกลับไปทํางาน และทักษะความรู้ในการทํางานกับเครือข่าย เพราะว่าโครงการนี้นอกจากทําเรื่องนักสร้างเสริมแล้ว เรายังบอกอีกอย่างหนึ่งว่าคุณต้องสร้างเครือข่ายด้วย และอย่างที่ 3 พอได้ทักษะความรู้แล้วก็ลงไปทํางานจริง ผ่านการติดตามเป็นระยะ

อีกอันหนึ่งที่เราเรียกว่าเป็นหัวใจสําคัญเลยก็คือ ทุกคนต้องตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐาน 2 ครั้ง พอได้ผลการตรวจสุขภาพจริงครั้งแรก ก็ทําความเข้าใจกับผล และวางแผนการดูแลสุขภาพ กรณีที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพก็วางแผนว่าอยากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอะไร หลังจากนั้นอีก 6 เดือนก็ตรวจสุขภาพครั้งที่สองเพื่อมาดูผลของความเปลี่ยนแปลง

ผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดคิดของการออกแบบการอบรม

จริงๆ ผลลัพธ์เราคือต้องการสร้างคน แต่ว่าระหว่างทางกลับได้เรื่องอื่นเข้ามา เช่น เกิดเครือข่ายเรื่องสุขภาพ โดยที่เราก็ไม่ได้คาดคิด ไม่ได้ออกแบบกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ในกิจกรรมเท่าไหร่ แต่กลุ่มกลับเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดยที่เราไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังเห็นรูปแบบงานบางอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น กระบวนการที่ทําให้คนอยากไปสร้างการเข้าถึงสิทธิสุขภาพในพื้นที่ และเกิดระบบนิเวศน์ (ecosystem) เรื่องการที่ทําให้คนกลับมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพ เพราะตัวโครงการไปสร้างเรื่องพวกนี้โดยที่เราไม่รู้ตัวไง การตรวจสุขภาพทำให้เขารู้สึกว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ ต้องวางแผนปรับพฤติกรรมการกิน พอคนพิการเริ่มปรับพฤติกรรม ก็ทำให้สุขภาพดีขึ้น

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางครั้งก็ยากจนทำให้ท้อ เราเลยมี ‘บัดดี้สุขภาพ’ ขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนแลกเปลี่ยน รับฟัง กิจกรรมนี้เป็นพลังให้คนพิการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เราเองก็เพิ่งถอดบทเรียนว่า การสร้างระบบนิเวศน์จะสำเร็จก็ต่อเมื่อเราทําให้เขาเกิดความตระหนักขึ้นจริงๆ ทำให้เขารู้สึกว่า อยากมีสุขภาพที่ดีขึ้นเพื่อทํางานต่อ นี่คือผลลัพธ์ที่ได้โดยไม่รู้ตัว

การอบรมครั้งที่ 1 เราออกแบบว่า คุณต้องตระหนักเรื่องสุขภาพ ครั้งที่ 2 คุณมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนงานเรื่องสุขภาพของเครือข่ายเพื่อเป็นการปูพื้น แล้วครั้งที่ 3 จะเป็นเรื่องเรียนรู้เรื่องความพิการกับสุขภาพทั่วไป ปรากฏว่าครั้งที่ 1 ตอนตรวจสุขภาพเสร็จ เราจินตนาการว่าทุกคนจะเก็บผลตรวจไว้เงียบๆ ปรากฎว่า ทุกคนแลกเปลี่ยนผลกันดูโดยที่เรานึกไม่ถึง ตระหนักว่า ทําไมค่าอันนี้มันสูง ค่านี้มันต่ำ คล้ายๆ เปิดประตูบานแรกว่าคนสนใจ พอวันที่สองเราก็มีการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม แล้วทุกคนเล่าเรื่องความพิการและสุขภาพของฉัน ตอนนั้นเรามีผู้เข้าร่วมจาก 3 กลุ่ม คือ ร่างกาย ตา แล้วก็จิต บางคนก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าความพิการประเภทอื่นเป็นอย่างไร ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีปัญหาสุขภาพอะไร คนพิการก็ตะหนักกันมากขึ้น

พอได้ผลตรวจสุขภาพ กิจกรรมแรกที่เขาต้องกลับไปทําเลยก็คือ ไปวางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตนเองมาภายใน 6 เดือนว่าคุณจะทําอะไร เช่น คุณอยากจะลดแป้งในสัปดาห์ที่ 1 ออกกำลังกายในสัปดาห์ที่ 2 และบันทึกว่าทำได้หรือไม่ได้เพราะอะไร อีกกิจกรรมนึงก็คือการสํารวจเครือข่ายทํางานในพื้นที่ว่าในพื้นที่ที่คุณทํางานเนี่ย คุณทํางานกับใคร คุณทํางานเรื่องอะไร หรือว่ามีหน่วยงานไหนที่ทํางาน

ด้านสุขภาพ ระหว่างรออบรมครั้งที่ 2 ก็มีการตั้งกลุ่มคุยกันเป็นระยะเพื่อแลกเปลี่ยนการปรับพฤติกรรมสุขภาพ แต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้างไหม บางคนก็เล่าปัญหาให้ฟัง บางคนก็เล่าให้ฟังว่าตัวเองทําอะไรบ้าง

พอมาอบรมครั้งที่ 2 ก็เอารายงานมาสรุปให้ฟังว่าทําอะไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและเรื่องสํารวจข้อมูลเครือข่าย ในการอบรมนี้เราเริ่มใส่ชุดความรู้เรื่องแนวคิดสุขภาพความรู้เรื่องโรค NCDs (non-communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และชุดความรู้เรื่องการประเมินความจําเป็นด้านสุขภาพ และการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อน เนื่องจากหลังอบรมเขาต้องกลับไปเก็บข้อมูลสถานการณ์สุขภาพในพื้นที่จากคนพิการ 10 คน ฉะนั้นเราก็เลยเอาวิธีการเรื่องความจําเป็นด้านสุขภาพ4 มิติ กาย จิต สังคมและปัญญาใส่ลงไปด้วยเพื่อให้ลงไปเก็บข้อมูล 

สิ่งที่ได้คือ ข้อมูลสุขภาพจำนวนมหาศาล

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ นักสร้างเสริมสุขภาพได้เรื่องอื่นกลับมาที่เราก็ไม่เคยคิด เช่น มีบางคนบอกว่า คนพิการมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งน้ํา เรื่องน้ํากิน และการบริโภคที่ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือข้อมูลที่ว่า มีคนพิการเสียชีวิตจากการอยู่บริเวณหน้าบ้านหรือระเบียงบ้าน เนื่องจากหลายครอบครัวมองว่าพื้นที่ตรงที่ระบายอากาศดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่ร้อนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเองก็ไม่เคยนึกถึง

ในการอบรมครั้งที่ 3 พอเราได้ข้อมูลสุขภาพแล้วก็มีการเติมความรู้เรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเป็นนักสร้างเสริมสุขภาพคุณต้องรู้ว่า สุขภาพของคุณเป็นยังไง ถ้ามีปัญหาสุขภาพจะเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพยังไง จะใช้เทคโนโลยีในการหาข้อมูลสุขภาพได้ไหม หรือข้อมูลสุขภาพที่เข้ามาจะสามารถพิสูจน์ได้ไหมว่าเป็นของจริงหรือไม่จริง การอบรมนี้เราให้ผู้เข้าร่วมวางแผนถึงสิ่งอยากทำต่อหลังจากนี้ อาจเป็นอะไรก็ได้ที่อยากทําเล็กๆ เช่น จัดกลุ่มกันเพื่อให้ความรู้ก็ได้ จะไปจัดกิจกรรมออกกําลังกายก็ได้ตามศักยภาพที่เราทําได้ จะทําเดี่ยวก็ได้ ทําคู่ก็ได้ ทํากลุ่มก็ได้ ทําข้ามจังหวัดก็ได้ไม่ว่าเลย แค่ขอให้ทำและเราก็มีงบสนับสนุนบางส่วนในการทํากิจกรรม

จากกลุ่มเป้าหมาย 35 คน เราเหลือ 32 คน ได้ข้อมูลด้านสุขภาพมาค่อนข้างเยอะ หลายคนให้ข้อมูลว่า เข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนต่อ ไม่มีกายอุปกรณ์หรือไม่รู้ว่าจะต้องขอที่ไหน หรือว่าถ้าจะต้องซ่อมต้องไปซ่อมที่ไหน บางคนเข้าไม่ถึงบริการเลยถึงแม้อยากตรวจสุขภาพ แต่ว่าไม่เคยเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพหรือไม่มีใครมาเชื่อมโยงเป็นตัวกลางให้เขารู้ข้อมูลหรือพาเข้าถึงบริการ

นักสร้างเสริมสุขภาพต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นอย่างแรก

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนจากผู้ร่วมอบรม อันดับแรกเขาบอกว่า ตัวเขาเปลี่ยน จากคนที่ไม่เคยคิดจะตรวจสุขภาพเลย แต่พอเข้าโครงการทุกคนยินดีที่จะตรวจ คนนึงเขาบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยตรวจสุขภาพเลยเนื่องจากกลัวเข็ม เราก็ถามว่าแล้วเข้าดครงการทำไม เขาบอกว่าก็อยากตรวจ พอตรวจสุขภาพแล้วทั้ง 32 คนจะพูดตรงกันว่า การตรวจสุขภาพเป็นประตูด่านแรกที่ทําให้ตระหนัก

อย่างที่สอง คือพอรู้ว่าเป็นอะไร ก็ต้องเข้าถึงกระบวนการรักษาให้ได้และปรับพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผล นอกจากปรับตัวเอง ยังได้รับเสียงสะท้อนว่า สิ่งนี้ไปปรับครอบครัว ตัวอย่างของเพื่อนคนพิการคนหนึ่งที่เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทุกวันไปเวลาทํางาน เขาสองคนต้องไปร้านชา คนนึงก็ต้องชาเย็น อีกคนก็ต้องชาไข่มุก แต่พอเห็นผลเลือดก็เริ่มเปลี่ยน ส่วนอีกคนก็พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เขาไปบอกให้ที่บ้านลดเค็ม เบาผงนัว เบาซอสได้ไหม พ่อแม่ก็สงสัยว่าเป็นอะไรเพราะกินแบบนี้มาตลอด จึงได้เกิดการสื่อสารแลกเปลี่ยนว่าที่กินอยู่นั้นไม่ดี จนทำให้ทั้งบ้านก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

หลายคนก็ไปแนะนำเพื่อนคนพิการว่าพิการแบบไหนควรจะดูแลอะไร มีบางส่วนพยายามทำให้คนพิการเข้าถึงการตรวจ แล้วเริ่มกลับมาดูแลสุขภาพ หลายคนก็ไปทำงานกับราชการ รวบรวมปัญหาสุขภาพไปเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ออกแบบนโยบายเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องสุขภาพ

งานที่สำเร็จคืองานที่มีการร่วมมือ

ระดับโครงการเรามีความร่วมมือกับหลายส่วน เรามีจุดแข็งที่เครือข่าย ที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ และได้วิทยากรมาจากหลายๆ ส่วน สื่อสารง่าย ทําให้คนสนุกในการเรียน เช่น อ.สง่า รามาพงษ์ มาพูดเรื่องการกิน ปรากฏว่าทุกคนชอบมาก และเห็นเป็นตัวอย่างว่าถึงแกจะอายุ 70 ปีแล้วแต่ยังดูหนุ่มและแข็งแรงมาก หรือเรื่องการประเมินมิติสุขภาพ 4 มิติ ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องยาก ก็ได้หมอจากสํานักงานสุขภาพแห่งชาติทําให้เป็นเรื่องง่าย มีการบรรยายและฝึกปฏิบัติ

นอกจากนี้ปรากฎว่า ช่วงที่เราให้นักสร้างเสริมไปฝึกปฏิบัติทํากิจกรรมในพื้นที่ บางคนก็ไปเชื่อมหน่วยงานในพื้นที่เอง ทั้งที่เราไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น เช่น ทีฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และมหาสารคามก็ไปขอโครงการจากกรงส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ไปอบรมคนพิการในพื้นที่ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บางจังหวัดลงมาตรวจสุขภาพให้คนพิการในที่อบรมเลย แล้วก็ได้วิทยากรจากโรงพยาบาลเข้ามาให้ความรู้เต็มที่ หน่วยงานรัฐหลายที่ก็บอกว่า เขาไม่เคยคิดทําเรื่องนี้มาก่อนเลย แล้วก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าประชาชนจะเปลี่ยนแปลงสุขภาพได้จริงจากการตรวจสุขภาพ เลยเหมือนกลายเป็นการร่วมมือไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ และปลุกให้อีกหลายๆ พื้นที่อยากจะทำบ้าง

จะไปต่อได้ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความร่วมมือ

ผู้ประสานงานจำเป็นมากที่จะทำให้เกิดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องกับกลุ่มคนทั้ง 32 คนนี้ แทบทุกคนสะท้อนว่า อยากทํางานต่อหรือทำกิจกรรมเพื่อเกิดการลงทุนกันต่อและเชื่อมกับหน่วยงานในพื้นที่ให้ได้

เราคงไม่ฝึกอบรมไปเรื่อยๆ แต่ให้ชุดความรู้ที่เราใส่เข้าไปได้ทำงานต่อผ่านการเป็นนักสร้างเสริมสุขภาพแล้วก็เกิดระบบดูแลกันในกลุ่ม ให้เขาเอาชุดความรู้ไปทําในพื้นที่เอง พอเราเห็นความเป็นไปได้นี้เราก็อยากที่จะผลักดันให้เกิดบทบาทของนักส่งเสริมในการเชื่อมต่อทั้งเรื่ององค์ความรู้ เก็บข้อมูลปัญหา และพาเข้าถึงบริการสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนคนพิการที่บอกว่า ตัวเองสามารถเป็นเสมือนโค้ช ที่ช่วยแนะนำคนพิการในเรื่องสุขภาพต่างๆ เช่น ถ้ามีเวลาหาหมอแค่ 5 นาที ควรจะถามหมอเรื่องอะไรบ้าง และเป็นพี่เลี้ยงที่ทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ

เป้าหมายแรกและเป้าหมายสุดท้ายที่เราอยากเห็นคือ ได้คนมาทํางานเรื่องสุขภาพ มีแนวคิดสุขภาพสนใจเรื่องสุขภาพของตนเอง ทำงานและรักษาสมดุลของสุขภาพให้ได้ เป้าหมายต่อไปคือเขาสามารถไปทํางานกับเพื่อน ให้เพื่อนรับรู้สิทธิ และท้ายที่สุดคือฟังปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วก็เอาปัญหาเรื่องสุขภาพมามาขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต ซึ่งเราคาดหวังต่อว่าอนาคตน่าจะเกิด ‘นัก’ ที่ให้ ‘บริการ’ ได้จริง เป็นส่วนหนึ่งของบริการที่เบิกจ่ายจากหน่วยงานรัฐได้ ผ่านศูนย์บริการคนพิการทั่วไปและมีรูปแบบของบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการคนพิการจริง รัฐเองไม่ต้องมาแบกบริการ เพียงแต่รัฐต้องเชื่อใจ เชื่อมั่น แล้วก็ร่วมสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้ให้องค์กรคนพิการเข้ามาจัดบริการ โดยที่เชื่อในความเป็นนักวิชาชีพในแบบที่ประชาชนเป็นได้ ไม่ได้เอาเป็นความเป็นนักวิชาชีพประกอบโรคศิลป์มาจับ

คนพิการก็ต้องสามารถรับผิดรับชอบ รู้กำลังตัวเอง ต้องประสานส่งต่อให้หน่วยบริการในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลสิ่งที่เราฝันคืออยากได้ระบบบริการสุขภาพในชุมชน จะเห็นว่าเมื่อมีโรคระบาดอย่างโควิด-19 ชุมชนอ่อนแอมาก เขาไม่รู้จะจัดการคนพิการอย่างไร คนพิการในพื้นที่ก็ถูกทอดทิ้ง จนต้องแก้ปัญหาทีละเคส กลับกันหากทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ดูแลกันได้ จัดการกันได้ รู้ปัญหาในพื้นที่ เบิกจ่ายจากงบในชุมชนและรู้ว่าชุมชนนี้มีคนพิการกี่คน ผู้สูงอายุเท่าไหร่ ใครอยู่ที่ไหน ใครมีความพิการประเภทไหน ใครต้องการได้รับบริการแบบไหนและในชุมชนมีบริการแบบไหน เราก็จะได้ออกแบบการแก้ปัญหาร่วมกัน