Skip to main content

รู้จัก 3 อดีตผู้สมัคร สว.หญิงพิการ ใครเป็นใครและฝันอะไร

แม้ สว.2567 จะเริ่มทำงานไปสักพักแล้ว แต่ควันหลงและความหวังของอดีตผู้สมัครยังเป็นสิ่งที่คนพูดถึง โดยเฉพาะในกลุ่มคนพิการ เราชวน 3 อดีตผู้สมัครคนพิการผู้หญิง เล่าย้อนถึงวันที่เธอเลือกตามความฝันในการเป็นตัวแทนคนพิการผู้กำหนดนโยบาย วันนั้นเธอทำอะไร เธอเห็นปัญหาแบบไหน และหวังให้สังคมที่นับรวมคนพิการเกิดขึ้นอย่างไร


เสาวลักษณ์ ทองก๊วย อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม15 เขตพญาไท กรุงเทพฯ

“พี่สมัครที่เขตพญาไทเพราะทำงานแถวนี้เป็นเวลานานมีหลักฐานอย่างชัดเจน จึงใช้สิทธิระยะเวลาการทํางาน ส่วนบ้านจริงๆ อยู่พิจิตร จะเทียวไปเทียวกลับก็ลําบาก เพราะต้องไปกลับหลายรอบ ตอนแรกก็รู้ข่าวการสมัครจากอินเตอร์เน็ต ก็คิดว่าถ้ามาสมัครก็เป็นโอกาสที่เราจะได้ทดลองระบบว่า กกต.ออกแบบการเลือกตั้งเช่นนี้จะสร้างให้เกิดผลดีหรือผลเสีย มีจุดอ่อนอย่างไร มากไปกว่านั้นคิดว่านี่คืออีกโอกาสของสตรีพิการ โดยเฉพาะสตรีพิการที่จะแสดงเจตจํานงทางการเมือง ตัวพี่เองก็พร้อมทั้งในแง่ของประสบการณ์และความรู้ พิสูจน์ด้วยสิ่งที่ทำมาตลอด 30 ปี จึงมองว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบแล้วที่จะทำงานด้านนิติบัญญัติ

“วันสมัครที่เขตพญาไท ถ้าพูดถึงสิ่งอํานวยความสะดวกก็พอใช้ได้ มีทางลาดแต่ว่าทางลาดก็ไม่ได้มาตรฐาน 1/12 ก็มีเจ้าหน้าที่ลงมาช่วย บรรยากาศการรับสมัครก็สนุก ได้คุยกับผอ.เขต และได้เจอกับประธานกกต.ด้วย แต่เนื่องจากว่าระยะเวลาการสมัครมี 4 วัน และสมัครไม่ได้เยอะอย่างที่คาดคิด ช่วงที่พี่ไปสมัครก็มีพี่คนเดียวจึงมีเวลาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ มีเวลาที่จะแก้ไขประวัติเพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับที่เราต้องการที่จะนําเสนอจริงๆ เพราะว่าตอนนั้นกกต.ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครหาเสียงได้เลย ฉะนั้นก็จะมีใบแนะนําตัวหรือสว.3 ใบเดียวที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเราได้ หลังจากสมัครเขตก็จะนัดให้ไปเอาใบแนะนําตัวของคนอื่นๆ ที่ถูกจัดทำเป็นเล่ม วันที่เราไปรับเล่มก็จะเจอผู้สมัครบางส่วน ก็เกิดการแนะนําตัวกันตั้งแต่วันนั้นและสร้างกลุ่มไลน์เพื่อแนะนําตัวทุกเย็น อาจจะพูดคุยเรื่องอื่นไปด้วยก็ได้ แต่ต้องไม่โน้มน้าวเพื่อให้ได้เสียงมาหรือขายนโยบายเพื่อดึงคะแนนเสียง

“วันเลือกในรอบอำเภอมีสิ่งอํานวยความสะดวกพอใช้ได้ มีทางลาดขึ้นอาคาร แต่ความกว้างเท่าวีลแชร์จึงทำให้เข็นเองไม่ได้ แล้วก็มีห้องน้ำ แต่ว่าห้องน้ําก็ดัดแปลงจากห้องน้ําทั่วไปมาเป็นห้องน้ําคนพิการ ซึ่งอาจจะเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังเดินได้มากกว่า ในรอบอําเภอไม่เครียดเท่าไหร่เพราะใน 20 กลุ่ม มีแค่สองกลุ่มเท่านั้นที่ผู้สมัครเกิน 5 คน ส่วนพี่ก็ผ่านรอบแรกไปแล้ว จะมาเครียดก็ตอนเลือกไขว้ ไม่ได้เลือกคนในกลุ่มตัวเอง สุดท้ายพี่ก็เข้าเป็นอันดับหนึ่งของเขตพญาไท และไปรอบจังหวัด

“ในรอบจังหวัดที่ศูนย์ราชการ คนมาจากหลายเขตอื่นเป็นร้อยคน เราจะเริ่มเห็นวิธีการดิสเครดิตและโน้มน้าวกัน เช่น โฆษณาสรรพคุณตัวเอง เจตจํานงของตัวเอง และดิสเครดิตกัน พี่มีประสบการณ์ตรงเรื่องการถูกดิสเครดิต อย่างในใบแนะนําตัวพี่เขียนประสบการณ์

และผลงานที่เคยทำมาอย่างทําทางลาดอนุสาวรีย์ถึงสะพานควายตั้งแต่สมัยคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือแนวคิดฟุตบาทกว้างเหมือนเขตพญาไท เรื่องรถตู้คนพิการของกทม.และการฟ้องรถไฟฟ้าที่ศาลปกครอง ปรากฏว่าก็จะมีผู้สมัครเขาคิดว่าไม่จริง หรืออย่างช่วงนั้นเราได้ไปดูงานที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็มีผู้สมัครที่เข้ามาถามว่า ไปนิวยอร์กจะได้อะไรมาช่วยประเทศไทยบ้าง ส่งไปถามแบบนี้ทุกไลน์กลุ่มที่พี่อยู่ พี่เองก็ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร จนมารู้ทีหลังว่าคนคนนี้โทรไปบอกผู้สมัครคนอื่นว่า พี่น่าจะเขียนโปรไฟล์ไม่จริง นอกจากเรื่องนี้ ผู้หญิงพิการเองยังต้องสู้กับความคิดของผู้หญิงไม่พิการด้วย คนมักหาวิธีกัดกันคนที่ผลงานดีกว่า ซึ่งเรามองว่า ตามทฤษฎีแล้วบางทีผู้หญิงอาจจะถูกกระทํามาโดยไม่รู้ตัว จึงต้องไปกดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่า คนพิการด้วยกันเองบางคนก็พยายามทำตัวเป็นแอดมินกลุ่มเพื่อให้คนจำได้ และไปบอกคนอื่นว่าพี่เป็นตัวเต็ง ไม่ต้องการคะแนนแล้ว หรือแม้แต่มีคนพิการด้วยกันเองที่น่าจะให้คะแนนกัน ก็กลับไปให้คะแนนคนไม่พิการเพราะมอง่วาเราน่าจะมีคนอื่นให้คะแนนเยอะแล้ว ก็คือสรุปว่าถูกหลอก สิ่งเหล่านี้ทำให้พี่เห็นเลยว่าคนพิการอ่อนแอ ยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไปเชื่อว่าหากให้คะแนนคนไม่พิการแล้วจะได้คะแนนคืนมา แต่ไม่คิดว่าพวกเราเองจะทำได้ ตอนอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ออกไปลงคะแนน คนตบมือกันทั้งห้องเพราะมองว่าแกต้องได้ที่หนึ่ง คนรู้สึกชื่นชมคนพิการกันทุกคน ยกนิ้วโป้งให้แต่ไม่ให้คะแนน แต่เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่จะนําไปสู่การมีอํานาจ และสะท้อนให้เห็นว่า คนพิการต้องทํางานกับกลุ่มอื่นด้วยเพราะเมื่อถึงเวลาเข้าสู่การมีอํานาจในแง่ของผู้ออกกฏหมายจะได้มีคนกลุ่มอื่นสนับสนุนด้วย

“การที่กลุ่ม 15  มีประชากร 4 กลุ่มมารวมอยู่ด้วยกัน ทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์และอัตลักษณ์อื่น ทําให้เกิดการเสียเปรียบและได้เปรียบกัน แม้ถูกมองว่าให้โอกาสแต่ กกต.ก็ไม่ได้เขียนว่าสุดท้ายจะต้องมีตัวแทนของ 4 กลุ่ม ก็หมายความว่าสัดส่วนของผู้สูงอายุที่สมัครเข้าไปย่อมมากกว่าคนพิการและอัตลักษณ์อื่น  จึงก่อให้เกิดการจัดตั้งได้ง่าย คนสามารถสมัครได้โดยที่ไม่ต้องมีใบรับรองคุณวุฒิหรือการรับรองใดๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไม่เชื่อว่าคนพิการทำได้จริงเหรอ อย่างพอพี่เขียนประสบการณ์การทำงานเขาก็มองว่าเป็นคนพิการไม่น่าทำได้ มองว่าแค่ทำงานด้านคนพิการไม่ต้องใช้ทักษะ ไม่เป็นงานวิชาการ มองว่าเป็นงานใช้ใจทำเหมือนงานเชิงสงเคราะห์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ได้ตัวแทนที่ไม่ตรงกลุ่ม ไม่มีตัวแทนที่เป็นคนพิการและอัตลักษณ์อื่นๆ เลย หรือแม้แต่ผู้สูงอายุก็เป็นข้าราชการบํานาญ จึงควรแยกกลุ่มผู้สูงอายุออกไป เพราะไม่อย่างนั้นตัวแทนที่แท้จริงก็ถูกปิดโอกาส

“ถ้าเราไม่รักกัน ไม่เปลี่ยนวิธีคิด คนพิการก็คงไม่ได้เข้าไปกำหนดนโยบายต่างๆ คนพิการบ้านๆ ที่ไม่ได้มีเงินก็อยู่ไม่ได้ ก็จะมีแต่คนพิการหัวๆ ที่อยู่ได้”

_______________

นันทิดา จิตภักดีรัตน์ อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 15 เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ

“เราเลือกสมัครในถิ่นที่อยู่อาศัย ในสํานักงานเขตจะมีสองตึก แบ่งเป็นที่ทําการของสํานักงานเขตและห้องสมุด ซึ่งเป็นสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ มี 3 ชั้น

“ในวันสมัคร ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะมีคนใช้วีลแชร์ไปสมัครหรือเปล่า เขาก็เลยเลือกใช้ตึกห้องสมุด ซึ่งมีบันได 5 ขั้น แล้ววันที่ไปเป็นระบบปิด ทําให้เจ้าหน้าที่ไปอยู่ในในอาคารที่รับสมัครกันหมด เจ้าหน้าที่ด้านหน้าก็ไม่มีความรู้เลยบอกว่าเราต้องเข้าไปสมัครในอาคารห้องสมุดชั้น 3 จึงต้องยกเข้าไป แต่พอยกเข้าไปถึงก็เจอผู้อํานวยการ เค้าก็เลยออกมารับเอกสารหลังจากที่เราถูกเจ้าหน้าที่ 4 คนยกเข้าไปแล้ว หลังรับสมัครเสร็จตามกระบวนการเรียบร้อย ก็มีการนัดหมายวันที่เลือกและวันรับเอกสาร พร้อมบอกว่าหากไม่สะดวกมาเองให้เซ็นใบมอบอำนาจด้านหลังในเอกสาร โดยให้ระบุชื่อคนที่จะมารับแทน

“ในวันเลือกก็ไม่มีปัญหาเพราะเขารู้แล้วว่ามีวีลแชร์ จึงเลือกตึกที่มีลิฟต์ชั้นที่ 11 ซึ่งเป็นห้องประชุมใหญ่ ก็กว้างพอสมควร พอที่จะรองรับผู้สมัครคัดเลือกสว.ทุกท่านได้ดี แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่สะดวก เช่น จุดหยิบอาหารว่าง ที่มีพื้นที่น้อย ยิ่งช่วงพักผู้สมัครก็ไปแนะนำตัวกัน เราเองไปลำบาก เราก็ต้องขอแทรกตัวเข้าไปทำความรู้จักทีละคน

“พอคนอื่นเห็นว่าเราพิการ ก็มีความรู้สึกที่หลากหลายมากเพราะตอนที่ไปสมัครก็ต่างคนต่างไปไม่ได้เจอผู้สมัครคนอื่น ไม่รู้ว่ามีคนพิการคนอื่นหรือไม่ บางคนก็มองเราปกติ บางคนก็เข้าหา ส่วนเราเองก็ยิ้มแย้มทักทาย แต่ก็มีบางคนที่พูดแปลกๆ เช่น ผู้สมัครในกลุ่ม 15 ด้วยกัน อยู่ดีๆ เขาก็มาจับรถเรา แล้วบอกว่า คนนี้ถ้าไปสมัครที่ไหนก็คงได้เพราะว่านั่งรถเข็นมา เราก็ยิ้มให้นะ ถึงแม้จะรู้สึกว่า เป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้วเรามาสมัครในกลุ่มของผู้สูงอายุ คนพิการก็จริง แต่เราไม่ได้มาขายความพิการ เรามาในนามของคนพิการต่างหาก

“คิดว่าการรวมคนหลายกลุ่มเป็นกลุ่มเดียวนั้นมีปัญหาเพราะจากที่ดูตัวเลข

มีผู้สมัครจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คนที่อายุมากกว่า 60 ปีก็สามารถสมัครกลุ่มนี้ได้ทุกคน ส่วนคนพิการเองทึ่ไม่มีฐานเสียงของตัวเองก็ไม่รู้ว่ามีใครสมัครมาบ้างเลยเสียเปรียบ นอกจากนั้นยังเสียเปรียบเรื่องการเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงลําบากกว่าคนอื่น อย่างในกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง เรื่องของการรับสมัครต่างๆ ก็ยังสะดวกถ้าเทียบกับต่างจังหวัดหลายๆ ที่ก็น่าจะลําบาก

“ตอนที่เราอ่านกติกาการสมัคร เรายังไม่ได้รู้สึกว่าบรรยากาศน่ากลัว แต่กติกาเราจะโดนอะไรรึเปล่ามันเหมือนกับกติกามันทําให้เรารู้สึกว่าเรากลัวเราไม่ปลอดภัยในการที่จะลงสมัครในครั้งนี้ เหมือนแบบทําอันนู้นก็เดี๋ยวผิด ทําอันนี้ก็เดี๋ยวผิดอะไร คนไม่รู้ว่าโพสต์ลงโซเชียลได้ไหม ทำให้แทบไม่มีใครแชร์ว่าตัวเองสมัคร นอกจากการสมัครที่เข้าใจยากแล้ว ตอนลงคะแนนก็ยาก เราต้องทําการบ้านก่อนที่จะไปลงคะแนน มีเบอร์นั้นเบอร์นี้ มีระบบเลือกหลายแบบอย่างเลือกไขว้ด้วย

“หากตอนนั้นได้เข้ารอบและได้เป็น สว.สิ่งที่อยากทำให้เกิดขึ้นก็คือการแก้กฎหมายที่คนพิการยังเสียเปรียบอยู่ อย่างเช่นเรื่องการเดินทาง เวลาคนพูดถึงการท่องเที่ยวเดินทาง เขาอาจคิดว่าคนพิการจะไปทำไม ไม่มีประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วการท่องเที่ยวคือการยืนยันตัวตนของคนพิการ หรือผู้สูงอายุที่ใช้วีลแชร์ให้ได้ออกไปปรากฏตัวให้สังคมเห็นว่าเรามีตัวตน อีกเรื่องก็คือการเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเท้าหรือว่าระบบขนส่งต่างๆ รวมถึงอาคารสถานที่ด้วยว่า คนพิการยังติดปัญหาอะไร จะต้องปรับอะไร อีกทั้งเมื่อคนพิการออกนอกบ้าน ผู้ให้บริการก็จะเข้าใจว่า ต้องให้บริการอย่างไร เพื่อที่จะได้บริการจากความเข้าใจ

“สำหรับเราแม้ว่าโอกาสที่จะได้เป็น สว.นั้นเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ก็คิดว่าจะสู้ เพราะในเมื่อเราต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีมันก็ต้องสู้ ตอนเรามาสมัครเราต้องลาออกจากงานทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้ไหม แต่เราก็มีความหวัง และรู้ว่า อายุขนาดนี้จะกลับไปสมัครงานใหม่ก็ยาก การมาสมัคร สว.ก็เลยเหมือนว่าเราต้องแลกอะไรในชีวิตไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเสียดายอะไรนะ เพราะคิดว่าได้ทำทุกอย่างเต็มที่ก็ดีใจแล้ว แค่เป็นห่วงว่า จะมีเสียงของคนพิการในสภาฯ หรือไม่ เพราะการมีคนพิการเป็นตัวแทน ไม่ใช่ให้ใครมาพูดแทนจะทำให้ปัญหาของคนพิการถูกรับรู้และถูกแก้ไข

“สุดท้ายนี้ก็อยากให้ทุกคนมีความหวัง ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ตามก็ให้ภูมิใจว่าอย่างน้อยเราก็ออกมาเป็นปากเป็นเสียงแทนคนพิการ นอกจากนี้ก็ขอให้คนพิการรักกัน แล้วการทํางานหรืออะไรมันก็ง่ายขึ้น”

_______________

ผศ.ดร.อรุณี ลิ้มมณี กลุ่มสตรี กลุ่ม 14 อำเภอแก่งคอย สระบุรี

“ก็มีหลายเหตุผลที่เราไม่ได้สมัครในกลุ่มคนพิการ อย่างแรกก็คืออยากให้ทุกคนตระหนักว่าคนพิการเป็นคนซึ่งมีหลายมิติ เราเป็นคนพิการ เป็นเด็ก เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นครู เป็นวิศวกร  เป็นนักกฎหมาย คนพิการไม่ได้มีมิติเดียว ฉะนั้นเราจะสมัครกลุ่มการศึกษาก็ได้หรือประชาสังคมก็ได้ แต่สุดท้ายก็เลือกกลุ่มสตรีเพราะว่าอยากจะเน้นในเรื่องสิทธิสตรี

“ตอนสมัครก็มีปัญหาเรื่องการเดินทาง เพราะเราอยู่กรุงเทพฯ แต่เลือกไปสมัครที่บ้านเกิดอย่างสระบุรี และเลือกสมัครในกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนพิการ เผื่อไปในรอบไขว้เรายังลงคะแนนให้เพื่อนคนพิการได้ หลังจากสมัครก็มีการตั้งกลุ่มไลน์กัน เพื่อทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน นอกจากในไลน์เราก็เอาความคิดความเห็นไปลงไว้ในเว็บซีเนท67 เพื่อแสดงจุดยืนต่างๆ บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่ากติกาการเลือกแบบนี้จะถูกบอกว่าออกแบบเพื่อป้องกันการทุจริต แต่ก็ยังมีคนร้องเรียนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่เรื่อยๆ บางคนก็เขียนประวัติมาครึ่งบรรทัดแล้วก็ไม่ได้แนะนําตัว ไม่ได้สนใจประชาธิปไตย ไม่คุยกับใครทั้งนั้น ก็แสดงให้เห็นเจตนา

“การรวม 4 กลุ่มเข้าด้วยกันนั้นมีปัญหามาก เหมือนโรงเรียนรวมเหล่า คนไทยมีความคิดเหมารวม แม้เราจะมีข้อผิดพลาดจากรอบที่แล้วที่ทําให้ตัวแทนจากบางกลุ่มไม่สามารถเข้ามาได้เลยอย่างรอบที่แล้วไม่มีคนพิการเข้าไปได้แม้แต่คนเดียว ทั้งที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือต้องการเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม แต่แนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจนก็ตีความยากมาก ระดับเจ้าหน้าที่ก็ไม่กล้าตัดสินใจ ทุกครั้งจะต้องยื่นเรื่อง สิ่งต่างๆก็เลยล่าช้า ไม่ทัน

“หากรวมคนพิการในกลุ่มนี้ คนพิการก็เบียดขึ้นมาไม่ได้เลยเพราะกลุ่มผู้สูงอายุมีเยอะมากทั้งข้าราชการเกษียณด้วย นิยามก็หลวมมากแค่อายุ 60 ขึ้นไปก็สมัครได้แล้ว จึงคิดว่าควรแยกจากผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มคนพิการเองก็เป็นกลุ่มที่ใหญ่ สามารถแยกออกมาเป็นอีกกลุ่มได้

“ในรอบสมัครระดับอำเภอสถานที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย มีห้องน้ำ มีทางลาด แต่พอวันเลือกจริงสถานที่ไม่มีทางลาด ห้องน้ำก็อยู่นอกตัวอาคาร หากฝนตกก็ต้องฝ่าฝนเปียก ฝ่าแดด บันไดก็มี 3-4 ขั้น จะไปเข้าห้องน้ําทีเราก็เกรงใจคนอื่นที่ต้องช่วยยก ส่วนรอบจังหวัดไม่มีปัญหาเพราะจัดที่ศูนย์ราชการที่เพิ่งสร้าง ถึงแม้ลิฟท์จะไปเปิดแบบในพื้นที่ลงทะเบียน ไม่ได้เจอเพื่อนผู้สมัครคนอื่นและไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคนอื่น

“ตอนมาเข้าห้องน้ำก็พบว่าประตูล็อค ก็เลยลองขยับอู่นานจนกระทั่งเข้าไปได้ ช่วงพักเที่ยงแม้เราอยากเข้าห้องน้ำอีกแต่เพราะลำบากมาก หากเข้าก็คงไม่ได้ทานข้าวก็เลยเลือกเข้าห้องน้ำใกล้ๆ ที่ไม่ได้เหมาะกับวีลแชร์ ผู้สมัครคนอื่นก็ต้องมาช่วยกัน ทุลักทุเลพอสมควร

“ข้อแนะนำสำหรับการจัดครั้งต่อไปก็คือ อยากให้อุดช่องโหว่การคอร์รัปชั่นให้ได้ ต้องให้ประชาชนเข้าไปสังเกตการณ์ และมีอาสาสมัครที่เข้าใจะบบ และสามารถให้ความช่วยเหลือได้แบบเข้าใจ อย่างอาสามารถที่ช่วยเหลือคนพิการ หรือการเตรียมพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สมัครที่พิการ คิดว่าเรื่องเหล่านี้ยังต้องให้ความรู้ความเข้าใจกันอีกเยอะ หลายคนก็ยังไม่รู้ว่าคนนั่งวีลแชร์ต้องใช้ห้องน้ําวีลแชร์

“ตอนที่รู้ว่าไม่ได้ก็รู้สึกว่าเสียดายมาก เพราะเราก็มีความตั้งใจ คนพิการที่สมัครทุกคนก็มีความตั้งใจว่าจะไปเป็นปากเป็นเสียง อย่างแก้รัฐธรรมนูญก็มีหลายจุดที่ต้องแก้ รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนพิการก็เพราะที่ผ่านมาคนพิการไม่ได้พูดเอง เราต้องฝากคนอื่นตลอด แต่ถ้าคนพิการได้พูดเอง คนก็จะมองภาพคนพิการอีกแบบ ไม่เหมารวมว่าคนพิการต้องมีคนอื่นพูดแทน หรือต้องรับการสงเคราะห์อย่างเดียว และเห็นว่าคนพิการเป็นผู้ที่วางนโยบายได้”