เมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา Thisable.me, ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการพุทธมณฑล, ประชาไท, โก๋แก๋ และร้านดีคอมมูเน่ ร่วมจัดงานเสวนา “เสรีภาพหรือเสรีพร่อง 3.0” ในประเด็น “คนพิการขับรถ” ที่จะชวนทุกคนตั้งคำถามคนพิการขับรถลากยาวไปถึงจุดเริ่มต้นของการขับขี่รถอย่าง การทำใบขับขี่เมื่อคนพิการถึงสำนักงานขนส่งถูกปฏิเสธการทำบัตรอย่างรวดเร็ว และที่จอดรถคนพิการจริงๆ มีโฉมหน้าเป็นอย่าง แล้วทุกวันนี้ที่จอดคนพิการถูกเหมารวมกับที่จอดรถผู้สูงอายุและที่จอดรถครอบครัวก่อให้เกิดอุปสรรคอะไรกับคนพิการอย่างไรบ้าง หากแยกออกมาเป็น ‘ที่จอดรถคนพิการ’ แล้วช่วยให้คุณภาพชีวิตคนพิการดีได้ยังไง ร่วมคุยกับภัทรา กรังพานิชย์ (เมย์), สันติ รุ่งนาสวน (โอ) และจำปี สวัสดิ์คำ (จำปี) โดยมีคชรักษ์ แก้วสุราชดำเนินเสวนา
อยากให้แต่ละแนะนำตัวหน่อย
สันติ: ตอนปี 2540 ผมประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ชนกับรถยนต์ แล้วทำให้กระดูกคอข้อที่ 6 ข้อที่ 7 และข้อที่ 8 กดทับเส้นประสาท ทำให้เป็นอัมพาตและอ่อนแรงตั้งแต่ราวนม แขนพอมีกำลัง มือมีแรงสัก 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วงรักษาอยู่โรงพยาบาลประมาณ 5 เดือน กลับมาบ้าน มานอนติดเตียง 5 ปี แล้วเริ่มลุกออกจากที่นอนเมื่อปี 2545
จำปี: ผมพิการตั้งแต่กำเนิด เนื่องจากกระดูกสันหลังไม่เจริญเติบโตในครรภ์ ทำให้ช่วงล่างไม่มีแรงแต่พอประคองร่างกายให้เดินได้โดยใช้ไม้เท้าพยุงตัวตอนอยู่บ้าน ถ้าอยู่นอกบ้านใช้วีลแชร์เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
ภัทรา: ตอนอายุ 16 ปีเกิดอุบัติเหตุขี่มอเตอร์ไซด์ล้มแล้วรถพ่วงทับขา เลยต้องตัดขาทั้ง 2 ข้าง ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล 2 เดือน ช่วงที่รักษาก็ทำกายภาพ ฝึกฝนเพิ่มกำลังแขนเพื่อที่จะช่วยเหลือตัวเองได้เยอะๆ ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุเริ่มพัฒนาตัวเอง หัดใช้รถเข็น เริ่มที่จะดูแลตัวเอง แต่ไม่ใช้ขาเทียมเพราะไม่ค่อยสะดวกขาขาดค่อนข้างสูง เหนือเขาสองข้าง เวลาใช้ขาเทียมต้องใช้แรงเหวี่ยงจากสะโพกเยอะแล้วเกิดการเสียดสีจนเป็นแผล เราใช้วีลแชร์ทรงตัวได้และช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่า และปลอดภัยกว่าใช้ขาเทียม หากใช้ขาเทียมต้องใส่ 2 ข้างแล้วต้องใช้ไม้ค้ำ 2 ข้างเวลาเดิน ขาหนึ่งก้าว ขาอีกข้างอยู่กับไม้ค้ำ ทำให้ความคล่องตัวน้อย เดินได้ไม่นาน เต็มที่ก็ครึ่งชั่วโมง เคยใช้ขาเทียมแล้วเดินไกลสุดคือ 2 กิโลเมตรแต่ขาเหวอะเลย ช่วงปลายขาสีกับตัวเบ้า ถ้าใส่ขาเทียมฝึกให้ถนัดแล้วให้แผลตรงนั้นเกิดความด้านขึ้นแล้วจะเจ็บน้อยลง
จุดเริ่มต้นที่แต่ละคนมาขับรถ
สันติ: ไม่ได้มีความกังวลเพราะช่วงหนึ่งเราเห็นคนพิการคนอื่นเขาขับได้ แล้วเป็นความพิการที่คล้ายๆ กับเราแล้วขับได้ เราก็คิดว่าเราน่าจะขับได้ แล้วเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้เราอยากขับรถ
ช่วงที่ขับรถเองได้แล้วล้วแต่ยังย้ายตัวเองจากวีลแชร์ขึ้นรถ ต้องให้คนอื่นช่วยอุ้มขึ้นรถ ตอนนั้นมองว่า ตัวเองเป็นคนมีความพิการรุนแรงคือ คนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะเราไม่สามารถย้ายตัวเองได้ ผมเพิ่งย้ายตัวเองจากวีลแชร์ไปชักโครกหรือเก้าอี้อาบน้ำตอนปี 2557 วันแรกที่คิดจะย้ายตัวเอง ผมขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำประมาณ 2 ชั่วโมง วันนั้นอยากอาบน้ำแต่ตีสองแล้ว ผมไม่อยากจะเรียกใคร อยากพยายามช่วยเหลือตัวเอง คิดว่าคนอื่นเขาทำได้เราก็ต้องทำได้แต่ยังไม่กล้าย้ายไปเพราะมือผมกำไม่สนิท กำไม่มั่น กลัวพลาด กลัวหล่น แต่สุดท้ายย้ายตัวเองได้ หลังจากนั้นย้ายตัวเองตลอด ช่วยเหลือตัวเองตลอด
ผมมองว่า ถ้าคนเรามีความมั่นใจแล้วเชื่อมั่น คนทุกคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่แล้ว มันต้องทำได้ ผมรู้จักพี่คนพิการคนหนึ่งเขามีความอ่อนแรงกว่าเรา เขาไม่สามารถหมุนพวงมาลัยในวงกว้างได้ แต่เขาหาวิธีแปลงพวงมาลัยให้เล็กที่สุดจนสามารถจะหมุนพวงมาลัยแล้วขับรถเองได้
จำปี: ครั้งแรกเห็นพี่ๆ ขึ้นขับ ผมก็จินตนาการว่าน่าจะขับได้แต่ผมไม่มีรถ ไม่รู้วิธีการบังคับรถ
ผมอยากมีรถเก๋ง พี่ที่รู้จักกันสนับสนุนให้ซื้อ ไปติด Hand Control และลองขับรถ พอได้รถยนต์ขึ้นรถแล้วเพื่อนพาไปลานวัดกว้างๆ แล้วสอนขับรถ 1 ชั่วโมง แล้วผมขับกลับบ้าน บีบแตรเรียกแม่ให้มาเปิดประตู บอกให้ขึ้นรถเดี๋ยว แม่อึ้ง พูดไม่ออก
ภัทรา: เราเป็นคนชอบทำกิจกรรมเสาร์อาทิตย์มาก ไม่ว่าจะวิ่ง ไปปั่นมาราธอน ช่วงก่อนโควิด-19 ไปทำกิจกรรมเหล่านี้ทุกอาทิตย์เลย การเดินทางของเราก็จะเป็นรถสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถทัวร์ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า เวลาเราไปวิ่งก็จะไปวิ่งที่ต่างจังหวัด ไปเก็บตัวซ้อมกีฬาที่โคราช ต้องใช้ขนส่งสาธารณะบ่อยขึ้น เรารู้สึกว่าไม่สะดวกสบายเพราะตั้งนั่ง 3-4 ต่อ บางครั้งไม่สะดวกเรื่องเวลา บางครั้งนั่งรถตู้ต้องซื้อ 2 ที่นั่ง ที่หนึ่งเรานั่ง อีกที่เอาไว้วีลแชร์ ถ้าไม่ซื้อที่นั่งวีลแชร์ก็จะพิงไว้กับประตูแล้วเรานั่งนั่งแถวแรกตรงที่ติดกับประตู เวลามีคนจะลงแล้วเรายังไม่ลงต้องจับวีลแชร์แล้วเปิดประตูรถให้
การขับรถยนต์ได้เองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราใช้ชีวิตได้ ดูแลตัวเองได้ สังคมเพื่อนกลุ่มนักกีฬาที่เขาก็ขับได้ เรารู้สึกว่าเราอยากขับ เลยขอคุณแม่ขับรถ แต่กว่าจะได้ขับใช้เวลาขอแม่ 2 ปีกว่า คุณแม่ถึงอนุมัติ พอได้รถมาเราก็เอาไปเข้าร้านสแตนเลสแล้วให้เขาทำตามแบบที่เราถ่ายรถของเพื่อนมาแล้ววัดกับรถของเราทำทำเป็น Hand Control หลังจากนั้นฝึกขับรถ 1 เดือนแล้วไปทำใบขับขี่ เสร็จแล้วหนึ่งเดือนฝึกขับแล้วไปทำใบขับขี่
เวลาคนพิการกลับไปใช้รถยนต์ คนรอบข้างกังวลไหม
จำปี: มุมมองของคนปกติจะเห็นคนไม่พิการขับแล้วก็เกิดอุบัติเหตุแล้วกลายเป็นคนพิการ พอคนพิการขับรถเขาจะรู้สึกว่า คนนั่งจะปลอดภัยไหม จะเป็นอะไรมากไปกว่านี้ไหม มันคือการปรุงแต่งที่ซึมซับมาจากการเกิดอุบัติเหตุของคนปกติที่มีศักยภาพ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วยังเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ แล้วศักยภาพของคนพิการเป็นครึ่งหนึ่งของคนปกติ จะขับขี่ให้ปลอดภัยได้ยังไง นี่เป็นมุมมองของคนที่เขาไม่เคยนั่งรถที่คนพิการขับ หากได้ทดลองนั่งก็ได้อยู่ ถ้าไปไหนไกลๆ แล้วเราเบรคกระทันหัน เขาจะรู้สึกหวั่นใจ จะไปรอดไหม
ครอบครัวผมต่อต้านเรื่องการขับรถ ชักแม่น้ำทั้งห้าเรื่องของความน่ากลัวของการขับรถมา เดี๋ยวรถชนแล้วต้องไปขายที่ ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ตายแล้วก็ต้องพิการหยอดน้ำข้าวต้มกิน
ภัทรา: ที่ต้องใช้เวลาอนุมัติ 2 ปีเพราะตอนแรกก็หัวชนฝาเหมือนกัน เขาก็ไม่โอเค ไม่ค่อยสบายใจ เขาห่วงแล้วเขาก็กังวลว่าเราขับรถไปจะเกิดอุบัติเหตุอีกไหม เราขับรถชนอีก เป็นอะไรขึ้นมา เขากลัวเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน กลัวเกิดอุบัติเหตุครั้งที่ 2 จนถึงขั้น ‘มึงอยากตายอีกรอบเหรอ’ แต่เราพยายามค่อยๆ ใส่ข้อมูลไป เอาคลิปวิดีโอคนพิการขับรถให้ดู ถ่ายรูปพี่ๆ ที่เขาขับให้ดูว่า เขาขับยังไง ที่เขาต่อต้านเราเพราะเขายังไม่มีข้อมูลและไม่รู้ว่าขับแล้วปลอดภัยยังไง แล้วระบบขับเป็นยังไง สุดท้ายเราให้เพื่อนที่ขับไปบ้านกับเรา พาไปให้แม่ดูว่าพี่เขาก็ขับเป็น และเห็นว่า สังคมกีฬาคนพิการที่เราอยู่ ทุกคนขับรถเป็นเรื่องปกติ ใช้ชีวิตปกติ เขาอนุญาตให้เราทำได้

ภัทรา กรังพานิชย์
เป็นคนพิการพยายามจะขับรถทำไม
ภัทรา: เพราะเราไม่ได้อยู่กับครอบครัวตลอดและไม่ได้มีคนดูแลไปตลอดชีวิต แม้กระทั่งครอบครัว เราอยากจะดูแลตัวเองได้ทุกๆ อย่าง อยากทำทุกๆ อย่างในชีวิตด้วยตัวเราเอง รวมไปถึงการที่เราดูแลตัวเองด้วย ช่วยเหลือตัวเองด้วย เราเริ่มจาก พอเราพิการครอบครัวหรือคนรอบข้างจะคิดว่าเราหมดอนาคต พิการแล้วจะทำอะไรได้ จะต้องมีคนดูแลเราไปตลอดชีวิต เขาคิดแบบนั้น งั้นเราทำให้เขาเห็นว่า เราสามารถดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน งาน ทุกอย่างให้เหมือนกับที่ทุกๆ คนที่ทำบนโลก ทุกเรื่องที่เราควรจะทำ ลองทำ อันไหนทำได้ก็ทำ อันไหนลองทำได้ก็ไม่เป็นไร เราจะได้รู้ว่าอะไรที่ทำไม่ได้ อย่างเรื่องการขับรถที่เราควรจะขับได้หรือที่เราควรจะทำได้เพราะว่า ถ้าเราขับได้ เราจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ เราอยากไปไหนเราก็ไป ไม่ต้องอึดอัดใจจะขอร้องให้คนอื่นพาไปหรือรอคอยรถหรือเสียค่าจ้าง เราอยากไปก็ไปได้เลย พอถึงจุดที่เรารู้สึกว่าช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ความจริงที่เกิดขึ้นอีกเรื่องคือ เราก็ช่วยเหลือครอบครัวได้
การขอความช่วยเหลือคนอื่นลำบากยังไง
ภัทรา: สมมติเราอยากเข้าห้องน้ำแต่เราเข้าเองไม่ได้ แล้วรถเข็นคันแรกของเราเป็นรถเข็นคนแก่ที่มีแต่ล้อเล็กๆ 4 ล้อ เข็นเองไม่ได้ ต้องมีคนเข็น ไม่ว่าจะ ทำอะไรแค่ในบ้าน ในห้องก็ตามก็ไปเองไม่ได้ ต้องเรียกให้แม่และพี่พาไปหน่อย เขายังไม่ว่าง ทุกคนไม่ได้สแตนด์บายอยู่กับเรา เพราะว่าทำงาน เราก็ต้องรอ บางครั้งเราให้หยิบของดูเฉยๆ แต่เราหยิบไม่ได้ เราหยิบไม่ถึง เราก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเขา บางทีของความช่วยเหลือจุกจิกทุกวัน คนที่เขาอยู่กับเราไม่ใช่เขาไม่รักเรา แต่ต้องเข้าใจว่า ไม่มีใครที่ปรนนิบัติเราได้ตลอดเวลาตามที่เราต้องการ เราไม่ได้ดั่งใจทุกอย่าง ทำให้เรากลายเป็นคนหัวร้อน ขี้หงุดหงิด เราสั่งใครไม่ได้เพราะเราอยู่ในฐานะขอร้องเขา มันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราทำอะไรได้ด้วยตัวเองก็ดีกว่า ไม่ต้องขอร้องใคร ไม่เป็นภาระใคร มันก็จบ ไม่เกิดปัญหา
สันติ: มันเป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะมนุษย์ทุกคนก็อยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง คนที่เขาดูแลเราก็ต้องการมีเวลาเป็นส่วนตัว เขามีชีวิตเป็นของเขา เราอยากทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ เราอยากได้นู้นได้นี่แล้วต้องขอความช่วยเหลือจากเขา ทั้งๆ ที่เขาเองก็อยากมีชีวิตของเขา ไม่ใช่คนที่บ้านเขารังเกียจที่จะดูแลเรา เพียงแต่ว่าคนทุกคนสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ บางคนทำงานเหนื่อยมาแล้วต้องมาดูแลเราอีก เหมือนเราทำงานเหนื่อยๆ กลับมาเราอยากจะพักผ่อน เขาเองก็ไม่คิดต่างจากเรา ถามว่าเราขอความช่วยเหลือได้ไหม ได้ แต่ถ้าจะต้องขอความช่วยเหลือทุกวัน เราลำบากใจ
ถ้าย้อนไปเมื่อก่อน 10-20 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะขับรถเองใช้บริการแท็กซี่ เราเรียก 7 คัน เราจะขึ้นคันที่ 7 ผมเคยเจอแบบนี้ ทุกวันนี้ยังมีแบบนี้ ล่าสุดเอารถไปซ่อม รปภ.เรียกแท็กซี่ให้ แท็กซี่จอดให้ เอาของขึ้นรถเสร็จ ผมถามว่า เอาวีลแชร์ผมขึ้นท้ายได้ไหม คนขับบอกท้ายปิดไม่ได้ เขาไม่รับเรา แล้วต้องขนของลง สถานการณ์แบบนี้เป็นอะไรที่ผมอึดอัดใจ ผมไม่ได้ขอขึ้นฟรีด้วยซ้ำ
เวลาจะออกไปข้างนอกวันพรุ่งนี้เช้า ตอนกลางคืนนอนคิดทั้งคืนว่าจะเจอแท็กซี่แบบไหน เขาจะปฏิเสธกูหรือเปล่าว่ะ คิดจนจิตตกไปเลย บางทีผมพยายามเรียกเแท็กซี่ที่น่าจะอุ้มผมได้ แต่เขาปฏิเสธเราวว่า แก๊สหมด เดี๋ยวต้องไปส่งรถ จนกระทั่งแท็กซี่คันที่แวะรับผม ตัวเล็กนิดเดียวจะอุ้มผมยังไง ทุลักทุเลยแต่คนขับช่วยให้ขึ้นแล้วพาเราไปถึงจุดหมายได้ นอกจากนี้ยังเคยถูกแท็กซี่ปล่อยลงกลางทาง ผมขึ้นรถแล้ว ตกลงราคากันแล้วว่าเท่าไหร่ แต่เจอชาวต่างชาติไปพัทยา คนขับแท็กซี่ทิ้งผมลงกลางทาง ตอนที่ผมขึ้นรถแท็กซี่จากสนามบินสุวรรณภูมิถึงพระจอมเก้า คนขับแท็กซี่บ่นไม่หยุด ผมเลยบอกว่า พี่จอดข้างหน้าเลย ไม่ไปแล้ว ปรากฎว่า คนขับจอดจริง ยกวีลแชร์ลงให้ผมและพาผมลงจากรถแล้วให้เรียกรถแท็กซี่คันต่อไปเอง เรื่องเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่า ผมต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ตลอดชีวิตหรือเปล่า สุดท้ายผมก็ต้องหาหนทางให้ชีวิตง่ายขึ้น ตอนนั้นได้รถตู้จากญี่ปุ่นมาคันหนึ่ง จ้างคนขับ แต่คนขับเกิดอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซด์แล้วเสียชีวิต รถจอดทิ้งเป็นเดือนเพราะไม่มีคนขับ พอมีเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ เข้ามาตัดสินใจเอารถไปติด Hand Control เริ่มขับรถตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เคยเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น รถเฉี่ยวชน รถเสียกลางทาง อุบัติเหตุบ้างไหม
จำปี: เคยเจอรถเสียกลางทางคือ ความร้อนขึ้น หลังจากนั้นมาพอเห็นเข็มความร้อน
ชี้ผิดปกติหลอน รู้สึกแพนิค รถเคยดับกลางทาง รถชนท้ายอีกคันหนึ่งแล้วผมตีไฟหลบข้าง แต่รถไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ระวังหน่อย แล้วมีคนอื่นขับรถมาชนแล้วมาลูบที่รอยบุบแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ขับรถไปต่อ ไม่รับผิดชอบอะไรเลย
สันติ: ผมว่า อุบัติเหตุเป็นเรื่องธรรมชาติของการขับรถ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอพูดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่า กูไม่ได้ประมาท กูขับรถดี แต่รถชนมาแล้ว 5 ครั้ง ตอนที่ชนครั้งแรก รถตู้ชนท้ายกับรถ 18 ล้อ รถขับรถตามเขามาแล้วตีไฟออกขวา อยู่ๆ ก็หักเข้าซ้ายแล้วเบรค รถเราก็ชน เขาก็จอดรถแล้วลงมาดูเรา ผมก็ถามว่า เบรคทำไม เขาก็บอกว่า ถ้าผมไม่เบรคก็ชนคนตายแต่ไม่กลัวเราตาย ทำให้รถตู้พังแล้วรถ 18 ล้อก็มาบอกว่า ถ้าเรื่องถึงตำรวจเราเป็นฝ่ายผิดด้วย ไอ้เหี้ยกูกลายเป็นคนผิดอีกหรอ มึงเบรคขนาดนี้ กูต้องกลายเป็นคนผิดอีกเหรอ สุดท้ายก็ไม่ได้ค่าซ่อมรถ ต้องซ่อมเอง แล้ววันนั้นมีงานนัดกับอบต.ไว้ เลยไม่ได้ไป อีกครั้งหนึ่งขับรถเก๋ง คนที่ขับรถข้างหน้าเบรค ผมก็เบรค พอเขาปล่อยเบรค ผมปล่อยเบรคแต่ไม่ยอมไป รถเลยชนท้าย รถเขาทะเบียนหลุดหาย แต่รถผมหนัก เขาก็จอดรถโทรหาญาติ ส่วนเราก็นั่งรอในรถ เขาไม่ได้เดินมาหาเรา เราก็ไม่ได้ลงไปหาเขา รออยู่ในรถ จนประกันมาคุยกับเราแล้วเห็นว่า ผมเดินไม่ได้ ประกันก็บอกว่าจะช่วยเคลียร์ให้เรา สุดท้ายไม่ได้เสียเงิน คู่กรณีต้องเป็นคนมาอุ้มเรา พาขึ้นรถเขาไปสถานีตำรวจด้วยกัน ถึงสถานีตำรวจเขาก็มองกัน ประกันก็ไปคุยกับตำรวจเขียนสำนวนให้ไม่เป็นอุบัติเหตุแต่เป็นความประมาทจะได้ไม่เสียค่าปรับแต่เสียค่าเขียนสำนวน 20 บาท ส่วนคนเขียนก็บ่นว่าเขียน 2 หน้ากระดาษได้เงิน 20 บาท แล้วประกันแจ้งว่า อาจจะมีเจ้าหน้าที่ประกันโทรมาหาแต่เดี๋ยวเคลียร์ให้
ล่าสุดเพิ่งเอารถออกจากอู่มาได้ 3-4 วัน เนื่องจากรถชนเพราะมีรถข้างหลังกดดันเลยทำให้ลุงต้องเลี้ยวรถแล้วรถเราชนเต็มแรงที่หน้าบ้านลุง รถผมคันชักหักขับต่อไปไม่ได้ วันนั้นตำรวจขับรถตามลุงมา เห็นเหตุการณ์แล้วก็จอด ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วก็พูดเสียงดังโทษเราว่า ถ้าไม่หักหลบกลับมาก็ไม่ชนหรอก โถ่ ไอ้ลุง ถนนแค่นี้จะให้หักหลบที่ไหน ผมก็โมโห สุดท้ายแกก็ไม่พูดว่าจะช่วยซ่อมรถต่างคนต่างไม่มีประกัน โชคดีที่เรามีใบขับขี่ ลุงแกไม่มี ตำรวจเลยบอกว่า ตกลงกันไม่ได้ไปคุยกันที่สถานีตำรวจ ลุงกลัวเสียเยอะเลยเดินมาหาที่รถแล้วบอกว่า ช่วยค่าซ่อม 5,000 บาท ผมเลยบอกว่า ลุงไปหาอู่ ไปหาช่างคิดว่าสนิทที่สุดมาและซ่อมราคาถูกที่สุดสำหรับลุงมาซ่อมรถให้ผม ผมไม่เรียกร้องอะไรลุง แล้วเราตัดบทไม่คุยกับลงเพราะกลัวใจอ่อน สุดท้ายลุงซ่อมให้ ทุกครั้งที่รถชนไม่เคยโทรหาใครเลย ไม่เคยที่โทรหาที่บ้าน จนเขารู้กันเอง เวลาเกิดอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่ก็นั่งอยู่ในรถอย่างเดียว ถ้าอีกฝ่ายไม่มาจัดการเราก็นั่งอยู่ในรถอย่างนี้
ภัทรา: แฟนขับรถให้จากโคราชไปธรรมศาสตร์เพราะว่าวันรุ่งขึ้นมีสอบ ซ้อมกีฬาตอนเช้าเสร็จ กลางวันกินข้าว บ่ายออกเดินทาง ไปถึงมหาลัยเมื่อไรก็ได้ไม่รีบ ตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายสอง หนังท้องตึง หนังตาหย่อนช่วงโรงปูน จังหวัดสระบุรี เราก็หลับ แฟนก็ขับคนเดียว อยู่ดีๆ ก็ตึง เรา เฮ้ยอะไรว่ะ เราลอยอยู่กลางอากาศ แล้วก็มีเสียงตึงอีกทีตอนชนกับแบริเออร์ข้างๆ แล้วรถเหินเหมือนรถไฟเหาะขึ้นแล้วลงมาตะแคงข้าง รถไถลต่อ ในใจเราขออย่าให้มีรถคนอื่นมาชนซ้ำ เพราะเหลือไถลอย่างเดียว รถจะนิ่งแล้ว ระหว่างรถไถลประกายไฟขึ้นอย่างกับหนังไซไฟเลย พอรถนิ่ง เราตั้งสติดูว่าเราและแฟนเป็นอะไรไหม ก็ไม่เป็นอะไรแล้วกดกระจกลงแล้วเราลอดออกจากกระจก ส่วนแฟนออกจากกระจกข้างบนรถ คนเริ่มมามุงดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วจะมาช่วย พอคนเห็นเราตกใจตะโกนเสียงดังว่า ขาขาดเลยเหรอ เราเลยตอบกลับไปว่า ไม่พี่ หนูขาขาดอยู่แล้ว เขาอึ้งไปเลย แต่เราทั้งสองคนไม่มีเลือด ไม่ได้เป็นอะไรเลย มีแต่รถที่เสียหาย แล้วชนเสาไฟฟ้าล้มไปโดนรถคันอื่นอีก 2-3 คน ปกติเวลาเกิดอุบัติเหตุอะไรจะโทรหาแม่เป็นคนแรกก่อน ตอนที่ขาขาดก็โทรหาแม่ว่า ให้มาหาหน่อยโดนรถทับเขาเละหมดเลย ตอนนั้นแม่เงียบไปเลย รอบนี้ก็โทรหาแม่ว่า รถคว่ำ แล้วแม่ก็บอกว่า มึงโทรหากูทำไม ทำไมไม่โทรหาประกัน เราโทรเรียกประกัน พอประกันก็มา คู่กรณีพาไปสถานีตำรวจ แล้วรถก็ลากไปสถานีตำรวจ
ตอนนั้นรถที่ชนต่อๆ มาอีกทีเป็นรถที่คุณวี วิโอเลตนั่งและรถทีมงานของคุณวี วิโอเลต เขาพาคุณวีไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแต่ไม่ได้เป็นอะไร ส่วนรถทีมงานอีกคันเขาวิ่งผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เราเลยติดรถเขามา รถที่คว่ำเพิ่งออกได้เดือนเดียว เป็นรถป้ายแดงเลย อีกครั้งหนึ่งขับรถออกไปหาข้าวกิน เลยมองข้างทางหันกลับมาเจอไฟเหลือง ไม่รู้ว่าไฟเหลืองนานหรือยัง เราเบรคแต่คันหลังเบรคไม่อยู่ชนท้าย แล้วขับรถไปจอดข้างทาง เราเอาวีลแชร์ลง คุณลุงที่ชนท้ายเราใส่ขาเทียม ลุงคิดว่า เราจะวิ่งผ่าไฟเหลืองเลยเหยียบเร่งที่จะไป ทั้งคู่ก็เรียกประกัน เกิดอุบัติเหตุมา 2 ครั้งไม่เคยทะเลาะกับใครเลย คู่กรณีก็เห็นใจ ช่วยเหลือกันเต็มที เวลาขับรถก็ต้องเข้าใจว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องมีสติ หากเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องทำอย่างไรต่อ แก้ไขปัญหาอย่างไร ทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนเจออุบัติเหตุรถชน อึ้งอย่างเดียวก็ไม่ช่วยอะไร เราจะนั่งอยู่บนรถอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าสมมติเกิดอุบัติเหตุรถน้ำมันรั่วแล้วระเบิด เราก็ต้องรีบออกมา
มีรถกับมีใบขับขี่อะไรอยากกว่ากัน
จำปี: พอๆ กันแหละ ถ้ามีเงินก็มีรถ ถ้าจะมีใบขับขี่ก็ต้องผ่านหลายด่าน ยากกว่าคนปกตินิดหนึ่งคนปฏิบัติภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ หรือนั่งอยู่ที่บ้านมีใบขับขี่ได้เพราะสามารถทำออนไลน์ได้ แต่คนพิการต้องเห็นรูปร่าง เวลาไปต่อใบขับขี่ก็ไม่ได้ทำได้เลย ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในภาคปฏิบัติ
จริงๆ ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนที่จะอนุมัติ แต่ในใจคิดว่าดีเนื่องจากเป็นการทบทวนสมรรถนะตัวเองอีกครั้ง เราไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียวบนถนน วันใดวันหนึ่งร่างกายอ่อนล้าจนไม่สามารถควบคุมรถได้ มันมีชีวิตของคนบนท้องถนนด้วย
คนที่จะอนุมัติใบขับขี่ไม่อ่านกฎหมายที่บัญญัติไว้มาตัดสิน มองว่า คนที่ควรอนุมัติคือ คนที่มีอวัยวะครบ 32 ประการมากกว่า แล้วอุปกรณ์ที่เสริมขึ้นต้องผ่านมาตรฐานของวิศวกร ถ้าหาวิศวกรมาอนุมัติให้ไม่ได้ก็ไม่ได้ใบขับขี่ ต่างจากคนไม่พิการซื้อรถใหม่แล้วไปสอบใบขับขี่่ก็ได้เลย แค่มีเงินไปเรียนขับรถ ขับเป็น ขับเก่ง ขับชำนาญแค่ไหนไม่รู้ แต่ขับรถได้ตามที่สอบปฏิบัติ ก็มีใบขับขี่แล้ว
สันติ: สำหรับผมมีรถยากกว่า เพราะเราไม่มีเงิน ใบขับขี่ใบแรกทำง่ายแต่มันจะยุ่งยากตอนไปขอใบรับรอบแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐ ในใบรับรองแพทย์ต้องให้แพทย์เซ็นต์ว่า เรามีความพิการแต่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย เวลาเขียนให้หมอก็จะรู้สึกว่า คนพิการขับรถปลอดภัยจริงหรือเปล่า หมอก็ต้องมาดูรถของเราแล้วขับอย่างไร หมอให้อธิบาย เมื่อก่อนเวลาทำต้องไปอบรมก่อนที่ชั้น 3 โดยเจ้าหน้าที่คุมสอบขนส่งขอให้คนที่มาทำใบขับขี่ด้วยกันยกขึ้นไป วันนั้นเจ้าหน้าที่เห็นถึงศักยภาพและความตั้งใจ วันนั้นผมเลยกลายเป็นต้นแบบ ดูสิว่า เขาต้องบากบั่นแค่ไหนถึงได้ใบขับขี่หนึ่งใบ แล้วเขาไม่สามารถซื้อขอใบรับรองแพทย์ที่ขนส่งได้ ต้องไปขอจากที่โรงพยาบาลรัฐเท่านั้น หลังจากนั้นลงมาสอบขับขี่ เจ้าหน้าที่ที่คุมสอบก็ขึ้นไปด้วยแล้วดูว่า เราขับยังไง มีการถกเถียงว่าต้องระบุลงไปในบัตรไหมว่าขับรถได้เฉพาะเลขทะเบียนนี้ ผมก็พยายามอธิบายให้เขาฟังว่า ถ้าหากมีความจำเป็นต้องไปขับรถคันอื่นทำยังไง ไม่อย่างนั้นผมมีรถ 3 คันก็ต้องทำใบขับขี่ 3 ใบไหม สุดท้ายยอมที่จะไม่ระบุหมายเลขทะเบียนรถลงในใบขับขี่ เท่าที่อ่านในตัวกฎหมายก็ไม่ได้บอกให้ระบุไว้ น่าจะเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
อย่างที่จำปีบอก เราก็ต้องผมไปขอใบรับรองวิศวกรเรื่องมาตราฐานของอุปกรณ์ที่เสริมขึ้นมาใช้ได้ไหม ครั้งแรกเสียเงิน 2,000 บาท ครั้งที่สองขนส่งใช้วิศวกรของตนที่จะตรวจสภาพและได้ใบขับขี่ง่าย ไปสอบภาคปฏิบัติอย่างเดียว ไม่ต้องขึ้นไปฟังภาคทฤษฎีข้างบน เจ้าหน้าที่พยายามที่จะช่วยแต่ยังไงก็ต้องขึ้นไปถ่ายรูปข้างบน ผมก็บอกให้เขาเอากล้องมาถ่ายรูปข้างล่างโดยเอาฟิวเจอร์บอร์ดมารองเป็นพื้นหลังแล้วก็ถ่ายรูปข้างล่าง แต่ครั้งล่าสุดเป็นการทำใบขับขี่ที่ยากที่สุด ยากตั้งแต่ใบรับรองแพทย์ ไปวัดแล้วความดันต่ำแล้วส่งผมเข้าห้องฉุกเฉิน ความดันต่ำ พยาบาลห้องฉุกเฉินก็วัดความดันอีกครั้ง ความดันข้างซ้ายสูง ความดันข้างขวาต่ำ เลยให้ขึ้นเตียงแล้วหมอให้น้ำเกลือถุงหนึ่ง ผมปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร ไม่เอาน้ำเกลือแต่หมอแย้งว่า ความดันเราต่ำมาก ผมก็พยายามอธิบายให้ฟังว่า เป็นเรื่องปกติคนนั่งวีลแชร์ความดันจะต่ำ จนสุดท้ายนอนสักพักแล้ววัดความดันใหม่ ค่าความดันออกมาดีขึ้น แล้ววันนั้นไปกับเพื่อน 2 คน เพื่อนมาก่อนตั้งนานแต่หายไปไหนไม่รู้ จนกระทั่งเจอเพื่อนนอนเปลอยู่แล้วหมอสั่งให้น้ำเกลือ

สันติ รุ่งนาสวน
อะไรที่ทำให้ยุ่งยากต่อการทำใบขับขี่
สันติ: จริงๆ ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอใบรับรองแพทย์ การที่เราเป็นคนพิการเราก็ต้องทำความเข้าใจกับคนในสังคมทุกวันอยู่แล้ว ในแต่ละวันเราไม่เจอคนเดิมทุกวัน เขาก็ไม่ได้มีความเข้าใจคนพิการทุกคน ผมก็ไม่ได้คิดว่าการไปขอใบรับรองแพทย์อะไรยุ่งยากขนาดนั้น แต่ครั้งล่าสุดที่ไปทำใบขับขี่ เจ้าหน้าที่บอกว่า เราทำใบขับขี่ไม่ได้ ผมไม่ได้อยู่เงื่อนไขพรบ. ผมพยายามอธิบายให้ฟังว่า กรณีที่ขาขาดหรือขาไม่สามารถใช้การได้จะต้องมีอุปกรณ์เสริมมา เขาก็บอกว่า อันนี้เป็นเรื่องของคนขาขาดแต่กรณีคุณไม่ได้เข้าข่ายกรณีนี้ วันนั้นคุยหลายเรื่องแล้วพยายามอธิบายว่า ผมไม่ได้ทำใบขับขี่ครั้งแรก ผมมาต่อใบขับขี่ครั้งที่ 4 แล้ว เขาก็บอกว่า อย่าเอาเรื่องเก่ามาคุยกัน ถ้าเอาเรื่องเก่ามาคุยกัน เราต้องเพิกถอนใบขับขี่คุณ ผมก็พยายามอธิบายแต่เขาพยายามตัดบทเรา
ส่วนรถต้องไปให้วิศวกรดูถึงแม้จะทำได้ก็ต้องระบุว่า รถคันนี้ดัดแปลง ผมก็บอกว่ารถคันนี้ไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลย รถนี้ติดอุปกรณ์เสริมขึ้นมา สุดท้ายเอารถไปให้วิศวกรดู เขาก็บอกว่า ไม่จำเป็นต้องระบุไว้หลังบัตรเพราะนี่เป็นอุปกรณ์เสริมไม่ได้ดัดแปลงตัวรถ เจ้าหน้าที่ขนส่งยอมเรื่องไปหนึ่งเรื่อง แต่อีกเรื่องที่ยังไม่ยอมแพ้ไม่ได้เนื่องจากความพิการประเภทนี้ไม่ได้ถูกระบุในพรบ.ฉบับนี้ แต่ปกติก็มีการระบุหมดว่าแขนขาดต้องมีอุปกรณ์เสริมอะไร ขาขาดต้องมีอุปกรณ์เสริมอะไร เขาก็ไม่เข้าใจ แต่ว่าคนคุมสอบเข้าใจเพราะเขาเห็นเราขับรถ อย่างน้อยก็ต้องกระตุกต่อมความคิดหน่อยว่า เราเหยียบเบรคยังไง แต่สุดท้ายเขาบอกว่าต้องทำเรื่องส่งไปที่ขนส่งใหญ่เพื่อให้ฝ่ายกฎหมายตีความว่าจริงๆ แล้วความพิการประเภทคุณทำได้หรือไม่ได้ ผมถามเขาว่า วันนี้ยังไงทำไม่ได้ใช่ไหม เขาก็บอกใช่ ถ้าขนส่งตีความว่ายังไงจะโทรแจ้ง แล้วถ้าขนส่งบอกว่า ได้จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ที่ขนส่งจังหวัดนครปฐมแล้วใช่ไหม เขาก็ตอบว่า ต่อไปคงไม่มีปัญหาแล้วถ้าขนส่งใหญ่เขาตีความลงมาว่า ทำได้
สุดท้ายรอการตีความและผมโทรไปตามที่ขนส่งใหญ่ว่า มีเรื่องแบบนี้แล้วมีการส่งเรื่องจากขนส่งนครปฐม เขาบอกว่าได้รับหนังสือแล้ว เดี๋ยวจะให้ฝ่ายกฎหมายบอกอีกทีหนึ่ง ผมก็ตามเรื่องจนเขาบอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร ทำใบขับขี่ได้ เขาโทรแจ้งขนส่งนครปฐมว่า ขนส่งใหญ่ตอบกลับมาแล้วว่า ทำได้ ให้เราไปทำใบขับขี่ได้ ใช้ระยะเวลานานมาก ใบรับรองแพทย์ที่ขอมาเกือบหมดอายุ แต่มีข้อแม้ทดสอบสมรรถนะยังไงก็ต้องเหยียบเบรค แต่ผมเหยียบไม่ได้ เขาก็บอกว่า ให้ไปนั่งที่พื้นแล้วใช้มือกด ปกติเวลานั่งวีลแชร์ยังทรงตัวไม่ได้ถ้าไปนั่งที่พื้นแล้วเราจะทรงตัวยังไง ผมก็โทรไปคุยกับขนส่งใหญ่ถ้ามีกรณีแบบนี้ เขาบอกว่า ทางนั้นเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถึงวันที่ไปทำใบขับขี่ เจ้าหน้าที่ขนส่งให้ทำแบบนั้นค่อยโทรมาคุยกันหรือถ้าไม่อยากรอก็มาทำที่นี่ ผมตอบว่า ไม่ได้หรอก ถ้าคนพิการทุกคนอยากทำใบขับขี่ไปทำที่นั้นหมดเลยเหรอ เขาก็บอกว่า ถ้าวันที่ไปทำแล้วต้องลงไปนั่งกับพื้นแล้วเอามือเหยียบเบรคให้โทรหา เดี๋ยวจะอธิบายให้เขาฟัง
วันที่ไปทำใบขับขี่อีกรอบ น้ำเสียงเจ้าหน้าที่เปลี่ยนไป สีหน้ายิ้มแย้มตอนรับอย่างดี แล้วบอกว่า ขนส่งใหญ่โทรมาแล้วแต่ยังไงต้องทดสอบสมรรถนะ แผ่นเหยียบเบรคยกขึ้นมาได้ เจ้าหน้าที่หาอะไรมาวางให้ใช้มือเหยียบเบรค
แผ่นเหยียบเบรคยกขึ้นมาไม่ได้เพราะเอากาวไปติดแน่นกับพื้นแต่มันงัดแล้วยกขึ้นมาได้ แต่ผมพยายามอธิบายว่า Hand Control ยกมือจากทางซ้ายไปทางขวา Hand Control สามารถใช้ภายในอันเดียวได้เลย ในอนาคตถ้ามีคนพิการแบบนี้มาสอบใบขับขี่เป็นไปได้ไหมที่จะมีอุปกรณ์เสริมทดสอบการเบรค เขาก็ได้แต่บอกว่า จะรับข้อเสนอแนะไว้ก่อนและถ้าส่งเรื่องถึงขนส่งใหญ่ผมยินดีด้วยซ้ำเพื่อที่อนาคตจะไม่มีปัญหาแบบนี้อีก แต่สิ่งหนึ่งที่ขัดใจคือ อึกอักอะไรก็จะเพิกถอนใบขับขี่เราอย่างเดียวเลย ผมพยายามอธิบายว่าที่ผ่านมาเราทำแบบนี้ เขาก็บอกว่า ที่ผ่านมาทำผิดหมด วันแรกที่ไปทำหมดคำพูดที่จะอธิบายและจำยอม หากทำใบขับขี่ไม่สำเร็จอีกคิดว่าจะมีคาราวานคนพิการไปขนส่งสักรอบหนึ่ง เผอิญวันสุดท้ายผ่านไปได้ด้วยดี
ภัทรา: เหมือนกับคนอื่นๆ แต่คนละที่ ครั้งแรกไปทำใบขับขี่ที่ขนส่งบ้านเกิดเขตอำเภอ อันแรกคือ ต้องขอใบวิศวกรรับรองว่า อุปกรณ์ปลอดภัยไหม ใช้ได้ไหม Hand Control ไม่ใช่อุปกรณ์ไฮเทคและไม่ใช่อุปกรณ์ดัดแปลงรถ Hand Control เป็นอุปกรณ์ที่ติดเสริมเข้าไป ไม่ใช้เราก็ไขน็อตออก เลยปรึกษากับพี่ๆ ในทีมว่า ไปทำใบขับขี่ที่ไหนกัน พี่คนหนึ่งไปทำที่จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่ทำให้คนพิการมาเป็นร้อยคนแล้วเนื่องจากมีคนพิการเยอะ แต่ตอนนั้นเก็บตัวอยู่โคราช เลยตัดสินใจทำที่โคราช จองคิวเดือนหนึ่ง โชคดีมีพี่คนพิการที่โคราชเคยไปทำใบขับขี่แล้ว เราเลยสบาย เจ้าหน้าที่ให้ทำตามระเบียบ ทดสอบสมรรถภาพและสอบขับรถ ที่ทดสอบสมรรถภาพอยู่ชั้น 2 ก็กระดึบขึ้นบันไดไปเองแล้วให้คนอื่นช่วยยกวีลแชร์ให้ ตอนทดสอบเหยียบเบรค เราลงไปอยู่กับพื้นแล้วใช้มือเหยียบ
เราไม่เป็นสายย้อนแย้งกับเจ้าหน้าที่ เขาว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ขออย่างเดียวคือ ขอให้ได้ทำใบขับขี่ ขอแค่นั้น เพราะเรากลัวว่า ถ้าขับรถแล้วไม่มีใบขับขี่ เจอตำรวจก็จะเดือดร้อน เกิดอุบัติเหตุหรือรถชนใครก็ใช้ประกันไม่ได้ ยังไงเราต้องมีใบขับขี่ เจ้าหน้าที่ให้ทำอะไรก็ทำได้หมดเลย ขอแค่ออกใบขับขี่ให้ได้อย่างเดียว แล้วเราไปต่อใบขับขี่ก็มาที่จังหวัดบ้านเกิดเขตเมือง เราเป็นคนพิการคนแรกที่ไปทำ เจ้าหน้าที่เลยงงๆ แต่ไม่ได้แย้งเพราะเรามีใบขับขี่มาอยู่แล้ว แค่มาต่อใบขับขี่ ใบขับขี่ 2 ใบแรกจะไม่มีดอกจันแต่ทำใบขับขี่ครั้งนี้มีดอกจันแล้วข้างหลังเขียนว่า ให้ทดสอบสมรรถะภาพทุกครั้งที่จะต่อใบขับขี่และรถมีการเสริมแต่งปรับอุปกรณ์เพื่อให้ใช้เหมาะสม
คิดว่าสำนักงานขนส่งควรปรับปรุงเรื่องอะไร
สันติ: ตอนที่จะไปทำใบขับขี่ก็ติดต่อเขาไปก่อนว่า ตอนนี้ยังต้องขึ้นไปชั้น 3 อยู่หรือเปล่า แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าช่วงเดือนพฤศจิกายนทางสำนักงานจะย้ายส่วนที่ทำใบขับขี่มาอยู่ชั้น 1 รอหน่อยแล้วกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ย้ายลงมาต้องขึ้นไปชั้น 3
ภัทรา: ส่วนใหญ่อาคารขนส่งเป็นอาคารเก่าก็จะไม่มีลิฟต์ คนพิการทุกคนผ่านการขึ้นชั้น 2 ชั้น 3 มาหมดแล้ว น้อยครั้งที่เราจะมาใช้บริการ เราอาจจะแก้ปัญหาโดยให้คนอื่นที่มาทำใบขับขี่ คนติดตาม และเจ้าหน้าที่ช่วยแบกขึ้นไป ถ้ามีลิฟต์ก็สะดวกขึ้น

จำปี สวัสดิ์คำ
ทำไมที่จอดคนพิการด้านข้างต้องกว้าง
จำปี: ถ้าเป็นที่จอดรถที่ไม่ได้เผื่อที่ด้านข้างไว้ให้กับคนพิการ เวลาคนไม่พิการเปิดประตูรถเดินไปได้เลย แต่คนพิการมีวีลแชร์ลงไซซ์ 34 36 และ 38 ต้องมีพื้นที่ด้านข้างกว้างๆ เพื่อเอาวีลแชร์ขึ้นลงจากรถยนต์ ปัญหาตอนนี้ที่เจอคือ จอดรถที่จอดคนพิการและยังไม่ทันเอาวีลแชร์ลงก็มีมอเตอร์ไซด์มาจอดเสียบด้านข้าง ลงจากรถไม่ได้อยู่ดี ที่จอดรถคนพิการบางที่มีที่กั้น ยามไม่อยู่ ก็ต้องวนรถอยู่ดีเพราะมีรถข้างหลังจ่อตูดบังคับให้เราขับไปข้างหน้าผมตีไฟผ่าหมากรอยามมาเปิด ก็ไม่มีใครมาเปิด ผมต้องวนรถและเสียสิทธิที่จอดรถตรงนั้น ที่ร้ายที่สุดคือ ผมไปตลาด ประเมินแล้วว่า จอดรถตรงนี้แล้วเราออกจากรถได้ ไม่มีรถมาเสียบ พอเราซื้อของเสร็จปุ๊บกลับมาเจอรถเสียบ เรารอเจ้าของรถคันที่เสียบเรานานมากจนต้องเข้าฝั่งข้างคนขับ แล้วเอาวีลแชร์ยกข้ามตัวไปไว้ข้างหลังเบาะคนขับ แล้วโยกตัวเองข้ามเกียร์มาฝั่งคนขับ อย่างเราพอพยุงตัวข้ามตัวได้แต่ถ้าเป็นคนพิการรุนแรงรอจนกินข้าวอีกมื้อหนึ่งได้ ส่วนใหญ่จะเจอเหตุการณ์นี้ที่ตลาด ร้านอาหารตามสั่ง ร้านหมูกะทะ เน้นทำที่จอดรถเชิงปริมาณไม่ได้ทำเผื่อคนพิการ เวลาจอดรถก็ต้องมีคนมาจอดเสียบต่อเป็นเรื่องปกติ แต่เราไม่อยากรอก็ต้องหาวิธีแก้ไขซึ่งตัวเราเกาะขอบประตูแล้วพยุงตัวได้ ใช้คนยกวีลแชร์ไปไว้ท้ายรถหรือถ้าพื้นที่ทางซ้ายมือวางผมก็ขยับเอา นอกจากนี้ยังมีรถมอเตอร์ไซค์เดลิเวอรี่มาจอดด้านข้าง ตัวมอเตอร์ไซด์ไม่ได้ล้ำเข้ามาที่จอดรถคนพิการแต่ล้อเบี่ยงเข้ามาก็เปิดประตูรถได้ไม่สุดแล้วจะยกวีลแชร์ขึ้นยังไง บางครั้งต้องตะโกนขอความช่วยเหลือให้เอาวีลแชร์ใส่ท้ายรถ ตอนลงจากรถคนพิการจะลงเอาวีลแชร์ลงยังไง นี่คือปัญหา
เจอเหตุการณ์อะไรแปลกๆ เกี่ยวกับที่จอดรถคนพิการบ้าง
สันติ: ก็มีแต่เดี๋ยวนี้ปล่อยวางลงเยอะกับเรื่องที่จอดรถคนพิการ เมื่อก่อนรู้สึกว่า ลิดรอนสิทธิ ยอมไม่ได้ ใครมาจอดที่คนพิการแล้วเราไม่มีที่จอด ก็จอดปิดท้ายใส่เบรคมือแล้วเขียนเบอร์โทรไว้ ถ้าอยากจะออกให้โทรหาผม แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครโทร เขาก็นั่งรอ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นผู้หญิงไปจอดที่คนพิการ เราจอดขวางท้ายเขา เขากำลังหัวร้อนและกำลังจะออก ผมก็ถามว่า จะออกเหรอครับ รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมขึ้นรถก่อน ผมพยายามทำทุกอย่างช้าที่สุด แต่สุดท้ายเขาไม่ได้เห็นใจเราหรือรู้สึกผิดแล้วยังชักสีหน้าใส่เราอีก
เวลาผมไปที่ศูนย์การแพทย์ทุกวันก็รู้สึกเห็นใจรปภ. ที่พยายามห้ามแล้วว่า ที่จอดตรงนี้จอดไม่ได้ ตรงนี้เป็นที่จอดสำหรับคนพิการขับมาเอง ถ้าขับรถมาแล้วมีคนพิการ ไปส่งคนพิการแล้ววนหาที่จอดได้ไหม รปภ.ก็บอกจนไม่รู้จะบอกยังไง โดนด่าจนต้องเดินหนี รปภ.บางคนโดนร้องเรียนว่ากั๊กที่สำหรับคนนู้นคนนี่ เขาโดนเยอะ ผมรู้สึกเห็นใจ บางทีไปแล้วไม่มีที่จอด เรารอได้ เขาพยายามหาที่จอดช่องอื่นให้ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง รปภ.พยายามจะช่วยเราโดยเว้นที่จอดรถคนพิการให้เพราะรู้ว่า เราต้องไปทุกวัน เขาก็บอกว่า มาเช้าๆ นะ ต่อไปนี้กั๊กให้ไม่ได้แล้วเพราะโดนร้องเรียนซะแล้ว ตอนหลังรู้สึกว่า ตรงไหนก็ลงได้ขอแค่มีที่จอด ถ้าเป็นซองเล็กๆ ที่ไม่ใช่ที่ของคนพิการ จอดลงไปครึ่งคันเพื่อเหลือพื้นที่ให้เราลงเสร็จแล้วรปภ.จะเข้าใจว่า เขาต้องมาเข็นรถเข้าไปให้ ต่างคนต่างวิน ถ้าเป็นเมื่อก่อนรู้สึกหงุดหงิดมาก ไม่ใช่เรายอมหรอกแต่ต้องปลง
ภัทรา: เจอที่จอดรถคนพิการเต็ม อีกเรื่องหนึ่งที่เจอคือ บางทีที่จอดจะมีกรวย มีไม้กั้น มีที่กั้นมีล้อและไม่มีล้อ นอกจากจะเจอคู่แข่งแล้วยังต้องมาเจอสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้เราจอดรถเองไม่ได้อีก เราเข้าใจว่า เขากั้นที่ให้สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ ถ้าเราไปคนเดียว รปภ.ไม่อยู่แล้วเอาออกเองไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราต้องลงจากรถ เอาวีลแชร์ลงก่อน ไปเอากรวยหรือที่กั้นออก เสร็จแล้วเก็บวีลแชร์ขึ้นรถ ถอยรถเข้า เราเคยรอคนเดินผ่าน ลดกระจกลงขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้ขยับกรวยหรือที่กั้นเพราะใช้วีลแชร์ ยังไม่ทันพูดเขาเดินไปแล้ว เขาคงคิดว่า ใช้กูทำไมก็มีขาเหมือนกันแต่เขายังไม่ทันฟังสิ่งที่เราพูดแล้วก็ไป ถ้าไม่มีคนช่วย เราขับใกล้ไม้กั้นถ้าเป็นอันที่มีล้อก็ดันไป ถ้าเป็นกรวยจับและเหวี่ยงไปให้รถเข้าได้ แต่ที่หนักสุดคือ ที่กั้นไม่มีล้อ ดันไปได้หน่อยหนึ่งแล้วเดินหน้าหน่อยหนึ่ง มันลำบาก บางทีรู้สึกดีที่เขากั้นที่ให้คนพิการ จะดีกว่านี้อีกนิดหนึ่งถ้ามีคนอยู่เปิดให้เราด้วย
จริงๆ รู้สึกว่าที่จอดรถกับห้องน้ำเหมือนกันเลยในเรื่องคนที่จะใช้บริการ เราไม่รู้ว่าคนไม่พิการมีความรู้ไหมว่า ทำไมคนพิการต้องใช้ที่จอดรถที่มีพื้นที่กว้าง ทำไมเราต้องเข้าห้องน้ำที่มีพื้นที่กว้าง ทำไมต้องเราเข้าห้องน้ำที่มีประตูกว้าง เพราะเราอ้วนและใช้วีลแชร์คันใหญ่ ข้อจำกัดเยอะคนพิการมีมากกว่าคนไม่พิการ เราเข้าห้องน้ำคนไม่พิการประตูจะแคบ บางครั้งคนที่ทำห้องน้ำคนพิการใช้ประตูทั่วไปทำให้คนพิการเข้าห้องน้ำไม่ได้อยู่ดีเพราะประตูเล็กกว่าวีลแชร์ ดังนั้นต้องใช้ความเข้าใจด้วยว่า ทำเพื่ออะไร เปิดประตูรถได้นิดเดียวเราก็ไม่สามารถยกวีลแชร์ขึ้นรถได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้บอกว่าเป็นที่จอดของคนพิการเลย ทุกคนห้ามจอด ไม่พิการจอดไม่ได้ จริงๆ แล้วจอดได้แต่อยากขอความร่วมมือว่า ทำธุระเสร็จก็ออกแล้วเพื่อเราจะได้เข้าจอด
ในปัจจุบันที่จอดรถคนพิการรวมกับคนท้อง คนชรา รถเข็นเด็ก บางคนใช้รถเข็นเด็กเข็นสัตว์เลี้ยงแล้วมาจอดก็มี มีรถอยู่ข้างหน้าเรา เราจอดเพื่อรอดูว่า เขาพิการไหม ถ้าเขาอยู่ในเงื่อนไขเราโอเค เขาเดินลงมา เราถามเขาว่า พี่ใช้วีลแชร์ไหม ถ้าไม่ได้ใช้รบกวนขยับรถให้หน่อย เขาตอบกลับว่า พี่มารับเมีย เมียพี่ท้อง แล้วเขาไป เวลาไม่มีที่จอดเราจะเลี่ยงไปจอดหัวมุม ถ้าหัวมุมข้างใดข้างหนึ่งว่างก็จะลงได้ ประตูเปิดได้สุด ถ้าเราไม่ได้จอดที่จอดคนพิการ ทางที่ดีอยากจะเสนอสถานที่ที่มีพื้นที่เยอะให้ กำหนดว่า บล็อกนี้เป็นผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ ใช้ไม้เท้า อีกบล็อกหนึ่งเป็นคนท้อง อีกบล็อกหนึ่งเป็น คนชรา อีกบล็อกหนึ่งเป็น เด็กที่ใช้รถเข็น จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันว่า อยู่ในเงื่อนไขหรือไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จอดรถ
มีข้อแนะนำอะไรกับที่จอดรถคนพิการ
สันติ: ผมอยากเสนอว่า ทำที่จอดที่คนไหนเข้าไปจอดก็ได้แล้วมีพื้นที่ลงเพียงพอ ถ้าเป็นพื้นที่จำกัดคงจะยากควบคุมได้แต่ขอความเห็นใจจากคนไม่พิการ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงควรจอดที่ที่มันไม่ใช่ที่จอดของคนไม่พิการดีกว่า ผมเองก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ถ้าต้องบอกว่า อันนี้ที่สำหรับคนพิการแล้วทำให้คนอื่นลำบากในการหาที่จอดรถ
ลูกหลานที่พาพ่อแม่มาโรงพยาบาลแล้วต้องนั่งวีลแชร์ พาพ่อแม่ไปส่งก่อนได้ไหม ส่งเสร็จแล้วไปหาที่จอดแล้วค่อยกลับมาดูแลหรือขึ้นไปข้างบนที่มีเวรเปลคอยให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว ไปจอดส่งพ่อแม่ตรงนั้นแล้วไปวนหาที่จอด ซึ่งไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องจอดที่คนพิการแล้วต้องลงตรงนั้น มันมีจุดรับส่งผู้ป่วยอยู่แล้ว เราไปส่งผู้ป่วยก่อนแล้ววนหาที่จอด
การที่คนพิการได้ขับรถออกไปใช้ชีวิตข้างนอกส่งผลดีอย่างไร
จำปี: ถ้ามุมมองของผมคือ เป็นเครื่องมือให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตตามปกติ ออกมาประกอบอาชีพ ออกมามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และทำให้เขาไม่เป็นภาระของครอบครัว ของสังคม ของรัฐ
สันติ: ถ้ามองมุมมองคนพิการจะออกมาใช้ชีวิตในสังคม ผมยินดีและสนับสนุนเต็มที่ทำอย่างไรให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างทั่วถึง ถ้าพูดถึงเรื่องการเดินทาง คนพิการทุกคนไม่สามารถซื้อรถได้ทุกคน คนพิการไม่ได้มีความสามารถขับรถได้ทุกคน แต่จะมีอะไรที่สนับสนุนให้คนพิการสะดวกในการเดินทาง เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งมีเฉพาะในเมือง ต่างจังหวัดระบบการขนส่งยังเข้าไม่ถึงคนพิการและคนไม่พิการก็ยังมีความยากลำบากในการเดินทาง แล้วจะทำอย่างไรให้ระบบขนส่งสาธารณะกระจายออกสู่ต่างจังหวัด นอกเมือง เราต้องจัดระบบขนส่งสาธารณะที่พร้อมกับคนทุกกลุ่ม ถ้ามีระบบขนส่งแบบนี้ คนพิการสามารถมาใช้ชีวิตในสังคมได้ดีขึ้น
ภัทรา: อยากให้คนพิการได้ใช้ชีวิต มีชีวิตเป็นของตัวเอง ได้ทำทุกๆ อย่างที่ตัวเองอยากจะทำ ได้ทำสิ่งที่คนทั่วไปมองว่า ธรรมดา อยากให้คนพิการขับรถได้ทุกๆ คน ตอนที่เราขับรถไม่ได้กับขับได้เหมือนกันกับคนมีรถและไม่มีรถ มีรถแล้วเราอยากจะไปไหนก็ไป เราอยากจะกลับบ้านดึกเราก็กลับ เราอยากจะออกเช้าเราก็ไป ถ้าเราไม่มีรถ เราก็ต้องจ้าง ต้องนัดคนขับรถ รอเวลารถออก บางทีรถหมดต้องทำไง
การมีรถเป็นเรื่องความสะดวกสบาย เป็นเรื่องของอาชีพ บ้านเราทำขนมขาย เวลากลับบ้านเข้ากรุงเทพแล้วผ่านร้านลูกค้า ขับรถไปส่งขนมให้แม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนพิการขับรถได้ คนพิการทำงานได้ นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนสามารถทำได้ไม่ว่าจะพิการระดับไหน แค่ปรับวัสดุอุปกรณ์ให้เข้ากับตัวเรา แค่ให้สังคมและคนรอบข้างเปิดใจ เข้าใจ ยอมรับในศักยภาพของพวกเขา
คนเรามีความอยากกินอยากเที่ยวอยากจะซื้อของที่ห้างยังโดนทักว่า ออกมาลำบากทำไม ไม่อยู่ห้องสบาย อยากได้อะไรก็สั่ง แล้วคุณออกมาเดินห้างทำไม มันคือการใช้ชีวิต การใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การใช้ชีวิตที่มีความสุขไม่ได้แปลว่า ชีวิตที่สบาย แต่แปลว่า ชีวิตที่ฉันอยากจะทำ ทุกคนที่ไม่พิการอาจจะมองพวกเราที่พิการทำอะไรก็แล้วแต่ดูลำบาก ไม่คล่องแคล่ว ไม่ทันใจ ช้า แต่เราเต็มใจที่จะทำ ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเลย นอนเป็นผักเป็นปลา ซึ่งขอให้ทำยังดีกว่าเพราะเพิ่มศักยภาพตัวเองและคุณค่าทางจิตใจ ทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น