‘เจเนวีฟ คอลฟีลด์’ บทเรียนบทที่ 1 ของการศึกษาคนตาบอดไทย
“บทเรียนแรกที่ดิฉันพยายามสอนนักเรียนให้เข้าใจก็คือ คนหนึ่งจะเป็นคนโดยสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเขาเป็นคนมีประโยชน์และปรับตัวอยู่ได้โดยอิสระในสังคมร่วมกับคนตาดี”
น้อยคนจะรู้ว่าใครเป็นคนทำงานแรกๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคนตาบอด แต่คนตาบอดหลายคนเองรู้ดีว่าแหม่ม เจเนวีฟ คอลฟีลด์ คือบุคคลสำคัญของวงการคนตาบอดไทย นอกจากนำอักษรเบรลล์อันเป็นหลักสากลเข้าสู่สังคมไทยแล้ว แหม่มยังพัดพาความคิดความเชื่อต่อความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมาสู่คนตาบอดไทย ในช่วงยุคสมัยที่คนยังเชื่อว่า “คนตาบอดฝรั่งน่ะ สอนได้ แต่คนตาบอดไทยจะสอนได้หรือ เพราะมีสภาพไม่ผิดกับโต๊ะหรือเก้าอี้” ความพยายามของเธอคือการสร้างฐานความคิดความเข้าใจเรื่องคนตาบอดและคนพิการไทย เราอยากชวนทุกคนไปทำความรู้จักเธอ
มิส เจเนวีฟ คอลฟีลด์ เกิดที่เมืองซัฟฟอล์ก ในรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 8 พฤษภาคม 1888 หลังจากนั้นสองเดือน ได้ประสบกับอุบัติเหตุโดยมีคนเผลอทำน้ำยาเคมีอย่างหนึ่งหกรดเข้าที่หน้าและดวงตาทั้งสองข้าง ซึ่งทำให้เจเนวีฟต้องเสียสายตาทั้งคู่ไปในที่สุด โดยการรักษาในยุคนั้นไม่สามารถช่วยเหลือให้กลับมามองเห็นได้ โดยแหม่ได้อธิบายถึงความพิการของตัวเองว่า
“ดิฉันสำนึกอยู่เสมอว่า แท้จริงตนเองเป็นคนตาบอด เพราะมันเป็นความจริงที่จะต้องยอมรับและอยู่ร่วมกับมัน แต่ดิฉันก็รู้สึกมากกว่าเด็กคน อื่นๆ หากขาดอะไรบางอย่างที่ดิฉันเห็นว่ามันจำเป็นต่อสภาพของตนเองยกตัวอย่างเช่น การถูกห้ามไม่ให้ออกไปที่ถนนใหญ่หน้าบ้านโดยลำพัง ดิฉัน ยังจำได้ว่าได้เคยร้องไห้อย่างมากมายเพราะไม่ได้รถจักรยานสองล้อมาขี่ตามที่ต้องการ นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว อย่างอื่นๆ สำหรับดิฉันก็เป็นไปตามปกติเช่นสามัญชนทั่วไป”
แม้จะเกิดความพิการแต่ด้วยความรู้สึกว่าไม่อยากจะเป็นภาระและไม่อยากจะขอความช่วยเหลือใครโดยไม่จำเป็นแหม่มได้เริ่ม รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเพอร์กินส์ ในเมืองบอสตันและต่อมาในโอเวอร์บรูกในฟิลาเดลเฟีย แหม่มศึกษาต่อในวิทยาลัยทรีนิตี คอลเลจ และที่วอชิงตัน ดี.ซี. เธอได้จบจากวิทยาลัยครู และจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแห่งนิวยอร์ก ยุคนั้นการศึกษาของคนตาบอดในสหรัฐถือว่าพัฒนาขึ้นมากเธอได้เรียนรู้ในเรื่องของอักษรเบรลล์ในหลากหลายระบบซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่สุดท้ายระบบของ หลุยส์ เบรลล์ จะได้รับความนิยมและใช้งานในระบบสากลกันที่สุดโดยแหม่มได้เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“ปัจจุบันนี้ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกานิยมใช้ตัวอักษรเบรลล์ระบบสากล อันเป็นระบบที่สามารถนำไปดัดแปลงเป็นภาษาอื่นๆ ของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีนหรือญี่ปุ่นที่ใช้ตัวอักษรที่มีลักษณะยุ่งยากในการเขียนก็ตามแต่ในสมัยที่ดิฉันกำลังไปเข้าเรียนนั้นมีอยู่ 3 แบบ ที่ใช้รหัสเป็นจุดพูนตามความคิดของภาษาเบรลล์พื้นฐาน ซึ่งกำลังแย่งชิงความเป็นเจ้าของอักษรเบรลล์กันอยู่ ต่อมาหลุยส์ เบรลล์ ครูหนุ่มตาบอดชาวฝรั่งเศส คนตาบอดมีความโมโห ต่อระบบเส้นนูนที่ไม่ช่วยให้เขาเขียนอะไรได้ ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรง เพราะมีหลักเกณฑ์ต่างๆ มากมายเฉพาะคนที่อ่านได้เก่งๆ เท่านั้นที่จะใช้งานได้ เขาจึงประดิษฐ์เบรลล์อังกฤษระบบแรกขึ้นมาใช้อย่างจริงจัง”
แหม่มมีความฝันที่จะเดินทางไปยังโลกซีกตะวันออกโดยเฉพาะญี่ปุ่น เพื่อเป็นครูสอนหนังสือ เพราะเธอเคยเห็นว่าเด็กๆ ญี่ปุ่นถูกรังเกียจและถูกกีดกันไม่ให้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ซึ่งในยุคนั้นมีการกีดกันเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ซึ่งแหม่มเห็นว่าเป็นการลงโทษที่ไม่ยุติธรรมเพราะมันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา
ในการเตรียมตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น แหม่มได้ทำการสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักศึกษา ข้าราชการ และนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา อยู่เป็นเวลา 7 ปี พร้อมกับเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วยในตัว กระทั่งปี 1923 แหม่มก็ได้เดินทางไปญี่ปุ่นแต่ลำพัง โดยอาศัยความช่วยเหลือแนะนำจากบรรดามิตรสหายชาวญี่ปุ่นที่ได้รู้จัก
แหม่มใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโตเกียว ในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษ และเป็นนักศึกษาของสถาบันการศึกษาสังคมและการเมืองญี่ปุ่น แต่ก็ได้เดินทางไปยังเมืองอื่นๆของญี่ปุ่นด้วย ความสนใจในวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งต่อมา ที่กรุงโตเกียว แหม่มได้รับฮารูโกะ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่น มาเป็น บุตรบุญธรรม
ตอนที่อยู่ประเทศญี่ปุ่นทำให้ต่อมาแหม่มก็มีโอกาสได้พบปะกับข้าราชการและนักเรียนไทยทำให้เธอรู้เรื่องถึงสถานภาพของคนตาบอดในประเทศไทย ที่ยังไม่เคยมีใครดำเนินการช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา
“ประเทศนี้เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักของนานาประเทศในโลก ปกติหลายศตวรรษที่แล้วมาได้อยู่อย่างสงบภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงส่งข้าราชการ และพระบุคคลในพระราชวงศ์ไปศึกษานอกประเทศ เพื่อเป็นสัมพันธไมตรีกับประเทศในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งบางประเทศในเอเชีย และก่อนหน้านี้ประมาณสามปี คือปี 1932 ได้มีการปฏิวัติเกิดขึ้นโดยไม่เสียเลือดเนื้อ มีการเข้ายึดอำนาจรัฐบาล นำโดยกลุ่มนักเรียนเก่าในยุโรปที่เคยศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีปฏิวัติแล้วจัดตั้งคณะรัฐบาลโดยมีพระมหากบัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นได้สำเร็จ
“และพระบาทสมเดือพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ติฉันยังได้รับทราบว่า ประเทศไทยมีรัฐสภาที่จะเป็นผู้ออกฎหมายเช่นประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ หลายครั้งหลายหนดิฉันได้ถามนักเรียนไทยว่า ประเทศของเขาได้ให้การศึกษาแก่คนตาบอดอย่างไรบ้าง แต่ดิฉันก็ได้รับเพียงคำบอกเล่าว่า ในประเทศไทยของเขาไม่มีคนตาบอด
“ดิฉันยังไม่เคยพบเอกสารใดๆ ที่ยืนยันว่าไม่มีคนตาบอด ถ้าไม่มีจริงๆ ก็จะต้องเป็นประเทศที่แปลกมาก ต่อมาภายหลังดิฉันก็สืบถามได้ความว่า ในเมืองไทยนั้นมีแต่คนตาบอดสูงอายุ ส่วนคนตาบอดที่เป็นเด็ก นั้นไม่มี เป็นอันว่า ไม่มีใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ เพราะนักเรียนเหล่า นั้นที่ดิฉันสนทนาด้วย ดูเหมือนไม่เคยเห็นเด็กตาบอดที่อยู่ในถิ่นของตน ก็เลยหลงเชื่ออย่างซื่อๆ ว่าไม่มี ต่อมาดิฉันก็ได้รับทราบความจริง จากคุณหมอฝนทอง แสงสิงแก้ว ท่านเป็นนักจิตวิทยามาดูงานรักษาโรคจิตในญี่ปุ่นได้บอกแก่ดีฉันว่า มีคนตาบอดทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กและหนุ่มสาว และเท่าที่คุณหมอทราบ ในเมืองไทยยังไม่มีการให้การศึกษาแก่คนตาบอดเหล่านั้น”
“ภาพที่คุณหมอฝนทองเผยให้ดิฉันทราบนั้น ได้สร้างความรู้สึก นึกคิดให้แก่ดิฉันทันทีว่า นี่คือโอกาสดีอย่างแท้จริง ที่ตนปรารถนามาทำงานในประเทศตะวันออก ถึงแม้ว่าดิฉันจะอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้และทั้งๆ ที่รู้สึกว่า มันเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะตั้งโรงเรียนขึ้นมาจากการเริ่มขีดๆ เขียนๆ และการใช้ความรู้ของตนตามที่ได้รับจากเพอร์กินส์และโอเวอร์บรูก แต่มันก็เป็นการท้าทายเรียกร้องให้ทดลองต่อสู้ ซึ่งดิฉันก็พร้อมที่จะยอมรับและก็ยินดีต่อสู้ หากว่ามันไม่เหลือวิสัยจนเกินไป”
ในปี 1936 ที่โตเกียวและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทยไม่นาน แหม่มได้รับคำแนะนำจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้นว่า อยากให้มาเปิดโรงเรียนสอนคนตาบอดเพราะมีคนตาบอดในประเทศไทยมาก
“ท่านกล่าว่าพลเมืองของประเทศไทยที่ต้องการความช่วยเหลือทำนองนี้มีอยู่มาก โรงเรียนสอนคนตาบอดน่าจะเป็นโครงการแรกที่ควรเริ่มได้ แล้วแนะนำว่าดิฉันควรจะไปประเทศไทยในฤดูร้อนที่จะมาถึงเพื่อทดสอบดูว่าดิฉันจะชอบและพำนักอาศัยอยู่ได้หรือไม่ และเพื่อดูท่าทีความเห็นชอบของรัฐบาลว่าจะสนับสนุนหรือไม่ อย่างไรท่านว่าท่านยินดีจะช่วยเหลือเท่าที่สามารถ เวลาที่ดิฉันไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว”
ในช่วงเดียวกันนั้นเองแหม่มได้พบกับคุณหมอฝนทอง แสงสิงแก้ว จิตแพทย์แห่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ตอนนั้นมีบทบาทเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล หมอฝนทองได้เล่าถึงสถานการณ์เกี่ยวกับคนตาบอดในเมืองไทย แหม่มจึงได้ให้คำมั่นสัญญาว่ายินดีที่จะเข้าไปช่วยตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดในประเทศประเทศไทย
จากนั้นไม่นานแหม่มและฮารูโกะจึงเดินทางมาดูลาดเลาที่กรุงเทพฯ โดยได้รับการต้อนรับจากคุณหมอเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยตอนนั้น ไม่อำนวยให้หลวงประดิษฐ์ฯ ช่วยอะไรแหม่มในการตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดได้มากนัก บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างวุ่นวาย แหม่มจึงเดินทางกลับ ญี่ปุ่น แต่ก็ได้ตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาช่วยเด็กตาบอดเมืองไทยให้ได้ แม้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม
“จากการสังเกต ดูเหมือนว่าพวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันต้องการจะสร้างตึกอะไรๆ ที่มีกิจกรรมใหญ่โต พรั่งพร้อมไปด้วยผู้บริหาร ซึ่งแน่นอนละมันจะต้องใช้เงินก้อนมหาศาล และดิฉันก็ไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติให้พวกท่านเหล่านี้เชื่อว่า โรงเรียนสอนคนตาบอดนั้นสามารถจะเริ่มได้ด้วยวิธีประหยัด และสิ้นเปลืองเงินแต่น้อย แต่ได้ผลสมบูรณ์ พวกเขาตั้งใจฟังแต่ไม่ยอมเชื่อ และไม่ยอมเข้าใจในเรื่องนี้เอาเสียเลย”
แหม่มคอลฟีลด์ทำงานต่อไปในญี่ปุ่นจนถึงปี 1937 แล้วแหม่มพร้อมกับมารดาและฮารูโกะ จึงเดินทางไปอเมริกาเป็นช่วงเริ่มต้นของการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งทำให้มีผลถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตของคนสหรัฐในญี่ปุ่น
แหม่มใช้เวลารวบรวมทุนจากการทำงานสักพักกระทั่งปลายปี 1938 แหม่มและลูกก็เดินทางเข้ามาในประเทศประเทศไทย โดยจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิและโรงเรียนสอนคนตาบอดขึ้น โดยมีคุณหมอฝนทอง ม.ร.ว.หญิงพินทุ เลขาคณะกรรมการมูลนิธิฯ บรรดาครูอาสาสมัคร และท่านอื่นๆ ซึ่งได้มีบทบาทช่วยเหลือ ตั้งเป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดเล็กๆ ในซอยศาลาแดง ย่านสีลม
การตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดในปี 1939 ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสะดวกสบายแต่อย่างใด สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยากลำบากไปทุกหัวระแหง การศึกษาของคนตาบอดยังไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องช่วยเหลือจัดการในทันทีแต่แหม่มก็ไม่ย่อท้อและยังคงยืนยันในการผลักดันเรื่องการศึกษาของคนตาบอดมีการพาคนตาบอดไปออกงานเพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่าพวกเขาก็มีคุณภาพ เช่น ในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาพของคนตาบอดเปลี่ยนไปจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นคนไม่มีความสามารถหรือเป็นขอทาน ก็ได้รับการเปลี่ยนมุมมองที่มากขึ้น 1943 โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการให้เงินอุดหนุนทุกปีตลอดมา
“ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน โชคดีอย่าง วิเศษก็ได้เปิดโอกาสให้แก่เรา คือมีร้อยโททหารบก ชื่อ ณ เณร มาพบดิฉัน ท่านผู้นี้เพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรเขตพระนครด้วยคะแนนเสียง ท่วมท้น เขาได้สอบถามถึงกิจการโรงเรียนสอนคนตาบอด และแนะนำขึ้น ว่า ดิฉันควรจะไปร่วมงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่สิบ เดือน ธันวาคม และให้ออกแสดงเพื่อประชาชนจะได้ทราบว่า นักเรียนตาบอดที่ฝึกเรียนแล้วจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก และงานฉลองรัฐธรรมนูญในปีนั้นก็มีการแสดงอยู่หนึ่งสัปดาห์ มีคนมาชมงานมาก จุดมุ่งหมายในส่วนการแสดงของเราก็คือ เพื่อให้ประชาชนรู้ถึงความสามารถของคนตาบอด ม.ร.ว.หญิงพินทุเลขา จักรพันธุ์ ผู้เป็นแม่บ้านของเรา ที่คุณหมอฝนทองหาไว้ให้ช่วยเรา เธอได้เรียนอักษรเบรลล์ภาษาไทยกับดิฉัน และนับเป็นสอง บุคคลเท่านั้นซึ่งอ่านภาษาเบรลล์ดังกล่าวที่เป็นจุดอักษรนูนได้ และก็ไม่สู้ง่ายนักที่จะวางแผนงานสาธิตในครั้งนั้น”
“ร้อยโท ณ เณร สมาชิกสภาฯ รับปากว่าจะหาที่ว่างเป็นคูหาให้เราในบริเวณงานนั้นและจะส่งรถมาเวลาบ่ายสี่โมงเพื่อรับมิสฮารูโกะ ม.ร.ว.หญิงพินทุเลขา และ ดิฉัน พร้อมกับอุปกรณ์ไปแสดงทุกวัน วันแรกก่อนที่งานจะเริ่มเปิด เขากลับมารับเราไปตอนบ่ายห้าโมง เพื่อให้ไปดูที่ทางและความเรียบร้อยก่อนแสดง ความจริงเขานัดมารับเราตั้งแต่บ่ายสี่โมง ซึ่งเราก็ไม่รังเกียจที่จะนั่งคอยโอกาสเป็นพิเศษอีกหนึ่งชั่วโมง”
“ดิฉันเต็มด้วยความกระตือรือร้น ในวันแรกที่เริ่มเปิดแสดง แม้ว่างานคราวนี้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจใคร่ชม แต่คูหาของเราก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมงานมิใช่น้อย จุดมุ่งหมายที่พวกเขามาชมงานของเราก็คือ ตัวดิฉันผู้ซึ่งเป็นคนตาบอด และได้เข้ามาชมอย่างใกล้ชิด ขณะที่พิมพ์ดีดภาษาอังกฤษให้พวกเขาดูแสดงการอ่านและเขียนอักษรเบรลล์ การถักเสื้อผ้า และการอ่านแผนที่ ซึ่งต่างก็ไม่เชื่อว่าดิฉันเป็นคนตาบอดจริง คุณหญิงพินทุเลขาจึงต้องวุ่นอยู่กับการเป็นล่ามคอยแปล และอธิบายคำถามคำตอบอยู่ตลอดเวลา”
“ชายไทยอีกคนหนึ่งทดสอบความสามารถของดิฉันในการอ่านแผนที่ "กรุงเทพฯ อยู่ที่ไหน" เขาถามผ่านล่ามของดิฉันพร้อมกับยื่นแผนที่กลับเอาหัวลงให้ดู ดิฉันหมุนแผนที่กลับอย่างระมัดระวังแล้วเอานิ้วลูบไป ยังจุดบอกที่ตั้งกรุงเทพฯ ซึ่งทำเป็นจุดนูนสี่เหลี่ยมบอกไว้ และยังได้ชี้ให้ดูแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีจุดไข่ปลาเป็นแนวยาวจากเหนือจรดใต้ ผู้ที่มามุงดูต่างก็รู้สึกซาบซึ้งประทับใจในการตอบปัญหาที่ดิฉันได้แสดงแก่พวกเขา”
“มีนักก่อกวนชอบสนุกคนหนึ่ง เอ่ยตั้งข้อสังเกตในทางอัปมงคลเล่นๆ ผ่านล่ามว่า ดิฉันเป็นสายลับของพวกฝ่ายซ้ายใช่หรือไม่ เพราะมีโค้ดลับจาก รัฐบาลข้าศึกมาด้วย เมื่อคำถามอันแสนพิสดารนี้ถูกแปลให้ทราบ ดิฉันก็หัวเราะและตอบนักสงสัยตัวเอ้ให้ทราบว่า ดิฉันยินดีจะสอนโค้ดลับนี้ให้เขาและเขาจะได้ช่วยเราผลิตหนังสือสำหรับคนตาบอด คนไทยเป็นคนยิ้มแย้มชอบสนุก บางทีก็แบบตลก ทุกคนที่รุมล้อมอยู่ด้วยที่หน้าดูหาต่างก็หัวเราะขบขันที่ดิฉันตอบให้เขาพ่ายแพ้ไปได้และก็ไม่มีคำถามเกี่ยวกับจารกรรม สายลับประเภทนั้นออกมาอีกเลย”
แม้จะเป็นเวลาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้กิจการของแหม่มต้องฝ่าฟัน อุปสรรคหลายประการ เป็นต้นในด้านปัญหาเศรษฐกิจของโรงเรียนการเริ่มต้นโรงเรียนสอนคนตาบอดในช่วงแรกถูกตั้งคำถามว่าเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเรี่ยรายเงิน และหากินกับคนพิการหรือไม่ ความคลางแคลงใจของบุคคลอื่น จนไปถึงทัศนคติที่มีต่อคนพิการในเวลานั้น โรงเรียนเปิดไปได้ไม่นานก็ได้รับนักเรียนคนแรก นั่นก็คือหม่อมเจ้าพวงผกามากพระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
“ในที่สุดก็ผู้ที่มาสมัครเรียนเป็นคนแรก ครั้นจะเรียกว่าเป็นเด็กตาบอดก็อาจเรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะนอกจากเธอจะมีดวงตาที่มีดบอดโดยสิ้นเชิงแล้ว ยังมีอาการหูหนวกอีกด้วย เธอคือหม่อมเจ้าพวงมาศผกา ซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ นักปราชญ์ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งของไทย ดิฉันได้พบกับท่านพี่ผู้ทรงอุปการะท่านหญิงที่งานประชุมภาชาดในกรุงโตเกียว ภายหลังดิฉันจึงได้ไปเฝ้าท่านอีกเพื่อทูลชักชวนให้โปรดอนุญาตให้ท่านหญิงพระองค์น้องมาเรียน โดยหวังว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แม้จะได้ทราบว่าท่านหญิงมีพระชนมายุมากเกือบถึงสามสิบแล้วก็ตาม”
“ท่านหญิงพวงมาศผกาซึ่งมีอีกพระนามหนึ่งว่าเล็ก ดูจะเป็นนักเรียน ที่ขยัน ภายในปีแรกที่มาอยู่กับเราก็ได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรมากมาย ท่านเรียนรู้อักษรเบรลล์ภาษาไทยทั้งอ่านและเขียนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ท่านภาคภูมิใจมาก เราได้จัดหาเครื่องทอผ้าเล็กๆ ให้ท่านหญิงทดลองฝึก รวมทั้ง หัดถักไหมพรมด้วย ต่อมาท่านหญิงผู้เป็นพี่สาวทรงเป็นห่วงสุขภาพของ ท่านหญิงเล็ก จึงขอที่จะไม่มาเรียนที่โรงเรียน แต่จะให้เรียนอยู่ที่วัง น่าเสียดาย ที่ท่านหญิงเล็กผู้นี้ทรงมาศึกษาล่าช้าไป ท่านควรจะได้ทรงเริ่มตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีมาแล้ว
“ดิฉันได้ทูลอธิบายว่า ถึงแม้เราจะมุ่งหมายสอนเด็ก แต่ก็จะสอนคนตาบอดทุกอายุ เพื่อแสดงเป็นตัวอย่างให้ทราบว่า คนตาบอดไทยอาจเรียน วิชาแผนใหม่ได้เช่นเดียวกับคนตาบอดชาติอื่นๆ ไม่แพ้กัน ท่านหญิงจึงทรงตกลงพระทัยให้ทดลองดู เป็นอันว่าเรามีนักเรียนคนแรกเข้ามาเรียนกับเราเรายังไม่ได้รับข่าวจากรัฐบาลว่าได้อนุมัติให้จดทะเบียนมูลนิธิของเราแล้วหรือยัง
แต่ดิฉันคิดว่าไม่ควรรอให้ลังเลใจเปล่าๆ ดิฉันจึงวางหน้าที่นี้ให้ฮารูโกะ และคุณหญิงพินทุฯ ล่ามเอกของเรา ซึ่งเป็นอาสาสมัครไทยคนแรก ทำหนังสือเบรลล์ โดยดิฉันเองก็ร่วมด้วย ภายในห้องเรียนมีโต๊ะและเก้าอี้แบบง่ายๆ แล้วเราก็ได้เปิดสอนเป็นสถิติเบื้องแรกในตอนเช้าของวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1939 โดยเปิดห้องเรียนรอรับนักเรียนคนแรกของเรา”
บทเรียนแรกที่ดิฉันพยายามสอนนักเรียนให้เข้าใจก็คือ การที่คนหนึ่งจะเป็นคนโดยสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ เขาเป็นคนมีประโยชน์และปรับตัวอยู่ได้โดยอิสระในสังคมร่วมกับคนตาดี "มันขึ้นกับตัวของเธอเองที่ได้ศึกษาไปให้ประชาชนเชื่อถือได้ในความสามารถของเธอ ถึงแม้ว่าจะตาบอด พวกเธอจะ ต้องทำงานให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง แล้วก็อยู่ร่วมโลกกับคนทั้งหลายได้"
ปี 1943 สมัยที่รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกกฎว่าด้วยรัฐนิยม เปลี่ยนชื่อประเทศ เปลี่ยนเพลงชาติ การแต่งตัวของผู้คน แอ๋มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงนั้นว่า
“มีหลายคนหลายสัญชาติยอมอยู่ในประเทศไทยจนกว่าสงครามจะสงบ ดิฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ดูจะเป็นเรื่องตลก แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิด ขึ้นจริงในระหว่างสงคราม ที่พลเมืองไทยจะต้องยอมรับกฎหมายของรัฐบาล ที่ออกบังกับประชาชน คือพลเมืองทุกคนจะต้องสวมหมวกเมื่ออยู่ตามถนนหรือนอกบ้าน รวมทั้งรองเท้าด้วย ข้อบังคับเช่นนี้อาจจะไม่แปลกอะไร ถ้าใช้ในนิวยอร์กหรือลอนดอน แต่ทว่ามันดูประหลาดสำหรับกรุงเทพฯ ที่พลเมือง
ส่วนมากไม่นิยมเอาเสียเลย ดังนั้นการแต่งกายของพลเมืองจึงมีหลายแบบหลายประเภท แต่ส่วนมากพลเมืองที่เป็นชายมักจะสวมกางเกงแบบจีน และเสื้อต่างชนิดต่างสี ซึ่งทำให้สีเครื่องแต่งกายดูสับสนปนเปกันในที่ชุมชนถนนหนทาง สำหรับผู้หญิงนั้นนุ่งผ้าชิ่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโสร่ง มีสีต่างๆประจำวัน ส่วนที่ให้ใช้เสื้อเชิ้ตขาวสำหรับชาย และเสื้อสีขาวปล่อยชายสำหรับหญิง สาเหตุเพราะต้องการให้สวมสบาย ดูเรียบร้อย สำหรับคนที่ชอบความสวยแบบเก่าจะนุ่งผ้านุ่งทั้งหญิงชาย ผ้านุ่งเป็นผ้าผืนยาว เอามา พันตัวให้ดูคล้ายกางเกง ชายผ้าตวัดไปหว่างขา แล้วรวบเป็นชายกระเบนเหน็บไว้ที่ขอบผ้าด้านหลัง
“ส่วนพวกพ่อค้าหรือเสมียนพนักงานมักจะแต่ง ชุดสากล พลเมืองส่วนมากเดินเท้าเปล่า บางคนก็ใส่แค่รองเท้าแตะหรือหุ้ม สันนิดหน่อย ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาๆ และไม่มีใครนิยมสวมหมวก ซึ่งตรง ข้ามกับรสนิยมทั่วโลก สตรีคาทอลิกก็ไม่มีใครสวมหมวกไปโบสถ์ เพราะอากาศมันร้อน ฉะนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศให้ทุกคนสวมหมวกและรองเท้าออกนอกบ้าน จึงทำให้หลายคนถึงกับรู้สึกอีดอัดใจไปตามๆ กัน มีรัฐนิยมบางฉบับให้ผู้หญิงแต่งกระโปรงแบบตะวันตก โดยให้ยกเลิกการนุ่งกางเกงแพรตามถนนเสียทั้งหมด
“กฎหมายนี้ประกาศใช้เด็ดขาดทั่วประเทศ โดยไม่มีใครได้รับการยกเว้น ถ้าไม่มีรองเท้าและหมวกจะเข้าไปในสถานที่ราชการไม่ได้ รวมทั้งการไปตลาดหรือแม้แต่ไปโรงพยาบาล จนกว่าจะปฏิบัติตามวัฒนธรรมเสียก่อน รถแท็กซี่จะไม่รับคนโดยสารที่ปราศจากหมวกและรองเท้า
“มันเป็นเรื่องที่นำความเดือดร้อนจนถึงขั้นวิกฤติ หลายครอบครัวที่หากินไม่พอปากท้อง ต้องเจียดเงินมาซื้อรองเท้าและหมวกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นหลายครอบครัวแก้ปัญหาด้วยการซื้อหมวกและรองเท้ากลางไว้ประจำบ้านตอนเช้าคุณแม่ไปตลาดก็แต่งไป ต่อมาคุณพ่อไปในเมืองเพื่อขายสินค้าที่ตนผลิตได้ ก็ใช้สิ่งเดียวหรือคู่เดียวกันนั้น หลายครอบครัวมีปัญหาเรื่องรองเท้า คับและกัดเท้า เพราะมันไม่นุ่มนิ่มใส่สบายไปทุกคู่สำหรับทุกคน”
และท่านผู้หญิงละเอียด พิมูลสงคราม ภริยาของแหม่ม เป็นผู้ที่สนใจในงานศึกษาและการแสดงของเด็ก นักเรียนตาบอด เมื่อได้เห็นผลอันดีจากโรงเรียน ก็ได้ดำเนินการให้รัฐบาลช่วยให้เงิน อุดหนุนทุกปีตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
“ต่อมาในเช้าวันหนึ่ง เลขานุการิณีของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามได้มาพบดิฉัน และหารือว่า บรรดานักเรียนของเรามีความสามารถพอที่จะไปแสดงรายการอะไรได้บ้าง ในงานของสมาคมวัฒนธรรมหญิง ซึ่งท่านผู้หญิงละเอียดเป็นประธานกรรมการอยู่ ดิฉันตอบรับทันทีว่าเราสามารถนำเด็กไปแสดงได้เพราะในวันเกิดของดิฉันพวกเขาได้เคยทำความพิศวงมาแล้ว โดยได้แสดงละครถึง 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งเป็นภาษาไทย และอีกเรื่องหนึ่งคือซินเดอเรลลาเป็นภาษาอังกฤษดิฉันแน่ใจว่านักเรียนของเราจะแสดงให้ชมได้อย่างดี
“นอกจากนั้นเรายังจะมีการเล่นเปียโนโซโล หรือแสดงเป็นวงใหญ่ได้อีกด้วยเมื่อดิฉันถามสหัทยาว่าจะแสดงได้ไหม เธอตอบรับด้วยความดือกดีใจเป็นที่สุดนอกจากนี้การแสดงจะมีการสลับฉากด้วยการขับร้อง เมื่ออยู่ในระหว่างจัดฉาก อีกด้วย
“งานดำเนินไปด้วยดีอย่างน่าทึ่ง ห้องประชุมเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สังเกตได้จากเสียงปรบมือครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อการแสดงได้จบลงแล้ว ท่านผู้หญิงละเอียดได้กล่าวขอบใจนักเรียน แล้วได้ประกาศให้ทุนถาวรแก่โรงเรียน จากนั้นอีกไม่นานท่านนายกรัฐมนตรีและภริยา ก็ได้แสดงความ ยินดีเชิญให้นักเรียนและครูผู้สอนมารับประทานอาหารกลางวันพร้อมกับ ท่านในวันรุ่งขึ้น เราต่างรู้สึกชื่นอกชื่นใจในความสำเร็จครั้งนี้กันเกือบตลอดคืนและหวังที่จะแถลงให้ท่านเห็นถึงจุดประสงค์ของการตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดว่าจำเป็นสักเพียงไร
“อีกไม่กี่วันต่อมามิสเวทีก็ได้โทรศัพท์มาบอกดิฉันแต่เช้า เสียงของธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น "แหม่มคะมีใครบอกข่าวดีที่ลงหนังสือพิมพ์เช้า วันนี้ให้แหม่มฟังบ้างหรือยังคะ" "ฉันยังไม่ทราบเรื่องเลย มีอะไรเกิดขึ้นหรือ" ดิฉันถาม เธอกลับตอบมาว่าจะขอมาพบดิฉันเองทันที เธอกล่าวอย่างเร็วจนแทบไม่หายใจ "แน่นอน" ดิฉันตอบด้วยความงุนงง "แต่มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมิใช่หรือ" "เปล่าเลยค่ะ"" ว่าแล้วเวทีก็วางหูโทรศัพท์ และแล้วในเวลาชั่วครู่เธอก็มาถึงบ้านถือหนังสือพิมพ์เข้ามาด้วย แล้วก็อ่านให้ดิฉัน ฟังด้วยเสียงดังฟังชัดว่า กรมประชาสงเคราะห์แห่งกระทรวงสาธารณสุขจะ จ่ายเงินสงเคราะห์แก่โรงเรียนสอนคนตาบอดปีละ 20,000 บาท”
แม้จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นจำนวนเงินที่มากขึ้นแต่แหม่มก็ยังคงมีคำถามถึงเรื่องของการจัดการเรื่องการศึกษาของคนตาบอดโดยแหม่มตั้งคำถามกับภาครัฐว่ารัฐจะเป็นผู้ทำงานเรื่องคนตาบอดเองหรือไม่คำตอบที่แหม่มได้ก็คือ
“โดยที่อยากรู้ว่าทางกรมประชาสงเคราะห์มีโครงการที่จะรับโรงเรียนไปดำเนินการเองบ้างหรือไม่ ดิฉันจึงถามดูเพื่อทราบถึงนโยบายของรัฐที่ยังคลุมเครืออยู่เกี่ยวกับเรื่องนี้ "เราไม่ต้องการ" ขุนจำนงกล่าว "มันจะต้องเป็นโรงเรียนเอกชนตลอดไป เราไม่เคยคิดที่จะดำเนินงานเองเลย คิดแต่เพียงจะสนับสนุนเท่านั้น โดยจะจ่ายเงินอุปถัมภ์ให้กับมูลนิธิจัดการบำรุงโรงเรียนเอง พวกเราในกรมนี้ไม่มีใครรู้เรื่องที่จะจัดการโรงเรียนสอนคนตาบอด และเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร เราเพียงต้องการช่วยสนับสนุนเท่านั้น"
ปลายปี 1943 เพื่อความปลอดภัยจากการทิ้งลูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรลงในกรุงเทพฯ แหม่มได้ติดต่อกับทางนักบวชคณะซาเลเซียนของนักบุญยอห์นบอสโก ย้ายเด็กๆ ทั้งหมดไปอยู่ชั่วคราวที่วัดและโรงเรียนคาทอลิก ที่ตำบลบางตาล อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แต่เนื่องจากสถานที่และการคมนาคมไม่สู้สะดวก ในไม่ช้าก็ติดต่อได้ที่อยู่ใหม่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับพระราชวังไกลกังวล จึงพา นักเรียนไปอยู่ที่นั่น จนถึงปี 1978 ทั้งหมดก็ได้ย้ายกลับไปกรุงเทพฯ เพราะสงครามได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกับสถานะของนายกรัฐมนตรีอย่างจอมพล ป. ที่ถูกตั้งสถานะเป็นนักโทษภัยสงครามในเวลานั้น แหม่มได้เข้าพบกับท่านผู้หญิงละเอียดภรรยาของจอมพลป. ในตอนนั้น
“ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีตกอับและถูกจับกุม ท่านผู้หญิงละเอียด ก็ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านของท่านอย่างเงียบๆ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนสอนคนตาบอดของเรา ท่านมีแขกไปมาหาสู่น้อยมาก แต่มิสสหัทยาและเพื่อน นักเรียนรุ่นโตของเรายังระลึกถึงความเมตตาปรานีของท่าน ครั้งหนึ่งและครั้งเดียวที่ได้แสดงการละเล่นในงานวัฒนธรรมหญิง ซึ่งวันหนึ่งท่านผู้หญิงได้บอกสหัทยาผู้ไปเยี่ยมคารวะท่านอย่างจริงใจว่า ถ้าสามีของท่านได้กลับมามีอำนาจใหม่อีก ท่านจะขอให้สามีสร้างตึกให้อยู่เป็นสถานที่ถาวรต่อไปไม่ต้องโยกย้ายจากบ้านเช่าแห่งหนึ่งไปแห่งหนึ่งบ่อยๆ ดังแต่ก่อน มันเป็น ข้อสัญญาที่ผูกพันอยู่ในใจของเด็กตาบอดมิรู้ลืม”
แหม่มได้กลับมายังประเทศไทยในปี 1952 โดยพักอยู่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดถนนราชวิถี ในเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ที่รัฐบาลจัดหาให้ตั้งแต่เมื่อจบสงครามใหม่ๆ และ ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
“โรงเรียนเล็กๆของเราก็ได้รับการยอมรับนับถือจากรัฐบาล นายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงครามได้กลับมามีอำนาจอีกในปีนั้น และท่านผู้หญิงละเอียดระลึกถึงสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้กับสหัทยา และนักเรียนชั้นโตของเรา เมื่อไปเยี่ยมท่านคราวตกยากได้จัดสร้างตึกเป็นห้องเรียนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีห้องพักอย่างโอ่โถง เพียงพอ กับนักเรียนที่มีจำนวนมากขึ้น เพราะตอนนั้นทวีขึ้นถึงแปดสิบแล้ว และครั้งสุดท้ายดิฉันได้ทราบว่า จำนวนได้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งร้อยสี่สิบ และแล้วตึกคอนกรีตหลังใหญ่ก็ได้ถูกสร้างขึ้นอีกด้วยเงินบริจาคของประชาชน ดิฉันพอใจมากที่ชาวไทยไม่ถือว่าคนตาบอดเป็นคนไร้ความหมายอีกต่อไป และเขาทั้งหลายต่างก็ยืนอยู่ได้ด้วยขาของตนเอง เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวและสังคม”
หนึ่งในปัญหาที่คนตาบอดเจอปัญหาเสมอมาก็คือการทำธุรกรรมทางการเงินไม่เว้นแม้แต่แหม่ม ที่ประสบปัญหาจากการเป็นคนตาบอดทำธุรกรรมทางการเงินไม่ได้ หลังจากที่พยายามฝากเงินเข้าธนาคาร
“สิ่งที่เราหนักใจภายหลังสงครามก็คือขโมย มันเกิดขึ้นชุกชุมเหมือนดอกเห็ด คืนหนึ่งมีขโมยปืนต้นมะพร้าวเข้ามาในบ้าน และแอบเข้าไปถึง ห้องนอนของแมรี มันกล้าถึงกับล้วงเข้าไปใต้หมอนหนุนศีรษะ แล้วหยิบเอาปืนสั้นที่ซุกไว้ไปได้ โดยที่คงจะคิดว่าเป็นกล่องเครื่องเพชร แต่เมื่อพบว่าเป็นปืน มันก็เลิกค้นหาสิ่งอื่น และปืนหนีออกทางหน้าต่างไปทันที เคราะห์ดีที่มันไม่ได้บังกับดิฉันให้เปิดเซฟที่เก็บเงิน
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ดิฉันต้องนำเงินไปฝากธนาคารเช่นแต่ก่อน นั่นคือพอรุ่งเช้าดิฉันก็เข้าเมืองไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์และขอเปิดบัญชีเงินฝาก เจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินงานไปตามระเบียบ จนถึงเวลาที่เขาขอให้ดิฉันลงชื่อ ดิฉันจึงนำกรอบโลหะ ออกวางทาบบนกระดาษ เพื่อลงชื่อในร่องตามที่ต้องการ ขณะเริ่มลงชื่อ เจ้าพนักงานก็ถามดิฉันด้วยความสงสัย”
"แหม่มออกเช็คด้วยตนเองได้หรือ" "ค่ะ" ดิฉันตอบ "ฉันกรอกรายการบนเช็คด้วยตนเอง"
"แหม่มทำอย่างไร" ดิฉันตอบเขาว่า "ก็ใช้พิมพ์ดีดพิมพ์รายการเอาเอง หรือไม่บางทีก็ไหว้วานให้ใครที่ไว้ใจได้เขียนเช็คให้" "แล้วแหม่มจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเลขบนเช็คนั้นถูกต้องตามที่ต้องการ"
"ฉันไม่รู้หรอกเพราะมองไม่เห็น" ดิฉันตอบอย่างพาซื่อ "เพราะปรกติฉันให้คนที่ไว้ใจได้กรอกตัวเลขให้ ในงานสำคัญที่ผ่านมาแล้ว และ ต่อๆ ไปจนตลอดชีวิต ฉันแน่ใจว่าปลอดภัย" ดิฉันตอบด้วยเสียงไม่สู้นิ่มนวลนัก แล้วก็เสริมต่ออีกว่า "เมื่อมีใครที่เขียนให้มานานแล้ว และไม่เคยมีความเดือดร้อนอะไรก็น่าจะเป็นที่ยอมรับกัน" แต่เจ้าพนักงานพูดเสียงแข็ง
"เขาอาจเปลี่ยนจำนวนเงินได้ ซึ่งโอกาสของปัญหามันเปิดอยู่อย่างนี้แล้ว เราเห็นจะต้องขอปฏิเสธการขอเปิดบัญชี"
ดิฉันฟังแล้วให้เกิดความจุนงงขึ้นมาทันที และได้พูดแย้งว่า "หากเขาเปลี่ยนจำนวนเงิน ดิฉันเองต่างหากที่เป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ธนาคาร และถ้าเงินฉันถูกถอนจนเกลี้ยงเพราะเหตุนั้น ทำไมจะต้องมาเป็นห่วงด้วย"
"มันก็เหมือนกันแหละครับ" เสมียนตอบ แล้วก็ซ้ำว่า เขาไม่สามารถจะให้เปิดบัญชีได้ เขายังได้เข้าไปหารือกับผู้จัดการซึ่งดิฉันก็ได้รับคำปฏิเสธเช่นกัน เนื่องจากท่าทีของเขาที่ไม่ให้ความสะดวก ดิฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นและก็ได้ผ่านเลยไปยังธนาคารชาร์เตอร์ดแบงก์แห่งอินเดีย และเปิดบัญชีได้ณ ที่นั้น โดยที่ไม่มีใครตั้งปัญหาถามแม้แต่คำเดียว
ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้ดิฉันได้บทเรียนว่า ยังมีคนอีกมากที่จะต้องให้เขาได้รับการศึกษาอบรมเพื่อจะได้เข้าใจและช่วยเหลือคนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคนตาบอด ให้เขาได้รับสิทธิและผลประโยชน์เทียบเท่ากับคนตาดี จะต้องตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอด ขึ้นให้พอ และให้ประชาชนยอมรับว่า คนตาบอดที่ฝึกดีแล้วสามารถทำอะไรได้เหมือนกัน ปัญหาอื่นที่ยังมีอาจอยู่ตรงที่ว่า คนตาบอดแต่ละคนนั้นจะช่วยตนเองได้แค่ไหนในการเจริญชีวิตอยู่ร่วมกับคนตาดีในโลก เพราะความรังเกียจเหยียดหยาม ต่อคนตาบอดนั้นยังมีอยู่อย่างกว้างขวาง อย่างเช่น การที่เขาไม่สามารถออกเสียงเลือก ตั้งผู้แทนราษฎรได้ มิหนำซ้ำพวกเขายังไม่สามารถจะเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทยได้อย่างสะดวกในสมัยนั้น”
ปี 1960 แหม่มได้เริ่มงานสอนคนตาบอดขึ้นที่เชียงใหม่ ซึ่งภายหลังก็ได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินงานต่อไป ในปีเดียวกันนี้เอง แหม่มได้รับเครื่องประดับเชิคชูเกียรติคุณจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน โดยเสริมสร้างมิตรภาพอันดียิ่งขึ้นระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น ในปีต่อมาเธอได้รับรางวัลแม็กไซไซ สาขาส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่าง ประเทศจากมูลนิธิ รามอน แม็กไซไซ แห่งฟิลิปปินส์ แหม่มคอลฟิลด์ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลคามิลเลียน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ด้วยโรคชราภาพ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1972 ขณะอายุได้ 84 ปี
ตลอดช่วงชีวิตของแหม่มคือความพยายามในการสร้างโอกาสให้กับคนตาบอดนับตั้งแต่ทำงานที่สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นจนมาถึงไทยและได้พบกับดินแดนที่ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจต่อเรื่องคนพิการมากนัก
การทำงานของแหม่มวางรากฐานทางการศึกษาและการเรียนรู้ของคนตาบอดซึ่งมีผลจนถึงปัจจุบัน ความตั้งใจและอุดมการณ์ของเธอส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนตาบอดเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย