ย้อนกลับไปเกือบ 10-20 ปีที่แล้ว หลายมหาวิทยาลัยยังไม่มีค่อยมีโควตาให้คนพิการเรียนฟรีระดับชั้นอุดมศึกษา หากอยากเรียนมหาวิทยาลัยต้องไขว่คว้าหาหนทางเรียนให้จบด้วยตนเอง ทำให้ไม่ค่อยเห็น ภาพคนพิการและไม่พิการเรียนห้องเดียวกันโดยเฉพาะคนหูหนวกและคนหูดี
Thisable.me ชวนเค้ก—นพคุณ แก่นสาร เจ้าหน้าที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ฝ่ายพัฒนาคุณค่าเพิ่มและสื่อสารเชิงกลยุทธ์ส่วนภาพลักษณ์องค์กร มาพูดคุยเรื่องการศึกษาระหว่างเพื่อนหูดีและหูหนวกเป็นอย่างไรบ้างเมื่อไม่มีล่ามภาษามือช่วยแปลจากภาษาไทยเป็นภาษามือแล้วเจอปัญหาการเรียนอะไรบ้าง โอกาสการเรียนรวมกับคนหูดีและคนหูหนวกมีมากน้อยแค่ไหน
โรงเรียนหูหนวก
นพคุณ : ที่โรงเรียนหูหนวกสอนวิชาภาษาไทยตั้งแต่อนุบาลถึง ม.6 วิชาเลขมีสอน ม.1 - ม.3 แต่ ม.4 - ม.6 ไม่มี ตอนอยู่ ม.4 เราเรียนวิชาภาษาอังกฤษแต่หนังสือเรียนที่ใช้เป็นของเด็ก ป.4 เราก็รู้สึกแปลกใจมากเพราะถ้าขึ้น ม.1 ควรใช้หนังสือเรียน ม.1 พอใช้ไม่ตรงชั้นก็ทำให้เราเรียนช้า ถ้าเราได้เรียนหนังสือตามระดับชั้นเราก็อาจจะฉลาดได้ เราเองเคยทะเลาะกับครูเรื่องนี้ เพราะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมหนังสือเรียนไม่ตรงกับระดับชั้นที่เรียนอยู่ แต่ครูก็ฟ้องพ่อแม่แล้วเราเลยถูกตำหนิ
MSN แอพหาคู่ หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น คือครูสอนเขียนภาษาไทย
ตอนโรงเรียนเลิกเราจะไปร้านอินเทอร์เน็ต แชทคุยกับคนอื่นเพื่อเรียนรู้ไวยกรณ์ภาษาไทย เพราะเมื่อก่อนใช้คำสลับไวยากรณ์ภาษามือกับภาษาไทย ตอนนั้นรู้สึกว่า ภาษาไทยที่คนคุยกันแปลกใหม่มากเลย ภาษาที่เขียนต่างจากภาษามือ ทำไมข้อความที่เขียนไม่เหมือนกับคนหูหนวกเลย สื่อสารกันแล้วก็ไม่เข้าใจ งงมาก จนทำให้สื่อสารผิดพลาด จน ม.5 - ม.6 ก็คิดว่าถ้าเรายังใช้ไวยากรณ์ภาษามือสลับกับภาษาไทยแบบนี้อาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เนื่องจากเรียนมหาวิทยาลัยก็ต้องใช้คำตามไวยากรณ์ภาษาไทย เราเลยต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาเรียนภาษาไทย หากพิมพ์คุยแล้วใช้ไวยากรณ์สลับกับภาษามือก็ทำให้กลุ่มคนหูดีโกรธและไม่เข้าใจได้ เราจึงต้องพยายามเข้าไปเรียนรู้ไวยกรณ์ที่คนหูดีเขาพิมพ์คุยกันนอกจากนี้ก็อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเพื่อเรียนรู้ภาษาไทยด้วย
เรียนรวมกับคนหูดีตอนมหาวิทยาลัย
พ่อแม่อยากให้เรามีการศึกษาเทียบเท่ากับคนหูดี แม่อยากให้เราเรียนคณะครุศาสตร์ ส่วนพ่ออยากให้เรียนวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ความอยากของพ่อแม่ก็เหมือนเป็นการบังคับเรารูปแบบหนึ่ง เราเลยเลือกไปสมัครคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีคนสมัคร 300 กว่าคน รับ 30 คน ตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์ถามว่าหูหนวกแล้วจะเรียนยังไง ต้องมีล่ามไหม เราบอกว่าไม่ต้องใช้ล่าม เราจะเขียนสื่อสารด้วยตัวเอง ทางมหาวิทยาลัยเลยรับเราเข้าเรียน
สีหน้า ท่าทางของคนหูดี อีกหนึ่งปัญหาการเรียนรวม
เวลาเรียนเห็นเพื่อนหูดีจดเลคเชอร์กันด้วยสีหน้านิ่งๆ ทำให้เราเข้าใจว่าเพื่อนไม่ชอบเรา แต่เพื่อนหูดีสนใจกับการเรียนอยู่ แต่คนหูหนวกเวลาจดเลคเชอร์แสดงสีหน้าระหว่างเขียนท่าทาง เขียนไปยิ้มไป
ภาษาอังกฤษคืออุปสรรคสำคัญของการเรียนหนังสือ
ในโรงเรียนไม่มีใครสอนวิชาภาษาอังกฤษเลย ตอนนั้นขอแม่ไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษตอนวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะต้องใช้สอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย แม่พาไปหาที่เรียน 2-3 ที่ก็ไม่มีใครรับคนหูหนวก เราค่อนข้างเครียดเหมือนกันแต่พยายามไม่คิดอะไรมาก อ่านหนังสือทวนเอง เข้าใจบางไม่เข้าใจบ้าง
ตอนปีสองเลยติด F วิชาภาษาอังกฤษ ปีสามเลยดรอปวิชานี้แล้วย้ายไปเรียนตอนปีสี่ หาล่ามมาช่วยแปลคนหนึ่ง พอมีล่ามภาษามือมาแปลให้ก็ไม่เข้าใจเพราะล่ามใช้ภาษามือไทยแปลภาษามืออังกฤษ แล้วตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสามเราใช้วิธีการจดมาตลอด พอตอนปีสี่มาเจอล่ามใช้ไวยากรณ์ภาษามือเราก็งงเหมือนกัน คำในภาษามือกับภาษาไทยทำให้เราสับสน ดูมือไม่ทัน ล่ามภาษามือจึงต้องเขียนแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้เราอ่าน
เมื่อต้องเรียนห้องเดียวกับเพื่อนหูดี
หลายครั้งเราต้องรอจนคลาสจบ ถึงได้ขอสรุปเนื้อหาวิชานั้น การที่เราไม่ได้เรียนรู้ละเอียดเหมือนเพื่อนหูดทำให้เราหงุดหงิดที่รู้ได้แค่นี้ ทำไมไม่สามารถเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ทำไมเราถูกจำกัดการเข้าถึงความรู้ เราไปถามครูช่วยอธิบายให้ฟังหน่อย บางทีครูอธิบายยาวมาก ยิ่งทำให้เรางงแต่ก็ต้องพยักหน้าแกล้งทำเป็นเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเครียด ไม่รู้ว่าที่ตัวเองเรียนคืออะไร ศัพท์คำนี้หมายความว่ายังไง เช่น นวัตกรรม โปสเตอร์ เราก็ต้องเข้าห้องสมุดในมหาวิทยาลัยแล้วเสิร์ชหาจากกูเกิ้ลหรือพจนานุกรม
แยกอยู่สังคมใดสังคมหนึ่งเพื่อป้องกันความสับสนในการใช้ภาษา
ตั้งแต่ม.5 รู้สึกว่าการคุยกับหูดีขึ้น พอเข้ามหาวิทยาลัยกิจกรรมรับน้อง เราไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกันเนื่องจากไม่ได้ยิน เราประหม่า เราตบมือผิดจังหวะแล้วรุ่นพี่ว้ากใส่แล้วเขาไม่ให้เราตบมือ ทำให้รู้สึกเครียดและกังวลที่ทำไม่ได้เหมือนเพื่อนหูดี ชีวิตเราโตในสังคมหูหนวกตลอดแล้วพอมาอยู่สังคมหูดีมันยากมาก เราหงุดหงิดกับตัวเอง ใช้เวลา 2-3 เดือนกว่าจะปรับเพื่อเข้าไปอยู่ในสังคมหูดีได้ เราต้องแลกเปลี่ยนภาษากับคนหูดีเพื่อปรับตัวในมหาลัยที่แวดล้อมไปด้วยคนหูดี บางครั้งการอยู่สังคมกับคนหูดีมากๆ ก็ลืมความเป็นคนหูหนวกอยู่บ้าง คนหูดีใช้คำว่าแรดแล้วก็หัวเราะกันคึกคัก ลองไปพูดกับเพื่อนหูหนวก แล้วเขาด่าเรากลับ ทะเลาะกัน ภาษามือและภาษาไทยมันต่างกันแแล้วทำให้เราสับสน เราเองไม่ติดต่อกับเพื่อนหูหนวกไปทั้งหมดเลย จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาเจอเพื่อนหูหนวกรู้สึกคุยยากมากเลย เหมือนเราลืมภาษามือไปแล้วเลยคุยกับเพื่อนหูหนวกไม่เข้าใจ ทั้งที่ตอนอยู่โรงเรียนหูหนวกเราใช้ภาษามือได้สบายมาก
เข้าสอบไม่ทันเพราะไม่มีให้ตอบ SMS
เวลาคนหูดีคุยกันเขาโทรหากัน ไปหากันได้เลย แต่เรานั่งส่ง SMS ไปหาเขา ถามว่าสอบที่ไหน พอไปก็ไม่ทันเวลาเข้าห้องสอบแล้ว ทำให้เราไม่มีสิทธิสอบ เราเลยไปคุยกับอาจารย์ว่า เราเป็นคนหูหนวก ไม่รู้สถานที่สอบที่ไหน ส่งข้อความไปถามเพื่อนแล้วก็ไม่มีคนตอบ จนสุดท้ายจึงสอบทีหลัง
วิธีสื่อสารกับเพื่อนและอาจารย์หูดี
เรามีเพื่อนสนิทที่ใช้ภาษามือได้นิดหน่อย ใช้ภาษามือง่ายๆ คุยกับเรา ส่วนตัวเราพกสมุดเอาไว้เขียนสื่อสาร แต่ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้กันก็จะส่ง SMS หา ตอนนั้นค่าส่งครั้งหนึ่งตกวันละ 3 บาท วันหนึ่งเราเสียเงินประมาณ 150-200 บาท หากต้องคุยยาวๆ เราเลือกไปร้านเน็ตเพื่อคุยกับเพื่อนทาง MSN
การทำงานกลุ่มของเพื่อนหูดี
ตอนแรกๆ เราเคยอยู่กลุ่มคนเก่งมาก่อนแต่พอเพื่อนหูดีบอกว่าไมให้เราอยู่เพราะตอนแบ่งงานกลุ่มเราทำงานไม่ตรงกับที่คุยกับเพื่อนไว้ หลังจากนั้นเวลาแบ่งกลุ่มเราจะเป็นเศษสุดท้าย กลุ่มไหนที่ดูแรงๆ เราก็กลัวไม่กล้าขออยู่กลุ่มด้วย กลุ่มบ้านรวยก็ใช้เงินซื้อของแพงๆ ทำงานกลุ่ม เราเลยชั่งใจขอไปอยู่กับกลุ่มที่มีเงินน้อย เรารู้สึกว่าเพื่อนกลุ่มนี้เป็นเพื่อนที่ดีเหมือนกัน เขาช่วยเราเยอะมาก
ส่วนหนึ่งมีปัญหาจากการส่ง SMS ถามตอบยาวๆ ส่งทีหนึ่งก็ครั้งละ 3 บาท ไม่มีใครอยากเปลืองเงินเพื่อคุยกับเรา บางทีให้แม่เขียนตามที่เราบอก แม่ก็เขียนไม่เข้าใจเพราะแม่จบป .4 ก็ต้องอาศัยบ้านญาติที่มีระดับการศึกษาสูงช่วยเขียนสิ่งที่เพื่อนบอก
ความเป็นไปได้ที่หูดีกับหูหนวกจะเรียนรวมกัน
ตอนอยู่อนุบาลเราคิดว่า คนหูหนวกเรียนรวมกับคนหูดีไม่ได้ เพราะคนหูหนวกก็ยังไม่เข้าใจภาษามือเลย ครูต้องสอนคำศัพท์แต่ละคำก่อน พอระดับประถมศึกษาได้เรียนภาษาไทย เขียนได้เป็นบางคำ แต่พอพูดเป็นประโยคภาษามือกับภาษาไทยต่างกัน ถ้าเป็นไวยกรณ์ภาษาไทย ‘กินข้าวหรือยัง’ แต่ถ้าเป็นไวยกรณ์หูหนวก ‘ข้าว กินข้าวหรือยัง’ ที่สำคัญเราภาษาไทยมีคำศัพท์มากกว่าภาษาพูดและพวกเราใช้ภาษามือมากกว่าเขียนคุยตอบโต้กัน แต่ถ้าหากมีครูหูดียืนอยู่หน้าห้องแล้วมีล่ามแปลภาษามืออยู่ข้างๆ ไปด้วย คิดว่า คนหูหนวกและคนหูดีเรียนด้วยกันได้
ล่ามภาษามือ ชนากานต์ พิทยภูวไนย