หลายครั้งเมื่อพูดถึงการเป็นศูนย์บริการคนพิการ คนอาจคิดถึงการบริการทางการแพทย์และความเป็นมืออาชีพอย่าง หมอ ครู หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การให้บริการโดยคนพิการและครอบครัวคนพิการผ่านองค์กรคนพิการกลับเป็นสิ่งที่คนไม่นึกถึง ทั้งที่การให้บริการในลักษณะนี้สามารถมีมาตรฐาน ความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือไม่น้อยไปกว่าบริการที่เกิดขึ้นโดยภาครัฐเลย
ชวนคุยกับชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสซึมไทย และเลขาธิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ถึงวันที่ศูนย์บริการคนพิการโดยองค์กรคนพิการล้มลุกคลุกคลานเพื่อพิสูจน์ว่า เจ้าของปัญหาอย่างคนพิการนี่แหละที่จะส่งเสียงได้ดังที่สุด ไปจนถึงวันที่ศูนย์บริการของกลุ่มออทิสติกเป็นรูปเป็นร่าง และส่งคนพิการที่เต็มไปด้วยทักษะและฝีมือออกสู่สังคม อะไรคือสิ่งที่คนพิการเผชิญและอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการปั้นให้ศูนย์บริการคนพิการโดยองค์กรคนพิการเป็นที่ยอมรับในสังคม
ที่มาของศูนย์บริการคนพิการ
ชูศักดิ์: ที่ผ่านมามีคนพิการจํานวนมากที่เข้าไม่ถึงบริการในระดับชุมชน และระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบริการด้านสุขภาพ ช่วยเหลือคนพิการ หรือการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคนพิการ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเรื่องของการฝึกพัฒนาการหรือฝึกทักษะชีวิตต่างๆ การเข้าถึงระบบการจ้างงาน อาจเพราะ และเนื่องจากหน่วยงานของรัฐมีความสามารถในการรับผิดชอบที่จํากัด เราเลยช่วยกันพัฒนาระบบการที่เรียกว่าศูนย์บริการคนพิการขึ้นมา
กลไกนี้เราเริ่มพัฒนากันมาตั้งแต่ปี 2500 มีหลายสมาคมที่ตระหนักถึงปัญหาเรื่องการเข้าถึง อย่างกลุ่มออทิสติกเรามีเด็กๆ ที่ต้องการฝึกพัฒนาการ แล้วคิวฝึกพัฒนาการในโรงพยาบาลในระดับอําเภอนั้นไม่มีเลย ทําให้เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่ดี พ่อแม่ผู้ปกครองก็เลยรวมตัวกันแล้วก็พยายามที่จะจัดเป็นกลุ่มช่วยเหลือตนเองที่เรียกว่า self health group แล้วก็ฝึกพัฒนาการให้เด็ก
จนปี 2554 เราก็ทำระเบียบเรื่องศูนย์บริการคนพิการเพราะใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปี 50 เขียนเรื่องศูนย์บริการคนพิการเอาไว้ การทำงานของเราจะมีกลไกภาครัฐทำงานคู่กัน และมีศูนย์บริการคนพิการจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ทําหน้าที่คล้ายๆ เป็นผู้ดูแล (Recuator) และเป็นผู้ประสานงาน (coordinate) ที่ประสานงานดูภาพรวมในจังหวัด เราเองก็ออกแบบให้มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไปตามประเภทความพิการหรือตามลักษณะบริการที่คนพิการต้องการ พอทําไปเรื่อยๆ กฎหมายก็พัฒนาว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยราชการอื่น ที่อยากจะจดแจ้งเป็นศูนย์บริการคนพิการทําได้ไหม เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษที่เมื่อก่อนมี
แต่ระดับจังหวัด ก็มีระดับอำเภอเพิ่ม ถือว่าเป็นกลไกด้าน early intervention ของการศึกษา ซึ่งมีความสําคัญมาก เพราะทําให้คนพิการเข้าถึงสิทธิโอกาสต่างๆ ที่คนพิการออกแบบเอง
การมีส่วนร่วมของคนพิการนั้นถือว่าสำคัญมาก บางอย่างที่จะให้บริการก็ควรต้องถามความต้องการคนพิการก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สื่อ สิ่งอํานวยความสะดวก การออกแบบที่เป็นสาธารณะ หรืออุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ เพราะที่ผ่านมา สิทธิต่างๆ ถูกออกแบบไปแล้วก็ใช้ไม่ได้เพราะไม่มีระบบประเมินหรือติดตามดูแล ฉะนั้นจึงเกิดเจตนาดีคือ จัดให้ แต่ว่าใช้ไม่ได้จริง หรือบางอย่างต้องมีการฝึก เช่น คนตาบอดมีศูนย์บริการโอแอนด์เอ็มหรือการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวสําหรับคนตาบอด ถามว่าทําไมเขาต้องมีโอแอนด์เอ็ม เพราะว่าถ้าเขาฝึกเรื่องการใช้ชีวิตอิสระ ก็ต้องฝึกการใช้ไม้เท้าขาวอย่างถูกต้อง คนที่สอนต้องเป็นมืออาชีพ ไม่งั้นไปอบรมไปสอนคนพิการแล้วใช้งานไม่ถูกวิธี ก็เดินไปไม่ปลอดภัย เลยเกิดเป็นบริการประเภทนี้ขึ้นมา ตัวอย่างใกล้ตัวอย่างออทิสติก เราเริ่มศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติก หรือว่า Autistic life skill center เพื่อฝึกทักษะชีวิต และพัฒนาการ พอทําไปเรื่อยๆ ก็เกิดคําถามว่าแล้วศูนย์บริการจะมีกลไกในการบริหารจัดการร่วมกันอย่างไร จึงเกิดระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉะนั้นวันนี้ศูนย์ที่จดแจ้งเป็นศูนย์บริการคนพิการไม่ว่าประเภทไหนก็แล้วแต่ ขั้นตอนก็คือมีการประเมินมาตรฐาน เพื่อให้เป็นศูนย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ศูนย์บริการคนพิการ “เถื่อน”
เมื่อก่อนเราจะมีคําว่าศูนย์เถื่อน ทำศูนย์ไปแล้วเกิดเหตุอะไรไม่รู้ ไม่รู้ใครรับผิดชอบ กลไกมาตรฐานนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อต้องการให้คนพิการได้รับบริการที่ดี ไม่โดนเอาเปรียบ เข้าถึงสิ่งอํานวยความสะดวกจริง เข้าถึงการเรียนรู้จริง เข้าถึงการอาชีพจริงอย่างมีมาตรฐาน
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้งบประมาณของรัฐบาลไปไม่ถึงศูนย์บริการ กระทั่งมีระเบียบของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตพิการที่ต้องสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์บริการคนพิการ จึงทำให้ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปของภาครัฐได้รับเงินอุดหนุน เราจะเห็นว่าถ้าเราไปตามจังหวัดต่างๆ จะมีอาคารหลังหนึ่ง เรียกว่าศูนย์บริการคนพิการจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่จัดเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการ และลูกจ้างหรือพนักงานประจําจากอัตราจ้างกองทุนคนพิการ มีนิติกร ทําหน้าที่ดูแลการเข้าถึงสิทธิ อํานวยความสะดวกประสานงาน และทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจังหวัด ฉะนั้นพอมีเจ้าภาพระดับจังหวัด งานคนพิการก็เลยแข็งแรงขึ้นมาก
ขณะเดียวกัน คนพิการหรือองค์กรคนพิการก็ให้ความสนใจ ก็เริ่มที่จะจัดบริการ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็ทํางานร่วมกับภาคี เช่น สสส. เพื่อพัฒนาเรื่องของมาตรฐานบริการ
จริงๆ เรื่องนี้ค่อนข้างยากเพราะเป็นเรื่องใหม่ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องสุขภาพ เรื่องการศึกษา เรื่องสังคม เรื่องสวัสดิการและเรื่องคุณภาพชีวิต เพราะฉะนั้นเวลาจะออกแบบก็ต้องเก็บความคิด ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ มาศึกษาเปรียบเทียบและคุยกับองค์กรคนพิการ จนออกมาเป็นร่างมาตรฐาน
การจัดบริการศูนย์บริการคนพิการ และร่างมาตรฐานการรับรององค์กรความพิการเพราะในกฎหมายเขียนว่าองค์กรคนพิการที่จะจดแจ้งเป็นศูนย์บริการ ต้องผ่านการประเมินมาตรฐานตามมาตรา 6(10) ก่อน และได้เงินสนับสนุนจากกองทุนคนพิการที่เป็นระบบภาษีอย่างหนึ่ง เรียกว่า Levy paid คือภาษีค่าปรับที่เก็บจากนายจ้างที่ไม่สามารถจ้างงานคนพิการได้หรือไม่ประสงค์จะจ้างงานคนพิการ ฉะนั้นที่ผ่านมาเราก็เลยสามารถจัดแผนศูนย์บริการคนพิการได้
ช่วงตั้งไข่ของศูนย์บริการที่ยังครบบ้าง ขาดบ้าง
แรกๆ เราก็ได้รับเงินสนับสนุนบางพื้นที่หรือไม่ครบ 12 เดือน แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้นและพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรม ศูนย์บริการคนพิการในปัจจุบันเป็นทั้งกลไกและนวัตกรรมเพราะ แม้ว่าจํานวนศูนย์บริการคนพิการที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายคนพิการเองมีประมาณ 300 แห่ง แต่ถ้ารวมของท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐ จะมี 2,000 กว่าแห่ง แต่หากเปรียบเทียบกันศูนย์ของคนพิการจะทำงานลึกกว่ารัฐที่บริการเรื่องฐานข้อมูลและประสานงาน ส่งต่อ ในขณะที่องค์กรคนพิการทําบริการคล้ายๆ All in 1 อย่างศูนย์บริการออทิสติกเราเริ่มจากเป็นศูนย์เตรียมความพร้อมเด็กด้านพัฒนาการ เตรียมทักษะชีวิต หลายแห่งจดแจ้งเป็นศูนย์การเรียนที่ได้วุฒิการศึกษานอกระบบ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมเพื่อการทํางาน อย่างศูนย์อาชีพออทิสติกไทยที่เตรียมความพร้อมด้านอาชีพ มีระบบจ็อบโค้ช สอนงานคนพิการด้วย
ตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นมา เราก็ทําเรื่องการประสาน ส่งต่อเข้ารับการจ้างงาน สุดท้ายคือเรื่องสวัสดิการ เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าคนพิการมีสวัสดิการอย่างเดียวก็คือ เบี้ยความพิการ วันนี้ทุกคนรับรู้แล้วว่า เขาประกาศให้ได้ 1,000 บาทถ้วนหน้าแล้ว แต่ว่าจะได้ก็เป็นในปีงบประมาณถัดไป นอกจากเบี้ยก็มีเครื่องยังชีพเวลาเกิดเหตุประสบภัย หากศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจัดเองไม่ได้ก็สามารถประสานให้ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดตั้งงบประมาณช่วยคนพิการที่อยู่ในภัยพิบัติต่างๆ ได้ นอกจากนี้ก็มีสวัสดิการผู้ช่วยคนพิการ
บริการต่างๆ เหล่านี้หากให้คนพิการไปศูนย์บริการคนพิการจังหวัดก็อาจจะยากและไกล แต่การมีศูนย์ในชุมชนจะเข้าถึงมากขึ้น ปีนี้กลุ่มออทิสติกเราจะทดลองทําบ้านพิทักษ์ คือการที่คนพิการไม่มีคนดูแล
ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ มาตรา 20 วรรค 3 เขียนไว้ว่า ให้รัฐจัดสวัสดิการที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการที่ไม่มีผู้ดูแลหรือมีแต่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันรัฐก็ไม่สามารถทำได้ครบ เราก็เข้ามาอุดตรงนี้ อีกไม่กี่สัปดาห์ระเบียบเรื่องการแบ่งศูนย์บริการออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป
กับศูนย์บริการคนพิการเฉพาะด้านจะออกมา ถ้าทำได้เช่นนี้คนพิการก็เข้าถึงได้ จากสถิติของสมาคมผู้ครองบุคคลออทิสซึมพบว่า ปีหนึ่งๆ ปกติเราดูแลได้ประมาณ 2,000 กว่าครอบครัว แต่ตัวเลขล่าสุดของศูนย์บริการคนพิการทั่วไปพบว่า ช่วยคนพิการในพื้นที่ได้หลายหมื่นคน นั่นหมายความว่ากลไกนี้มันทรงพลังแต่ว่าการบริหารจัดการอาจจะมีบางส่วนที่ต้องมาค่อยๆ พัฒนากัน ทำให้กลไกนี้ฟังก์ชัน แม้อาจจะมีความไม่เข้าใจบางเรื่อง ก็มาปรับความเข้าใจ บางระเบียบแข็งตัวเกินไปก็ทําให้ยืดหยุ่นขึ้น
มีและไม่มีศูนย์บริการ คนพิการเผชิญอะไร
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทํางานที่มูลนิธิออทิสติกไทยปีนี้เป็นปีที่ 20 แล้ว เราทําศูนย์บริการก่อนมีกฎหมายอีกช่วงนั้นเราก็เห็นแล้วว่าในมุมของเด็กที่มีความต้องการความช่วยเหลือ เขาพัฒนาขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ บางคนช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย ก็ช่วยเหลือตัวเองตนเองได้มากขึ้น บางคนสื่อสารไม่ได้ก็สื่อสารได้มากขึ้น บางคนเรียนไม่ได้ ก็เรียนรู้ได้มากขึ้น จนสามารถมาสร้างผลงานได้มากมาย
เป็นบาริสต้า เป็นคนทําอาหาร เป็นเบเกอรี่ เป็นจิตรกร เป็นศิลปิน เกิดจากฐานศูนย์บริการทั้งนั้นเลยเพราะว่ากลุ่มคนพิการกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่ตกจากระบบขบวนรถไฟ รถไฟก็วิ่งไปแล้ว การศึกษาก็วิ่งไปแล้ว แต่เด็กเราเกาะไม่ทัน พอเกาะไม่ทันนอกจากความพิการแล้วยังขาดโอกาสอีก ก็จะแย่ลง เพราะฉะนั้นยืนยันเลยว่าคุณภาพชีวิตหลังจากมีศูนย์บริการดีขึ้นเยอะมาก
ส่วนกฎหมายทำให้การช่วยเหลือคนพิการมีหลักประกันไม่งั้นพอทําไป เขามาประทับตราเราว่าเป็นศูนย์เถื่อน อันนี้งานเข้าเลย มาสะดุดขาตัวเองตอนสุดท้าย ฉะนั้นพอมีระเบียบศูนย์บริการรับรองหรือรองรับเวลาทํางาน เขาจะระมัดระวัง ประเมินตัวเองว่าแต่ละขั้นตอน คุณทําได้ถูกต้องไหม คนทํางานมีไกด์ไลน์และเกิดความสบายใจ คล่องตัว
ส่วนต่อมา เป็นประโยชน์กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพราะเขามีศูนย์บริการแต่ไม่ครอบคลุม การเกิดขึ้นของศูนย์จึงทำให้เกิดการเชื่อมต่อกันของเครือข่าย มีคนพิการมารวมตัวกัน มีฐานข้อมูลคนพิการ ของออทิสติกเรามีเครื่องมือชื่อว่า Screening tools for special needs (sps) ที่ให้ชมรมบันทึกข้อมูลโดยผ่านการยินยอมจากสมาชิกว่าสมาชิกเป็นเด็กกลุ่มไหน มีฟังก์ชั่นพื้นฐานอะไร ทําอะไรได้บ้าง เรียนอะไรมาบ้างหรือยังไม่ได้เรียน ต้องการเรียนอะไร มีความถนัดเรื่องอะไร ต้องการประกอบอาชีพอะไร ต้องการฝึกอบรมอะไร เราก็เอาข้อมูลนี้ส่งให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก) ทําให้งบประมาณไปถึงคนพิการจริงๆ ระบบนี้สามารถเข้าไปช่วยได้เวลาเกิดเหตุภัยพิบัติหรือว่าเกิดโรคระบาดอย่างโควิดที่ผ่านมา เราเห็นเลยว่าสมาชิกเราอยู่ตรงไหน แล้วเขาก็สามารถรู้ได้ว่าในเขตนี้ต้องติดต่อใคร ทําให้การส่งต่อดีขึ้น เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงระบบบริการนั้นเปลี่ยนคนพิการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
คนพิการเป็นผู้ให้บริการเพราะรู้ Pain point ของตัวเอง
คนพิการรู้โจทย์ รู้ pain point ของเขาและจัดบริการขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของกลุ่ม ถ้าเราไปเริ่มจากโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐเขาก็จะจัดเป็นแบบทั่วไป คือกว้าง แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์เชิงลึก ฉะนั้นอันนี้เป็นตัวยืนยันว่า จัดโดยองค์กรคนพิการเพื่อคนพิการนั้นมีประโยชน์ นอกจากนี้ศูนย์บริการไม่ได้ทําหน้าที่แค่บริการแต่สร้างการตระหนักรู้ (awareness) เวลาเราเข้าไม่ถึงสิทธิเราส่งเสียงออกไป ก็ไม่รู้ว่าเสียงที่เราสะท้อนออกไปได้ไกลแค่ไหน แต่พอมีกลไกศูนย์บริการเสียงของคนพิการก็ดังขึ้นเพราะมีกฎหมายรับรองอํานาจไว้ว่าศูนย์บริการคนพิการทั่วไปสามารถเรียกร้องสิทธิแทนคนพิการและคุ้มครอง การขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการได้ หากไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ก็อาจสุ่มเสี่ยงว่าเราใช้อํานาจอะไร
นอกจากนี้ยังทำให้คนพิการรู้สึกภาคภูมิใจว่าเราไม่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ของสังคม แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งเราพูดเสมอว่าจะเป็นสังคมที่นับรวมได้เจ้าของปัญหาต้องเข้ามาทํา อย่างระเบียบเรื่องกรรมการบริหารศูนย์บริการบังคับไว้เลยว่าต้องเป็นคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการจํานวนเท่าไหร่ คนพิการเองก็ได้พัฒนาการเป็นผู้นำ
จากเมตตานิยมสู่ฐานสิทธิ
สมัยก่อน เรามีกฎหมายเมตตาธรรม ก็คือเมื่อมีเมตตาเราจะทําให้ตอนไหนก็ได้ เขาเรียกเมตตานิยมแต่กฎหมายใหม่เราเรียกว่ากฎหมายฐานสิทธิ มีคําว่า Make the rights real หรือทําสิทธิให้เป็นจริง ฉะนั้นอันนี้คือการทําศูนย์บริการคนพิการแล้วคนพิการสามารถที่จะส่งเสียง ร่วมบริหารขับเคลื่อน แล้วก็ชี้เป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการทํางานได้ จากคนพิการทำงานแล้วต้องมาขอเงิน รอรับบริจาค ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีใครจะให้หรือไม่ ก็ไม่ใช่แนวคิดฐานสิทธิ แต่เป็นแนวคิดฐานการกุศล (Charity based) ที่เดิมนิยมใช้
นอกจากพัฒนาทักษะ ยังพัฒนาฝันของคนออทิสติก
ศูนย์ฝึกอบรมที่นี่มีประสิทธิภาพสูงมากๆ เรามีเด็กออทิสติกอีก 54 แห่งทั่วประเทศ บางคนไม่เคยพูดได้เลยเพราะเข้าไม่ถึงครูฝึกพูด แต่เราเปลี่ยนระบบ ให้พ่อแม่เป็นครู มีแอปพลิเคชันให้เรียน ปรากฏว่า 3 เดือน 6 เดือน เด็กสื่อสารได้แล้ว เมื่อเช้าก็เจอคนหนึ่งนั่งได้แป๊บเดียวก็เดิน ไม่นิ่งเลยนะ แต่พอจะบอกความต้องการ เขาสามารถชี้บอกได้แล้ว ออกเสียงได้แล้ว ผมก็ถามทีมงานว่าแล้วคุณฝึกเด็กคนนี้กี่ครั้ง
เขาบอกฝึกทั้งหมด 960 ครั้ง ผมก็งงว่าเอาเวลาตรงไหนมาฝึก ถึงได้รู้ว่า เขาแบ่งเป็นสเตชั่นในการฝึกตั้งเป้าไว้เลย 960 เรื่อง ฝึกซ้ำๆ จนเด็กเก่งขึ้น สื่อสารดีขึ้น สมาธิดีขึ้น ความสนใจดีขึ้น
หลังเด็กเริ่มเรียนรู้ได้ ก็ไปลงทะเบียนเป็นนักศึกษา เรียนตามหลักสูตรก็ได้วุฒิมา ใช้เทคโนโลยีที่นี่เรามีศูนย์ออทิสซึมดิจิตอลเซ็นเตอร์ มีแท็บเล็ต แอพพลิเคชั่น virtual reality เด็กเล็กๆ สามารถคีย์เข้าไปในเว็บไซต์ต่างๆได้ สามารถใช้ ai ได้ ฉะนั้นที่นี่ความสําเร็จชัดเจน หลายคนเป็นจิตรกรสร้างรายได้ปีนึง 6 หลักปลายๆ บางคนทําคาแรคเตอร์ หนังสั้น ที่สําคัญเราชวนคนทั่วไปให้มาเรียนศิลปะกับเด็กเรา เด็กเราเป็นผู้ช่วยครู จากคนที่อาจคิดว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้ ก็ได้เห็นว่า คนพิการทําอะไรได้มากกว่าที่เราคิดอีก
ในต่างจังหวัด เขาต่อยอดเป็น social enterprise เช่น ศูนย์เกษตรในจังหวัดอย่างที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดชลบุรี ทําเป็นงานเกษตร เมื่อก่อนเราเรียก เกษตรบําบัด สุดท้ายเด็กก็ได้ปลูกต้นไม้ ได้ทํานู่นทํานี่ ปลูกผัก ขายผักไฮโดรโปนิกส์ ทํากล้วยตาก ทําทองม้วน ฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้
ล่าสุดเราทําเรื่องระบบการออม เมื่อก่อนเราเรียกธนาคารชุมชน แต่พอออมสินเข้ามาให้ใช้คําว่า สถาบันการเงินชุมชน ถ้าผ่านการประเมินของกระทรวงการคลังกับแบงก์ออมสิน เราก็จะจดแจ้งเป็นสถาบันการเงินชุมชนออทิสติก ถามว่าคนพิการเอาที่ไหนมาออม เขาได้เบี้ยความพิการ ถ้ามีงานทําด้วยก็ใช้ไม่หมดก็แบ่งมา 50 บาทต่อเดือน บางคนบอกว่าอยากเก็บอาทิตย์นึง 50 บาท ก็ไม่ว่ากัน บางคนเก็บ 200 ก็มี บางคนเก็บหมดเลย เพราะมีรายได้อย่างอื่น เขาก็มีฐานแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนความยั่งยืนกับการพึ่งพาตัวเอง เขาสามารถเป็นตัวของเขาเอง ไม่ต้องมารอใคร
ศูนย์บริการเป็นสิทธิของคนพิการ
วิธีคิดเริ่มต้นนั้นสำคัญเพราะ หลายคนยังเข้าใจว่าศูนย์บริการเป็นสิทธิของคนจัดบริการ ไม่ใช่สิทธิคนพิการ แท้จริงแล้วู้จัดบริการมีหน้าที่ต้องจัดให้คนพิการได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นถึงต้องมีการประเมินผู้รับบริการ ไม่ได้เอาเราเป็นตัวตั้ง
เราหวังว่าใน พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ มาตรา 11 เรื่องท้องถิ่นจะสามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนการดําเนินงานศูนย์บริการคนพิการได้ เช่น เมืองพัทยาหรือกรุงเทพมหานคร ทําอนุบัญญัติเรื่องศูนย์บริการ เติมงบประมาณบางเรื่อง คนพิการก็จะเข้าถึงมากขึ้น ขณะเดียวกันอยากให้มีการเผยแพร่ตัวอย่างของเคส ที่สำเร็จของศูนย์บริการคนพิการออกไปเยอะๆ ทําให้คนพิการเข้าใจว่านี่คือบริการพื้นฐานที่เป็นของเขา
ยืดหยุ่นได้ คนพิการจะเข้าถึงมากขึ้น
ข้อจํากัดอันหนึ่งคือ ระบบศูนย์บริการคือการเขียนประมาณการไว้ล่วงหน้า สมมุติว่าผมเขียนไว้ว่าให้บริการคน 100 คน แล้วถ้ามาคนที่ 101 ก็จัดบริการให้ไม่ได้แล้ว เพราะถูกล็อกด้วยจํานวนที่เขียนไว้ในแผน ฉะนั้นโจทย์คือทํายังไงให้ยืดหยุ่น ที่จะทําให้คนพิการเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เกิดขึ้นได้ทุกชุมชน คนพิการไม่ต้องวิ่งมาที่จุดใดจุดหนึ่งสำหรับหน่วยงานรัฐ ศูนย์บริการเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องทําให้คนพิการได้รับสิทธิด้านต่างๆ
รวมทั้งบริการ การมีศูนย์ของคนพิการ องค์กรคนพิการ หรือเอกชนคือการเชื่อมต่อผู้จัดบริการที่รัฐจ่ายเป็นเงินให้ หากเอกชนที่เป็นภาคธุรกิจมีบริการที่มีคุณภาพอยู่แล้ว แล้วอยากทําศูนย์บริการคนพิการ คุณก็เข้ามาได้แต่ก็ต้องทําตามระเบียบ อาจมีบริการพิเศษที่มากขึ้นแต่ก็อาจต้องแลกกับค่าบริการที่สูงขึ้น
อยากจะฝากไปถึงชมรมคนพิการว่า การเริ่มต้นเป็นศูนย์บริการคนพิการเป็นหนึ่งรูปแบบและเป็นหนึ่งวิธีที่ทําให้ทํางานได้โดยสะดวกขึ้น การเริ่มต้นทำตามขั้นตอนได้ไม่ยากทำตามขั้นตอนและยื่นคำขอจัดตั้งพอคนให้บริการ ซึ่งเป็นทั้งคนพิการ ผู้ปกครองคนพิการ ทุกคนก็กลายเป็นมืออาชีพได้ถ้าคุณมีความมั่นใจ การจัดบริการจะทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น