“หูหนวกไปรอคิวก็ไม่ได้ยินที่เขาเรียก โทรมาหาเราว่าเขาต้องทำยังไงช่วยหน่อยได้ไหม ศูนย์บริการก็จะพาไปจองล่าม ให้ข้อมูลว่าต้องจองอย่างไรจองแบบไหน ครั้งหน้าต้องทำอย่างไร มีคนหูหนวกที่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วไปนั่งรอทั้งวัน รอจนหมดคิว จนไม่มีคนหาหมอ ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้วคนหูหนวกนั่งอยู่คนเดียว เพราะเขาไม่ได้ยินว่าคิวตัวเองเมื่อไหร่ หมอเรียกแล้วเขาก็ไม่รู้ ส่วนฝั่งหมอก็ไม่รู้ว่าคนนี้หูหนวก”
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าคนหูหนวกใช้ชีวิตในสังคมอย่างยากลำบาก การมีอุปสรรคเรื่องการสื่อสารทำให้ชีวิตติดขัด เต็มไปด้วยปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงาน การหาหมอ หรือการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปที่ยังไม่ได้มีโอกาสมากนัก ชวนคุยกับ หนุ่ม - รุ่งอรัณ วงค์แก้วมูล ผู้อำนวยการศูนย์บริการส่งเสริมศักยภาพคนหูหนวกจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในตัวแทนของคนทำงานศูนย์บริการคนหูหนวกที่จะฉายให้เห็นถึงงานที่ศูนย์บริการทำและปัญหาของคนหูหนวกที่ต้องเผชิญ

ศูนย์บริการคนหูหนวกทำอะไรบ้าง
เราเป็นประธานของศูนย์บริการในจังหวัดเชียงใหม่ ดูแลคณะกรรมการมีเจ้าหน้าที่ทำงานในฝ่ายต่างๆ ตามมาตรา 35 โดยคนหูหนวกที่ทำงานที่ศูนย์จะคอยดูแลและให้บริการคนหูหนวกในการหางาน สมัครงาน ส่งต่อเรื่องสุขภาพ และต้องประชุมกันทุก 2-3 เดือน
เรื่องของการหาหมอและตรวจประเมินจะพบว่ายังมีคนหูหนวกที่มีปัญหา เราเคยได้มีโอกาสไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาจึงได้เห็นว่าคนหูหนวกเข้าถึงโอกาสได้มาก ทั้งเรื่องของการมีเครื่องช่วยฟัง มีการศึกษาฟรี มีเรื่องของผู้ช่วย พอเรากลับมาอยู่ที่ไทยจึงอยากจะทำเรื่องเหล่านี้ เพราะเห็นว่ายังมีคนหูหนวกที่ต้องการเข้าถึงโอกาสอีกมาก
พอเรามาอยู่นี่ก็ต้องอธิบายให้คนหูหนวกเข้าใจว่า การมีศูนย์บริการคนหูหนวกมันมีประโยชน์อย่างไร เขาจะเข้าถึงโอกาสได้อย่างไร ที่มีอยู่เดิมส่วนใหญ่ก็จะเป็นสมาคมและชมรมแต่จะเน้นไปในเรื่องของโครงการต่างๆ แต่ศูนย์บริการจะทำเรื่องของการแนะนำ การส่งต่อให้คนหูหนวกเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การศึกษาและการขอเครื่องช่วยฟัง มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งเรามีหน้าที่ในการเข้าไปอธิบายให้คนหูหนวกได้เข้าใจและขยายวงกว้างมากขึ้น

ตอนนี้ก็ขยายได้มากขึ้นถ้าเทียบจากเมื่อก่อนที่ไม่มีเลย จนมี 18-20 จังหวัดในภาคเหนือที่เริ่มตั้งเป็นศูนย์บริการของคนพิการทางการได้ยิน แต่ก็อาจมีอุปสรรคบ้างในเรื่องของการผ่านมาตรฐานก่อนจึงจะสามารถทำศูนย์บริการได้
หากจะอธิบายให้คนหูหนวกเข้าใจเราก็ต้องมีคู่มือ แผ่นพับความรูในเรื่องสวัสดิการต่างๆ เช่น การกู้เงิน การทำบัตรคนพิการ หรือการจองล่ามจะต้องทำอย่างไร สวัสดิการคนพิการ เช่น เบี้ยความพิการเราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจเพราะ มีคนหูหนวกไม่ได้เรียนหนังสืออยู่ไม่น้อย เราต้องมาประเมินว่า เขาสามารถใช้ภาษามือได้ไหม รู้ภาษามือแค่ไหน เราต้องเข้าไปคุยกับคนที่บ้าน พ่อแม่ญาติพี่น้อง อย่างตัวเราก็ต้องเอาล่ามภาษามือไปด้วย ไปอธิบายให้ทั้งหมดเข้าใจว่าศูนย์บริการคนหูหนวกช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรและเราไม่ใช่มิจฉาชีพ
อีกปัญหาในภาคเหนือหลายทางก็จะเป็นเรื่องของคนหูหนวกที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจึงต้องใช้เวลาในการเดินทางหรือใช้เวลาในการอธิบายภาษา ซึ่งกว่าที่เขาจะยอมออกมาสู่การบริการบางคนต้องใช้มากถึงปี 2 ปี เราตั้งใจทำเพราะอยากให้คนหูหนวกเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างน้อยก็สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ ถ้ามีอุปสรรคอะไรเราก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษาหรือให้ความช่วยเหลือได้

ทำไมคนหูหนวกเข้าถึงสิทธิยาก
ก่อนหน้านี้ไม่มีองค์กร ชมรมก็ไม่มี การฟื้นฟูและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็น้อย ในปัจจุบันก็มีมากขึ้น ทั้งข่าวสารและล่ามภาษามือ มีเครือข่ายมากขึ้น แต่สิ่งที่คนยังไม่ค่อยรู้คือสิทธิของคนพิการมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่เราในการเข้าไปอธิบาย เช่น การพยายามพาคนหูหนวกเข้าถึงการศึกษาภายในโรงเรียน การขอเครื่องช่วยฟัง การประเมินการได้ยิน การเข้าถึงสิทธิเบี้ยความพิการ ฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการเป็นกลไกในการทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ
หากทำงานเป็นโครงการก็จะทำได้เป็นปีๆ ไป แต่ถ้าเป็นศูนย์บริการก็จะสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง ส่งต่อเคสความเดือดร้อนของคนพิการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คนหูหนวกบางคนไม่เข้าใจว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีภารกิจอะไรและต้องไปขอความช่วยเหลือที่ไหน หูหนวกบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องขอล่ามภาษามือที่ไหน

อย่างการทำงาน เราก็เป็นคนที่พาคนหูหนวกไปสมัครงาน ดูว่าเขาชอบและทำงานอะไรได้ แล้วก็เอาล่ามไปด้วยเพื่อความคล่องตัวในการสื่อสาร เป้าหมายเราก็เพื่อต้องการให้คุณภาพชีวิตคนหูหนวกดีขึ้น เพราะมีคนหูหนวกจำนวนน้อยที่รู้สิทธิของตัวเองดีอยู่แล้ว
หูหนวกบางคนอ่านหนังสือไม่ได้ เราต้องอธิบายซ้ำหลายๆ ครั้ง เอาภาพและหนังสือให้ดูว่าสิ่งต่างๆ คืออะไร อย่างการหาหมอ คุณได้สิทธิฟรี คุณทำอะไรได้บ้างถ้าคุณมีบัตรคนพิการ เรามีทั้งคนหูตึง คนหูหนวก คนหูเสื่อม และจำนวนก็กำลังเยอะขึ้น หลายคนใช้ภาษามือไม่ได้ต้องเขียนต้องอธิบาย ทำทุกวิถีทางให้เข้าใจกัน
บางคนมีกำแพงไม่ใช่แค่เรื่องภาษามืออย่างเดียว แต่เป็นกลุ่มชาติพันธ์อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เขาไม่เข้าใจภาษาไทยและไม่เข้าใจภาษามือไทย ใช้ภาษามือธรรมชาติในการสื่อสาร ทั้งเขียนและอ่านไม่ได้หรือบางคนก็เป็นความพิการซ้ำซ้อน เราต้องออกแบบการสื่อสารให้เข้าใจเพราะมีกำแพงที่มากกว่าเรื่องของความเป็นคนหูหนวก บางคนเราใช้ระยะเวลานานมากเพราะเริ่มตั้งแต่การประเมินเรื่องการได้ยินจนไปถึงการทำบัตรคนพิการ บางงานก็ต้องใช้หน่วยงานราชการทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล คนทำงานพื้นที่รวมถึงหน่วยงานของรัฐในการประสานส่งต่อ บางคนก็ไม่เคยออกจากบ้านเลยทำให้กระบวนการแค่อธิบายให้คนหูหนวกฟังอย่างเดียวไม่พอ เราจะต้องอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจด้วย

เคสที่นี่บางคนต้องใช้เวลาหลายเดือน บางคน 3 เดือน เพื่อให้เขาเข้าใจในแต่ละหัวข้ออย่างเช่น เรื่องเบี้ยความพิการบางคนก็กลัวว่าเราจะเป็นโจรหรือมิจฉาชีพมาหลอกเขาจะให้เงินได้อย่างไร เขาไม่กล้าทำอะไรเลยเนื่องจากเขาไม่สามารถเขียนภาษาไทยได้ จึงต้องใช้การพิมพ์ลายนิ้วมือแทน เขาก็กังวลไปหมด กลัวไปหมด เราต้องสร้างทั้งความเข้าใจและความเชื่อใจ ทำงานร่วมกันหลายฝ่ายรวมทั้งข้าราชการ ในเคสนึงเราอาจต้องเข้าไป 3 ครั้งถึง 5 ครั้ง เขาถึงเข้าใจเรื่องพวกนี้ และยอมรับเราว่าไปช่วยเขาจริงๆ
พาคนหูหนวกไปทำงาน
การประสานสิทธิและการพาคนหูหนวกไปสมัครงานเป็นเรื่องที่มีความยากลำบาก บางคนที่ไม่ได้รับการศึกษา อาจต้องทำงานด้านเกษตรกรรมหรือแรงงานทั่วไป ซึ่งอาจมีรายได้ต่ำกว่า แต่หากได้รับการศึกษา ก็มีโอกาสได้งานที่ให้ค่าตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คนหูหนวกที่ได้รับการศึกษายังมีจำนวนไม่มาก
10 กว่าปีที่ผ่านมาก็รู้สึกว่ามันเหนื่อย ทีมทำงานของเราก็ไม่ได้ใหญ่มาก มีประมาณ 5 คนก็คอยปรึกษาและแลกเปลี่ยนกัน มีทั้งคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาของคนหูหนวกจากวิทยาลัยราชสุดา รวมถึงคนที่ทำงานในศูนย์บริการ ที่สำคัญคือต้องมีใจที่รักในการบริการ

เราเข้าไปในแต่ละพื้นที่ หูหนวกบางคนไม่เคยได้มีโอกาสออกจากบ้านเลย เราก็อธิบายว่าทำไมควรออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ออกไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ คุณควรมีชีวิตที่อิสระและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คุณเลือกที่จะออกไปข้างนอกได้ เมื่อออกไปแล้วอะไรเป็นสิทธิที่เราควรได้และอะไรเป็นสิ่งที่จะถูกเอาเปรียบหรือถูกรังแก เราพยายามสอนชีวิตพื้นฐานของเขา บางคนติดยาเสพติดเราก็ต้องช่วยให้เขาฟื้นฟูตัวเองและกลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งยาให้ได้ สิ่งเหล่านี้เราต้องค่อยๆ ทำ สร้างความไว้ใจโดยไปหาเขาบ่อยๆ
เรื่องอะไรที่เจอเยอะที่สุด
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอาชีพและการทำงาน คนที่เข้ามาในศูนย์ส่วนมากเป็นคนที่ขอให้หางานให้ทำ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ทำสวน งานบ้าน โดยหลังจากติดต่อเข้ามาเราก็ต้องคุยกับเขาว่าเขามีทักษะหรือมีความสนใจในเรื่องของอะไรบ้างหาข้อมูลว่าตำแหน่งที่อยากทำต้องใช้วุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์แบบไหน ประวัติเป็นอย่างไร เราช่วยคนหูหนวกในการกรอกข้อมูลสมัครงาน เพื่อให้เขาสามารถเขียนได้ ฝึกการสัมภาษณ์งาน เราดูจนถึงการแต่งตัวว่าต้องแต่งตัวอย่างไร ใส่รองเท้าแบบไหน ช่วยคนหูหนวกดูว่าแบบไหนเหมาะสม เตรียมเอกสารการสมัครงานอย่างไร เราดูความพร้อมให้เขาหมด

วันจริงที่สมัครงานเราก็ไปด้วยแต่ไม่ได้เข้าไปช่วยเขา แต่คอยดูและแนะนำอยู่ห่างๆ ดูว่าเขาทำได้ไหม ในปีๆ นึงมีประมาณ 20 คนที่เราช่วยให้ได้รับเข้าทำงาน คนไม่ผ่านมีประมาณ 5-6 คนเราก็หางานที่อื่นที่เหมาะสมกับตัวเขามากขึ้น ดูว่าเขาทำอะไรได้บ้าง
งานที่คนหูหนวกทำมักเป็นงานที่ไม่ต้องใช้การสื่อสารมากนัก เช่น การจัดเรียงสินค้าในร้านค้า งานโรงแรม งานซักรีด และงานแม่บ้าน แต่คนหูหนวกเป็นแม่บ้านเยอะที่สุดเพราะไม่ต้องใช้การสื่อสาร ไม่ต้องคุยกับใคร เป็นงานประจำวันทำเหมือนเดิม สิ้นเดือนได้เงินเดือนมีความสุขแค่นั้นจบ

ปัญหาเรื่องการออกมาจากบ้าน
อันดับ 2 ที่เราเจอที่ศูนย์บริการคนหูหนวกคือ เรื่องครอบครัว พ่อแม่หรือญาติของคนหูหนวกมักจะหวงและเป็นห่วงคนหูหนวกมาก บางคนถูกให้อยู่ที่บ้านตลอดไม่เคยได้ออกไปไหน ให้ทำงาน ทำสวนอยู่แต่ในบ้าน คนหูหนวกเรานั้นก็อยู่แต่ในบ้านอยู่กับโทรศัพท์ไม่เคยได้ออกไปไหน พอเราเห็นว่าเขาอยู่แต่ในบ้านก็พยายามที่จะพาเขาออกไปร่วมกิจกรรม ไปอบรมไปเสริมทักษะ ก็จะถูกปฏิเสธจากครอบครัว เราต้องเอาใบรับรองการทำงานและเอกสารไปยืนยันให้เขาดูว่าเป็นคนทำงานจริงๆ ไม่ใช่คนที่จะมาหลอก เขาก็ปฏิเสธอย่างเดียว บางเคสเราต้องเอามาทั้งล่ามภาษามือ เจ้าหน้าที่ พมจ.จังหวัด มาช่วยอธิบาย
วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือต้องใช้เวลามากขึ้นในการเข้าไปทำความเข้าใจและอธิบายให้กับครอบครัวเขาได้ทราบว่าคนหูหนวกมีสิทธิและควรทำอะไรได้บ้าง เราก็ต้องให้เวลาเขาได้คิดและตัดสินใจและเชื่อใจ เรื่องนี้ปีนึงเราทำได้แค่ 2-3 คน ประเด็นนี้ยากและต้องใช้ใจในการทำงานมาก เราต้องจ่ายค่าน้ำมันด้วยตัวเอง ค่ากิน ค่าเดินทาง
ที่เราตั้งใจทำเรื่องนี้เพราะอยากให้คนหูหนวกได้รับอิสระในการใช้ชีวิต คนหูหนวกไม่ได้พิการจนถึงขั้นว่าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย เราไม่ใช่ความพิการที่จะต้องมีคนอื่นดูแลตลอดเวลา เราแค่ไม่ได้ยิน เรามองเห็น แขนขาเราก็มี เรายังมีพละกำลังสามารถออกไปทำงานหรือทำสิ่งที่อยากทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาดูแลตลอดเวลา

บางคนมีความสามารถทางศิลปะ วาดรูปได้สวยมาก เราลองเอารูปที่เขาวาดไปขายในชุมชนช่วงวันหยุดในงานตลาดนัดก็มีรายได้ 300 ถึง 500 บาท แสดงให้เห็นว่าเขามีฝีมือและทำงานได้ เขาแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็สามารถสร้างรายได้จากความสามารถของเขาเอง เมื่อคนหูหนวกมีรายได้เขาก็มีรอยยิ้ม มีเงิน เขาสามารถซื้อมอเตอร์ไซค์จากการวาดภาพของตัวเองขาย คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น
สิ่งสำคัญคือเวลาของเขาในการที่จะเลือกใช้ชีวิต คนทั่วไปยังเลือกที่จะไปเที่ยว ไปมีแฟนหรือไปทำกิจกรรมที่ตัวเองอยากทำ อยากกินอะไรก็ได้ คนหูหนวกเองก็อยากใช้ชีวิต อย่างนั้นเราจะทำให้คนหูหนวกได้ใช้ชีวิต อิสระในการดำรงชีวิต สำคัญที่สุดสำหรับคนพิการ
ปัญหาเรื่องนี้อาจจะต้องกลับไปแก้ที่ว่าทำยังไงให้พ่อแม่เข้าใจก่อน ทำไมพวกเขาถึงหวงลูก พ่อแม่หูได้ยิน พูดได้แต่ลูกเป็นคนหูหนวก พ่อแม่จึงกลัวว่าลูกจะไปทำอะไรที่ไม่ดี เช่น ไปมี sex หรือไปใช้ยาเสพติด กลัวถูกฆ่า กลัวถูกหลอก กลัวโจร กลัวสื่อสารไม่เข้าใจ กลัวลูกหาย เขาคิดมากและเต็มไปด้วยความกลัว เขามองว่าลูกไม่รู้เรื่องเพราะสื่อสารไม่ได้ก็จะเป็นอันตราย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าเกิดคุณคลอดลูกออกมาเป็นคนหูหนวก ซึ่งบางคนต้องใช้เวลานานมากกว่าจะรู้ว่าลูกของตัวเองเป็นคนหูหนวก ช่วงแรกหมอก็อาจจะช่วยได้โดยการประเมินคัดกรองความพิการ แล้วถ้าตรวจพบว่าเขาเป็นคนหูหนวกก็ควรจะมีการแนะนำพ่อแม่ว่าจะต้องไปทำต่อที่ไหน บอกพ่อแม่ว่ามีโรงเรียนของคนหูหนวกอยู่ มีเครื่องช่วยฟังฟรีต้องไปเอาที่ไหน เข้าถึงสิทธิได้อย่างไร เข้าถึงการเรียนและการศึกษาได้เพื่อให้พ่อแม่ได้รู้และพวกเขาก็ไม่ต้องเครียดจนก่ายหน้าผาก เรื่องนี้สามารถสร้างความเข้าใจให้พ่อแม่ได้เรียนรู้
ตัวเราคิดว่าคงต้องทำจดหมาย ประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงมากขึ้น ให้พ่อแม่เขารู้ว่าลูกหูหนวกสามารถเติบโตได้อย่างไร สร้างความเข้าใจให้เขาเชื่อถือและเชื่อมั่น ทำให้เขาเห็นว่าคนหูหนวกออกไปทำงานได้ มีชีวิตที่อิสระได้ เราต้องทำให้ครอบครัวเข้าใจก่อนและเข้าไปทำให้เห็นว่าคนหูหนวกอย่างเราทำสิ่งเหล่านี้ได้

หากไม่มีเลข 13 หลัก จะใช้สิทธิได้ไหม
เรื่องเหล่านี้เราก็พยายามที่จะผลักดัน มีทั้งกรณีที่ได้และไม่ได้ เรามีข้อมูลบัตรขาว บัตรชมพูเลข 13 หลัก ไม่มีบัตรต่างด้าว บางคนเขียนได้ไม่มีบัตรประชาชนอันไหนที่ช่วยได้ก็ช่วยไปก่อนแม้จะใช้สิทธิของรัฐช่วยไม่ได้ เราคุยกับกรรมการแล้วทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องช่วยก็คือช่วย ค่าน้ำมัน ค่าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายเราก็ออกกันเอง
มีเคสที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีบ้านอยู่ อาศัยอยู่ในธรรมชาติหาของกินตามธรรมชาติ ส่วนเสื้อผ้าชาวบ้านก็เอามาให้ ใช้ภาษามือธรรมชาติ พอไปตรวจสอบเขาก็ไม่มีเอกสารสิทธิอะไรเลย เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาเป็นคนพม่า คนไทยใหญ่หรือเป็นคนไทย เราก็ดูไม่ออก ก็ช่วยเขาไปตามที่ช่วยได้ พาไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อทำใบรับรองเบื้องต้นซึ่งต้องใช้เวลา 5-10 ปีกว่าจะได้ เอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายก็พอช่วยได้บ้างแต่ในทางสิทธิคือไม่ได้เลย พมจ. ไม่รับ เพราะเขาถือว่าไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีเอกสาร เราต้องส่งกลับประเทศเท่านั้น บางคนไม่ได้เป็นคนหูหนวกอย่างเดียวแต่มีภาวะความพิการอื่นแทรกซ้อนด้วย เช่น เป็นดาวน์ซินโดรมหรือออทิสติกหรือเป็นคนพิการทางร่างกายร่วมด้วย
มีคนหูหนวกหลายคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไปทำงานก่อสร้างก็โดนกดค่าแรงได้วันละ 100-200 บาท แทนที่จะได้เงินเต็มจำนวน เขาก็พยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดให้ได้มากที่สุด คนเหล่านี้แม้กระทั่งขอใช้บริการล่ามภาษามือก็ขอไม่ได้ เราเข้าใจปัญหาเรื่องระบบว่าจะต้องมีเอกสารรับรองเสมอแต่เราก็ควรช่วยเหลือเขาได้บ้างในฐานะที่เขาเป็นคนพิการ มนุษยธรรมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราพยายามส่งเรื่องไปทางรัฐบาลหรือประชุมอนุกรรมการ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ รัฐเองก็ไม่ให้ความสนใจ ส่วนคนที่เป็นแรงงานข้ามชาติหูหนวกเราจะทำอย่างไรเมื่อเขามีความพิการ จะส่งเขากลับไปตายในสงครามเหรอ เขาไม่มีพื้นที่จะอยู่ เราจะทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยเหลือเขาได้อย่างมีมนุษยธรรม

ทั้งสองกรณีเราจะเช็คได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนไทยหรือเปล่า เมื่อคุณเป็นคนหูหนวกแล้วสื่อสารไม่ได้ก็เป็นเรื่องยากยิ่งถ้าคุณไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมาย จะมีใครรู้ได้อย่างไรว่าคุณเป็นคนไทยจริงหรือเปล่า จะมีใครให้การรับรองไหม หูหนวกหลายคนใช้ภาษามือธรรมชาติ ก็สื่อสารยาก
คนหูหนวกหาหมอก็ลำบาก
เรื่องนี้เป็นปัญหาหนักเหมือนกัน ฐานเดิมคือปัญหาเรื่องล่ามภาษามือที่มีไม่พอให้บริการ คนหูหนวกโดยทั่วไปจะต้องใช้เวลา 3-5 วัน ในการขอใช้ล่ามภาษามือ ภาคเหนือมีจำนวนล่ามน้อย ไม่พอใช้ อย่างไปหาหมอก็มีเรื่องของการส่งต่อการรอคิวการเข้าถึงหมอด้วย
อย่างไปโรงพยาบาล คนหูหนวกไปรอคิวก็ไม่ได้ยินที่เขาเรียก หูหนวกเขาโทรมาหาเราว่าเขาต้องทำยังไง ช่วยหน่อยได้ไหม ศูนย์บริการก็จะพาไปจองล่าม ให้ข้อมูลว่าต้องจองอย่างไร จองแบบไหน ครั้งหน้าต้องทำอย่างไร มีคนหูหนวกที่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วไปนั่งรอทั้งวัน รอจนหมดคิว จนไม่มีคนหาหมอ ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้วคนหูหนวกนั่งอยู่คนเดียว เพราะเขาไม่ได้ยินว่าคิวตัวเองเมื่อไหร่ หมอเรียกแล้วเขาก็ไม่รู้ ส่วนฝั่งหมอก็ไม่รู้ว่าคนหูหนวก ตอนทำประวัติเขาไม่ได้ขอบัตรคนพิการ เขาขอแค่บัตรประชาชน เขามาตั้งแต่ 5:00 น โทรมาหาเราตอน 14:00 น โรงพยาบาลควรมีระบบคัดกรองเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยเป็นคนหูหนวกหรือไม่ ถ้ามีการเขียนไว้ในเอกสารตอนเรียกคิวก็จะสามารถตามหาคนหูหนวกได้
ปัญหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพของคนพิการคนหูหนวกก็เข้าถึงน้อย มีคนหูหนวกกินยาผิดอยู่เป็นประจำ บางทีกินยาก่อนหลังอาหารไม่เข้าใจ บางคนล่ามภาษามือไม่มี หรือบางคนล่ามภาษามือก็แปลไม่ชัด เมื่อรายละเอียดมันเยอะแล้วคนหูหนวกเข้าไม่ถึงข้อมูลมันก็ยากลำบาก ศูนย์บริการก็มีกรณีที่เข้าไปช่วยคนหูหนวกดูว่ายาแบบไหนต้องกินอย่างไรและกินเมื่อไหร่ กินก่อนหรือหลังอาหาร อธิบายให้หูหนวกเข้าใจ แล้วก็เทสว่าเขาเข้าใจไหม อธิบายหลายรอบมากๆ คนหูหนวกภาษาไทยอ่อนแอไม่ได้อ่านได้เก่งทุกคน คนหูหนวกกินยาผิดจนต้องส่งไปล้างท้องที่โรงพยาบาลก็มีเหมือนกัน
วันนี้ศูนย์บริการคนพิการของคนหูหนวกดูแลได้ทั่วถึงมากแค่ไหน
มีมากขึ้นแต่ก็ยังไม่ 100% อาจจะ 70% เราก็พยายามพัฒนาให้ได้มากขึ้น เรายังต้องการคนหูหนวกมาทำงานนโยบายให้มีความเข้มแข็งและมีความสามารถในการตั้งศูนย์บริการคนหูหนวก บางคนก็ยังไม่เข้าใจว่าความแตกต่างระหว่างชมรมกับศูนย์บริการแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งทั้งสองที่นี้มีเป้าหมายการทำงานที่ต่างกันออกไป เราอยากบอกว่าศูนย์บริการมันทำงานหนักกว่าชมรม คนทำงานเรื่องคนหูหนวกก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาหน้างานที่ไม่เหมือนกัน
ข้อดีของศูนย์บริการคือมีงบประมาณ มีทุนให้สามารถทำงานระยะยาวได้ แต่ชมรมไม่มีเงินและต้องทำเป็นโครงการ เราต้องอธิบายว่าศูนย์บริการคนพิการก็ทำโครงการได้เหมือนกัน เขามีทุนค่างบประมาณและค่าบริหารให้ เราสามารถเอางบตรงนี้ไปทำงานประชุม ทำงานบริการ หรือพัฒนาบุคคลทำงานของเราได้ และจัดทำรายงานสรุปผลในแต่ละปีว่ามีการดำเนินงานอะไรไปบ้าง มีจำนวนผู้ใช้บริการกี่คน ทำให้การทำงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่ผ่านมาเราเริ่มต้นการทำงานด้วยความยากลำบาก เราก่อตั้งบริการมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงวันนี้ก็ 7 ปีแล้ว เรารู้สึกว่าการทำงานแบบโครงการเป็นปีต่อปีมันค่อนข้างลำบากทำกิจกรรมตามแผนที่เขียนเอาไว้ตามเป้าหมายและระบบของโครงการ
ทำงานศูนย์บริการคนพิการมันยาก และต้องใช้ความเข้าใจ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นกรรมการ 5 คน และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม 2 คน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณงานที่ต้องทำ เราอยากได้งบประมาณเพิ่มให้กรรมการ เพราะบางคนก็ต้องทำงานหลัก มีงานประจำ งบประมาณสำหรับเจ้าพนักงานประจำก็ไม่พอ แต่ละอำเภอก็ค่อนข้างใหญ่ เราอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แล้วเชียงใหม่มี 25 อำเภอ อย่างอำเภอเชียงดาวก็ไกลมาก ไหนจะต้องทำงานเครือข่ายเพื่อร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. ผู้ใหญ่บ้าน ใน 1 ปีเราทำงานได้ประมาณ 50 เคส ถ้ามีคนมากขึ้นเราก็ทำงานได้มากกว่าเดิม
เจ้าหน้าที่ที่ทำงานได้ตามมาตรา 35 กับเงินโครงการบริหารจัดการ ทั้งหมดมี 2 คน โดยของโครงการบริหารจัดการจ่ายเป็นรายวัน วันละ 350 บาท เราถามเขาว่าทำงานหนักไหมเขาก็บอกว่าพอได้ เพราะไม่ได้ทำอะไรที่หนักมาก เราก็พยายามผลักดันให้เขาเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ไปดูว่าคนหูหนวกเป็นอย่างไร ไปเยี่ยมบ้านคนพิการ แต่เชียงใหม่ก็เป็นจังหวัดที่พื้นที่ค่อนข้างห่างไกล ภาคเหนือมี 17 จังหวัดแต่ละศูนย์บริการก็อาจจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่แค่ 1 คน ก็อาจจะขับเคลื่อนอะไรไม่ได้มาก
อะไรเป็นสิ่งที่รัฐควรทำ เกี่ยวกับเรื่องศูนย์บริการ
อยากให้ช่วยเหลือในเรื่องของพื้นที่สำนักงานศูนย์เพราะปัจจุบันศูนย์บริการคนพิการของคนหูหนวกตอนนี้ใช้พื้นที่ร่วมกับชมรมคนหูหนวกก็ทำให้หน้างานทับซ้อนกัน ปนกันไปหมด เราควรจะมีพื้นที่ของศูนย์บริการที่แยกออกมา อยากให้รัฐบาลคิดว่า ศูนย์บริการเป็นพื้นที่ในการสนับสนุนให้ประชาชนคนพิการเข้าถึงสิทธิเพราะฉะนั้นก็ควรจะมีพื้นที่ การทำงานก็จะมีมาตรฐานมากขึ้น เราอยากให้เขาสนับสนุนงบประมาณเฉพาะของศูนย์บริการเลย
ส่วนเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการเขารู้สึกว่าตัวเองไม่อยากได้รายได้เป็นรายวัน อยากได้เป็นเงินเดือนและสวัสดิการให้กับเขา มันจะทำให้เขามีใจที่จะทำงาน พอเป็นรายวันมันก็ไม่ค่อยมีกำลังใจในการทำงาน ปัจจุบันถ้าจะทำศูนย์บริการเราต้องยื่นโครงการไปยังพมจ. เป็นค่าบริหารจัดการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะได้เงินเป็นรายวัน จึงอยากจะแก้ให้เป็นรายเดือนและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของเจ้าหน้าที่จริงๆ เพราะแต่ละจังหวัดก็ไม่เท่ากัน เป็นไปตามค่าแรงของแต่ละพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ 350 บาท สุโขทัยได้ 315 บาท แม่ฮ่องสอน 340 บาท เพราะค่าแรงก็จ่ายเป็นรายวันให้เฉพาะวันที่ทำงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีรายได้ สิทธิการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการอื่นๆ ก็ไม่มี ตามระเบียบของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ค่าแรงรายวันทำให้คนลาออก มากที่สุดก็ทำงานแค่ 1 ปี คนทำงานอยู่ได้ไม่นานเขาก็ไปหางานอื่นที่มั่นคงกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคือความต่อเนื่องในการทำงาน เจ้าหน้าที่ 1 คนต้องติดตามเคสแต่ละเคสเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง เมื่อลาออกทุกปีจึงไม่สามารถโฟกัสปัญหาของงานได้ 3-4 ปีที่ผ่านมาของศูนย์บริการเราเจ้าหน้าที่ลาออกทุกปี
ข้อเสนอต่างๆเหล่านี้เราก็พยายามเรียกร้องไปยังหน่วยงานต้นสังกัดอยู่ ไม่ใช่แค่ที่เชียงใหม่จังหวัดอื่นก็เป็น สุดท้ายคนทำงานหมดแรงเพราะมันไม่มีความมั่นคง คุณภาพชีวิตถดถอย พองานเป็นรายวัน เดือนนึงทำงานประมาณ 20 วันเขาได้เงิน 7,000 บาท มันอยู่ไม่ได้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักใช้หลากหลายความสามารถตั้งแต่ติดต่อประสานงาน ใช้คอมพิวเตอร์ ตัดต่อวีดีโอประชาสัมพันธ์มันเป็นงานที่ต้องทำด้วยใจ เราไม่ได้ทำงานนี้ไปวันๆ
ไม่มีล่ามภาษามือที่ศูนย์บริการคนหูหนวก
อยากให้ศูนย์บริการมีการจ้างล่ามภาษามือประจำศูนย์ได้ เพราะมีการติดต่อเข้ามาอยู่เป็นประจำ พ่อแม่หรือหน่วยงานอื่นๆ โทรมาแต่เจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการเป็นคนหูหนวก ก็ไม่สามารถติดต่อประสานงานได้ เราต้องรอล่าม กว่าล่ามจะเดินทางมา กว่าที่เราจะจองได้บางครั้งก็ต้องใช้เวลา แต่ปัญหาบางอย่างไม่ควรจะต้องมานั่งจองล่ามแล้วก็รอให้เขามา เราอยากให้มีล่ามภาษามือประจำนั่งอยู่ที่ศูนย์บริการ มีคนหูดี 1 คนคนหูหนวก 1 คนทำงานร่วมกัน การทำงานในส่วนที่จะต้องพูดคุยก็จำเป็นจะต้องใช้คนหูดีเพื่อสื่อสารแทน แล้วคนหูดีต้องใช้ภาษามือในการคุยกับคนหูหนวกได้ แต่ปัจจุบันในระเบียบของศูนย์บริการยังไม่มีให้จ้างในจุดนี้
ถ้าศูนย์บริการเข้มแข็งคนหูหนวกและสังคมจะได้อะไร
ความฝันของเราคือการมีเงินเดือนจ่ายคนทำงาน ถ้าเขามีความมั่นคงในชีวิต มีเงินเก็บมีเงินใช้ งานศูนย์บริการก็ดีขึ้น คนพิการก็ชีวิตดีขึ้น มีส่วนร่วมกับสังคมและชุมชน เข้าถึงสิทธิมากขึ้น คนพิการใช้ชีวิตและดูแลตัวเองได้ กลายเป็นคนที่มีคุณภาพ ไปช่วยเหลือคนอื่นไปเป็นอาสาในชุมชน ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพชีวิตของคนหูหนวกที่ดีขึ้นแต่หมายถึงคุณภาพของสังคมที่ดีขึ้นด้วย
ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลคืออยากให้ลองออกมาสำรวจพื้นที่ มาลองดูศูนย์บริการ มาลองใช้ชีวิตกับพวกเราดูว่า มีข้อดีข้อเสียอย่างไร มาเห็นว่าบริการของคนพิการเป็นแบบไหน การเบิกค่าเช่ารายรับรายจ่ายมันเพียงพอมากแค่ไหน และพื้นที่ของศูนย์บริการคนพิการเป็นอย่างไร