เมื่อวันเสาร์ที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการพุทธมณฑล, Thisable.me, บุญรอดบริวเวอรี่ และดิคอมมูเน่ จัดงานเสวนาเสรีภาพหรือเสรีพร่อง 3.0 เรื่องแอลกอฮอล์ หรือเสวนาที่ว่าด้วยความสุขของคนพิการในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คุยกับณภัทร สะโน (อาร์ต) ทศพล พื้นแสน (พรอม) จำปี สวัสดิ์คำ (จำปี) ดำเนินเสวนาโดยเอกพันธุ์ ปิณฑวนิช โดยวงเสวนาเริ่มต้นด้วยการชวนทุกคนชนแก้วและดื่มด่ำไปกับวงที่กำลังจะเริ่มต้น

ปกติแต่ละคนดื่มเยอะไหม
จำปี: จะดื่มต่อเมื่อไปสังสรรค์กับเพื่อนหรือญาติผู้ใหญ่ชวน กรณีตั้งใจดื่มเองมีน้อยมาก
ทศพล: ก่อนที่จะพิการก็ดื่มบ่อย พอพิการดื่มน้อยลงกว่าเดิม
ณภัทร: ดื่มไม่บ่อยมากนัก ประมาณ 2-3 ครั้งต่อเดือนแล้วแต่สถานการณ์ เช่น วันเกิดเพื่อนหรือ ปวดหัวกับงานจนประสาทแดก บางครั้งอยากจะดื่มคนเดียวก็ดื่ม ไม่จำเป็นต้องหาโอกาสเพื่อดื่ม อย่างวันก่อนที่เราคุยเตรียมวงเสวนาผมก็เอาขวดเบียร์แอบไวข้างๆ มีจังหวะก็เอียงหลบกล้องกระดกขวดเบียร์
สถานการณ์อะไรทำให้อยากดื่ม
ณภัทร: ผมไม่ใช่คนพิการแต่กำเนิดทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนพิการกับคนไม่พิการ แม่ผมเป็นคนชอบกินเหล้าอยู่แล้ว ตอนอยู่อนุบาลแม่จะเรียกให้ไปลองดื่มเบียร์ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าคืออะไร แม่บอกให้ลองก็ลอง พอกินเข้าไปก็รู้สึกว่ารสชาติขมจัง หลังจากนั้นเกิดการตั้งคำถามว่า เบียร์ขมแล้วทำไมผู้ใหญ่ชอบกิน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ และคนอื่นๆ สิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ครอบครัวเราวนเวียนอยู่กับเหล้าและแอลกอฮอล์มากพอสมควร แม่ผมฝันว่า อยากมีบาร์ที่มีขวดเหล้าโชว์ในตู้ ปกติแม่ผมเป็นคนขี้ลืมแต่เขาจำได้ว่า ขวดไหนวางตรงไหน ขวดนี้ใครเป็นคนซื้อให้ ให้มาเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ ถ้ามีใครหยิบแอลกอฮอล์ออกไปจากตู้แม่จะรู้เลยว่าขวดเหล้าขวดไหนหายไป
จำปี: หากเครียดหรือเศร้าจากปัญหาชีวิตผมจะไม่ดื่ม ผมจะดื่มต่อเมื่อใจพร้อมสังสรรค์
ทศพล: ก่อนจะสังสรรค์ผมจะดูเงิน เวลา และความรับผิดชอบช่วงนี้ หากพรุ่งนี้ผมมีงานแต่ผมเครียด อยากกิน แล้วตัดสินใจก็อาจทำให้ปวดหัว ทำงานไม่มีคุณภาพ โดนเจ้านายว่าหรือหากเงินไม่พร้อมแล้วยังดื่ม ตอนสิ้นเดือนก็จะนึกย้อนกลับไปว่าวันนั้นไม่น่าดื่มเลย ส่วนมุมมองของครอบครัวผมกับการดื่มแอลกอฮอล์เขามองว่าเป็นมารยาททางสังคม แต่สังคมตอนยุคนั้นกับยุคนี้ก็คนละแบบกัน มารยาททางสังคมตอนนี้ต้องนั่งดื่มถึงตีสอง กลับก่อนไม่ได้
สำหรับผมภายนอกดูไม่ได้พิการแต่ความจริงเป็นคนตาบอด สมมติมองประตูผมจะเห็นฝั่งเดียว ถ้าเป็นตัวอักษรไทยอย่างกอ ไก่ ผมเห็นขาเดียว ที่เหลือผมไม่เห็น และแสงมีผลต่อการมองเห็นเป็นอย่างมาก เวลามองคนอื่นเลยเหมือนกวนตีน จึงจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าขาวพกติดตัวเอาไว้ใช้ตลอด แต่เวลาเข้าผับกลับไม่สามารถพกไม้เท้าขาวได้ พนักงานมองว่าเป็นอาวุธ ทำให้ผมต้องใช้ทักษะคนตาบอดเวลาอยู่ข้างใน
มีครั้งหนึ่งผมไปกินข้าวกับเพื่อนหลายคน แต่แต่ละคนออกไปคุยโทรศัพท์กับแฟน เหลือผมและเพื่อน 2 คน อยู่ดีๆ โต๊ะข้างหน้ามี 5-6 คน ลุกขึ้นมาแล้วถามว่า มองหาใคร ผมทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเจ้าของร้านอาหารเข้ามาคุยกับโต๊ะที่ลุกมา ว่าผมตาไม่ดี อีกวันหนึ่งผมไปกินข้าวแล้วใช้ไม้เท้าขาว ก็มีเสึยงวัยรุ่นซุบซิบกันด้วยความสงสัยว่าผมตาบอดจริงไหม แม่ค้าได้ยินก็ตะโกนไปว่า ผมตาไม่ดีจริง มีอีกกรณีหนึ่งตาผมไปโฟกัสที่คู่รักคู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้นมาว่า ไม่เจียม ผมคิดในใจว่าไม่น่าพูด ผมใช้เงินที่หามา ไม่ได้เอาเงินคุณมาใช้ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรนอกจากทำใจกับคนแบบนี้
ณภัทร: ผมพิการภายหลังแต่ทุกคนมองผมเหมือนคนไม่พิการ แต่แค่เดินไม่ได้แล้วต้องนั่งวีลแชร์ เคยมีคนมาถามว่า ผมพิการจริงหรือครับ ไม่แน่ใจว่าผมดูเหมือนคอสเพลย์เป็นคนพิการหรือว่ายังไงหรือกำลังสงสัยว่าผมมาทำ Social Experiment ว่าพิการจริงหรือไม่จริง ถึงแม้ทุกอย่างไม่เอื้อให้ใช้ชีวิต แต่ผมสู้ อยากออกไปเที่ยว อยากออกไปกินเหล้า อยากออกไปใช้ชีวิต ทำนู้นนี่นั่น จึงทำให้คนไม่พิการในสังคมมองว่าเป็นเรื่องแปลก ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องแปลก
ผมเคยไปเที่ยวที่สีลมนานมากแล้ว ช่วงที่เพิ่งพิการอยู่ก็ฟื้นฟูประมาณหนึ่งปีกว่า หายจากสีลมไป 1-2 ปี พอกลับไปก็มีคนจำเราได้แต่งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมนั่งวีลแชร์ บางคนที่ไม่เคยเห็นผมมาก่อนก็จะสงสัย เข้ามาคุยว่าเดินทางมายังไง มากับใคร อยู่โต๊ะไหน คนในร้านอำนวยความสะดวกให้ผมเต็มที่มาก อยากจะไปตรงนี้แต่มันมีเวที มีสเต็ปอยู่ ผมจะบอกวิธีการข้ามสเต็ป คนหนึ่งจับด้านหลังแล้วปล่อยให้ล้อไต่ไปกับขั้นบันได เวลาไปเที่ยวบ่อยๆ เขาก็จะรู้วิธีช่วย อยากจะกินอะไรให้บอกเดี๋ยวไปส่งให้ที่ครัว เขาเริ่มเข้าใจว่าคนพิการมาเที่ยวเหมือนกันกับคนไม่พิการ
จำปี: หกสิบเปอร์เซ็นต์ของสถานบันเทิงไม่มีห้องน้ำที่คนพิการทางการเคลื่อนไหวจะเข้าได้ เพราะเขาไม่นึกว่าจะมีลูกค้ากลุ่มนี้ดื่มเหล้า นอกจากนี้ก็มักไม่มีทางลาดแต่ร้านเหล้าส่วนใหญ่ก็ช่วยยกวีลแชร์เข้าร้าน

เดินทางไปดื่มยังไง
ณภัทร: ผมขับรถได้แต่ไม่ขับเพราะประเมินค่าบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็พบว่า นั่งแท็กซี่ถูกกว่า แต่ความปลอดภัยมีไม่มาก ต้องไปสู้รบตบตีกับรถแท็กซี่ และไม่ชอบนั่งรถเมล์เพราะคนขับ เพราะต้องรอกระเป๋ารถเมล์กางทางลาดออกมา ต่างจากประเทศรถเมล์เป็นไฮดรอริกเข็นรถขึ้นได้เลย แต่การจราจรบ้านเราไม่ได้เหมือนต่างประเทศ บางทีรถเมล์อยู่เลนสอง แต่เราอยู่บนฟุตปาธแล้วเราจะขึ้นรถเมล์ยังไง เพราะฉะนั้นรถเมล์ชานต่ำไม่มีจริง ผมไ่ม่ชอบให้คนมามอง ผมไม่ชอบรบกวนเวลาผู้โดยสารท่านอื่นเพราะเขาใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการเดินทางกลับบ้าน และการขึ้นลงของเราอาจเพิ่มระยะเวลาการเดินทางถึง 10-20 นาที
อีกทางคือแท็กซี่ แต่ผมลองเรียกแท็กซี่ข้างทางเขาไม่รับ เรียกแท็กซี่ผ่านแอปฯ ก็ดีหน่อยเพราะบอกเลขทะเบียนรถยนต์ที่จะมารับ หากคนขับบริการไม่ดีผมให้คะแนนในแอปฯ หรือแจ้งกรมขนส่งได้ มีอยู่แอปฯ หนึ่งที่ผมปักหมุดว่าอยู่จุดนี้ แต่แอปไปปักหมุดอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างรั้ว เวลาคนขับรถมารับก็เป็นคนละเส้น ผมเขียนข้อความบอกว่าอยู่ตรงไหนแต่แท็กซี่ไม่อ่าน พอขับไปรับผิดจุดก็โวยวายว่าเป็นความผิดเรา พอเห็นเราเป็นคนพิการก็โวยวายว่ารถเก็บวีลแชร์ไม่ได้ ผมตอบกลับไปว่าผมขึ้นแท็กซี่ทุกรุ่น Toyota Corolla ก็เก็บได้ พอบอกวิธีเก็บวีลแชร์เขาก็โวยวาย ผมเลยบอกถ้าทำแบบผิดๆ แล้วเบาะขาดผมไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าทำตามวิธีผมแล้วเบาะขาดผมรับผิดชอบ เขายังโวยวายอีกว่าหากถลอกจะทำอย่างไร ผมเป็นคนที่สู้คนอยู่แล้ว เจอแบบนี้ผมไม่ชอบ ผมเลยถามว่า ถ้าซ่อมจากการถลอกเท่าไร รถวีลแชร์ผม 150,000 บาท เดี๋ยวจ่ายให้ พอขึ้นรถคนขับก็หาทางให้เราลงอีก ผมบอกว่ากูไม่ลง กูลงไม่ได้ ประกอบรถให้ด้วย เพราะเราเคยผ่านความตายมา อะไรก็ไม่น่ากลัวแล้ว ทำไมต้องกลัวที่จะเถียงกับแท็กซี่ ผมรู้สึกว่าถ้าหากไม่พร้อมรับลูกค้าที่เป็นคนพิการก็ไม่ต้องรับตั้งแต่แรก แต่อาจจะช่วยติดต่อแท็กซี่คันอื่นที่พร้อมรับคนพิการผ่านทางวิทยุเดี๋ยวผมให้ค่าเสียเวลา
ทศพล: เวลาออกไปร้านเหล้า 3 ปัจจัยที่ต้องมีเลยคือ 1.) เงิน ไม่มีเงินผมไปไหนไม่ได้ ขึ้นรถเมล์ก็มองไม่เห็นว่าสายไหนมา ต้องขึ้นแท็กซี่เท่านั้น 2.) เวลา จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งใช้เวลานานก็ต้องมีเวลามาก 3.) คนรู้ใจ คนรู้ใจของผมอาจจะเป็นแฟน พ่อแม่ เพื่อน สามารถพาผมไปไหนมาไหนได้ ทั้ง 3 อย่างต้องไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นไปไหนก็ไม่ได้ ถ้าผมไปดื่มแล้วไม่ใช้ไม้เท้า เดินไปชนใครแล้วโดนทำร้ายร่างกาย ทำของตกใส่คนอื่น โดนขโมยของ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาละทำอะไรไม่ได้แล้ว
จำปี: ถ้าไปร้านเหล้าจะเลือกเพื่อนแถวบ้าน เนื่องจากมีบทเรียนมาก่อน ตอนไม่กินเหล้าเราเป็นคนพูดจากวนตีน เวลาเพื่อนเมาแล้วอยากพูดเคลียร์กันก็คุยไม่รู้เรื่อง เราต่อยเขา เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งทำให้ช่วงหลังต้องแกล้งเมา อยากรู้ว่าเพื่อนจะมีทีท่าอย่างไรกับเรา ถ้าเมาจริงๆ มี 2 ครั้งในชีวิตตอนอยู่กับกู๋และเพื่อน
ถ้าเมาแล้วกลับบ้านยังไง
ณภัทร: มี 2 กรณีด้วยกัน เมาแล้วกลับบ้านกับเมาแล้วไม่กลับบ้าน กรณีหากเมาแล้วกลับบ้านเกิดขึ้นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมโหลดแอปพลิเคชั่น 4-5 แอปฯ เอาไว้เรียกแท็กซี่อย่างเดียว ถ้ากลับบ้านก็เรียกรถเอา ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลแท็กซี่ฉวยโอกาสเหมาค่าเดินทาง อ้างนู้นอ้างนี่ ไม่รับผู้โดยสาร ตอนช่วงโควิด-19 แท็กซี่ไม่มีรายได้ออกมาเรียกร้องและพยายามซัพพอร์ต พอสถานการณ์เข้าสู่ปกติ ไม่เห็นแท็กซี่ช่วยเหลือผู้บริโภค บางคันอ้างว่ารถติด ไม่อยากรับ ทั้งที่แท็กซี่สามารถได้เงินในกรณีที่วิ่งช้ากว่า 6.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น แต่แท็กซี่อยากเพิ่มอัตราค่าโดยสารให้เร็วขึ้น ทั้ง 2 ประโยคแสดงความไม่เป็นเหตุผลกันอยู่ ประเทศเราเป็นประเทศอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแต่มาทำแบบนี้ไม่โอเค ผมรู้สึกว่าเรียกแท็กซี่จากแอปฯ เพราะไม่อยากตบตีกับใคร กรณีที่เมาแล้วไม่กลับบ้าน ก็ไปอยู่กับเพื่อนบ้าง ถ้าดูแลตัวเองได้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร
ผมเดินเองไม่ได้ ฉี่เองไม่ได้แต่ใส่สายสวนฉี่ ทำความสะอาดเองได้ ตอนแรกเวลากินเหล้าจะฉี่บ่อย เวลาไปห้องน้ำไปยากเพราะไม่มีห้องน้ำคนพิการในผับ จะเทข้างทางลงท่อระบายน้ำก็พอได้ แต่เรารู้สึกเขินอาย ส่วนมากผมจะใช้วิธีกะปริมาณ ผมก็จะบอกพนักงานว่าใส่ไปหมดทั้งแบนแต่ไม่ต้องใส่มิกเซอร์เยอะ ปริมาณน้ำเท่าเดิม ถ้าหากมีคนชงทีละ 2 ลิตร ชงผสมเป็น 4 ลิตร แต่ถุงฉี่เก็บน้ำปัสสาวะได้ 2 ลิตรเท่ากับผมต้องไปเทฉี่ 1 ครั้ง ก่อนกลับไปเทอีก 1 ครั้ง อีกวิธีคือ ผมจะพกขวดน้ำเปล่าไว้เอาไว้ถ่ายออกจากถุงฉี่แล้วไปทิ้งที่อื่น เวลาไปทิ้งแถวที่กินเหล้าก็แปลกๆ อยู่ จะเททิ้งลงโถเหล้า ใครมาเห็นนึกว่าใครกินเบียร์ทิ้งไว้ ความจริงแล้วฉี่กู ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรทำ เวลาไปร้านเหล้าผมคิดถึงคนอื่นพอสมควรเพราะคนเมาไม่รู้เรื่องจริงๆ วันสงกรานต์วันสุดท้าย ผมลองกินวิสกี้หมักมา 12 ปี วันแรกที่กินมันนุ่มคอ ทำให้เราสงสัยว่าเป็นวิสกี้ปลอมหรือเปล่า อากรแสตมป์ก็มี ซีลก็แน่นหนา ทั้งคืนนั้นผมลองกินเพียวเพราะผมไม่อยากไปเข้าห้องน้ำ ชนเท่าไรยกดื่มเอา กินทีละจิบเหมือนกินแก้ว On The Rock เรารู้สึกว่ากินแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะไม่ต้องเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องกังวลว่าจะเอาฉี่ไปทิ้งที่ไหน เป็นอีกวิธีการที่เอาไว้ใช้เมื่อเรามีข้อจำกัดในการเข้าห้องน้ำ ถ้าอยากกินนานๆ แล้วมีห้องน้ำคนพิการ ผมก็จะกินข้าวไปก่อน ถ้าช่วงไหนไม่มีเงิน กินเหล้าตอนท้องว่างไปเลย ทำให้เมาง่าย เวลาเรากินเหล้าเราเอาความสนุกของการเมา โวกเวกโวยวาย ไม่ได้มากินเพื่อความอร่อย ไม่ได้กินเยอะเหมือนกินบุฟเฟ่ต์ ถ้าเมาแล้วก็กินน้ำเข้าไปเยอะๆ ล้วงคอให้อ้วกก็จบ
ผมเป็นคนรู้จักตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่ได้มีทุกคน เหมือนจะง่ายแต่ยากมาก เวลาไปเที่ยวผมคอยถามตัวเองบ่อยว่า กำลังเมาอยู่ไหม ผมไหวไหม ถ้าต้องเข็นตัวเองขึ้นบ้านจะไหวไหมเพราะบ้านผมมีทางลาดที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่ด้วย ปกติ 1:12 บ้านผม 1:8 พอขึ้นไปจะเจอสเต็ปหน้าบ้านกับประตูสูงสัก 10 เซนติเมตร เลยต้องมีการวางแผนว่าเมาขนาดไหนถึงเข็นวีลแชร์ขึ้นบ้านไหว ถ้าไม่ไหวทำอย่างไร ผมโทรบอกแม่ให้ลงมารับหน่อย ผมคำนวณระยะเวลาที่แม่จะเดินลงมาจากชั้น 3 ถึงชั้นล่างประมาณ 5 นาที ก่อนจะถึงบ้าน 5 นาทีผมโทรหาแม่บอกให้ลงมารับหน่อย อันนี้คือกรณีที่เมาแล้วเข็นไม่ได้ คนขับแท็กซี่ไม่น่าจะช่วย ถ้าเมาแล้วเข็นได้แล้วคนขับแท็กซี่ช่วยประกอบวีลแชร์ ผมก็จะไม่เรียกแม่ นี่เป็นการเตรียมพร้อมและป้องกันว่าเวลาเราไปกินจะต้องทำอย่างไร
ทศพร: เวลาที่ผมเมาสุดๆ จะต้องมี 3 ปัจจัยอย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ แต่ช่วงหลังกินน้อยลง เริ่มคิดแล้วว่าจะกลับอย่างไร ตอนแรกกิน 2 ฝาก็เปลี่ยนมากินฝาครึ่ง เหลือฝาเดียว แล้วจิบนิดเดียว ถ้าผมจะกลับแล้ววานให้เพื่อนเรียกรถให้หน่อย ผมปักหมุดไม่ได้เพราะปัญหาสายตา แอปฯ อาจจะไปปักจุดอื่นแต่ไม่ใช่บ้านผม ผมต้องเลื่อนหาหมุดที่บ้านผมซึ่งไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่มีจุดสังเกต ผมบอกเพื่อน “ข้ามสะพานฝั่งขวามือแค่นั้น” แล้วผมไม่สามารถมองเห็นได้เพราะจุดในแผนที่เล็กมาก
ณภัทร: หัวข้อที่เราคุยคือขั้นกว่าของการออกมาใช้ชีวิตของคนพิการ มันก็จะมีความสุดโต่งตรงที่คนพิการสองล้านกว่าคนออกมาใช้ชีวิต หางานทำไม่ได้ มันจะมีคนอยู่บางกลุ่มที่พอที่กำลังทรัพย์กำลังกายออกมากินเหล้า ส่วนตัวผมรู้สึกโอเคมากๆ ที่เราได้มาคุยกันเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องทั่วไป หลายคนพูดว่าสังคมเรากำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุเยอะ มีคนพิการเยอะ ผมถามหน่อยว่า หกสิบล้านกว่าคนมีใครสนใจประเด็นผู้สูงอายุกี่คน เพราะความชราภาพเป็นความพิการประเภทหนึ่ง วันหนึ่งคุณต้องใช้ลิฟต์ ใช้ทางลาดหรือเปล่า

เวลาไปร้านเหล้าเดินไปชนนู้นชนนี่ไหม
ทศพล: เวลาไปผับมืดๆ ยิ่งมืดยิ่งมองเห็นน้อย Universal Design ในร้านเหล้าอยู่ที่ไหน ปัญหาต่อไปหาโถฉี่ไม่เจอ ทุกวันนี้อาศัย Guide Block ช่วย เวลาผับไหนตกแต่งด้วยกระจกทั้ง 2 ด้าน ผมมองไม่เห็นประตูห้องน้ำ บางทีใช้วิธีผมยืนรอคนเข้าห้องน้ำไม่เข้าทางนี้ก็ออกทางนี้ ทำไมร้านถึงคิดถึงแค่คนไม่พิการ แต่ไม่คิดรวมคนพิการไปด้วย คิดว่าคนพิการไม่มีเงินเที่ยวเหรอ คนพิการไม่อยากเที่ยวเหรอ คนพิการอยากไปแต่สถานที่ไม่เอื้อทำให้คนพิการไม่ไป ถ้าเขาร้านด้วยไม้เท้าขาวเอง ไม้เท้าขาวถูกมองเป็นอาวุธ ผมต้องอาศัยเพื่อนคนที่ไปด้วยกัน บางครั้งบางที่ไม่มีห้องน้ำ ผมต้องไปฉี่ข้างกำแพงเพราะสะดวกกว่า ไม่เสียเงินค่าเข้าห้องน้ำ ถ้าสมมติผับให้เอาไม้เท้าขาวไปใช้ชีวิตดีขึ้นแต่คนข้างในอาจจะคิดว่าเป็นอาวุธและต่อยผม
เคยได้ยินว่าพิการแบบนี้ ไปกินยิ่งหนักเข้าไปอีก
ณภัทร: ไม่จำเป็นต้องคนพิการ คนทั่วไปก็ได้ คนไม่พิการกินเข้าเหล้าเข้าไปทำให้ตับแข็งเหมือนกัน คนพิการตับแข็งเหมือนกัน ผมมองว่าเป็นอย่างนั้นแหละ เวลากินเหล้ากินเบียร์ผมจะมีวิธีจัดการ สมมติกินเหล้าวันพุธ วันพฤหัสบดีต้องทำงาน ผมวางแแผนแล้วว่าต้องกินวิตามินบีรวม 2 เม็ด ผมต้องกินอาหาเสริม กินน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยให้สร่างเมา ผมมองว่าเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็ต้องทำ
ก่อนหน้าที่ผมบอกว่าเรามากินเหล้าเอาความสนุก เราไม่ได้กินแบบบุฟเฟ่ต์ ไม่ได้มาแข็งกันว่าจบดีลแล้วต้องจ่ายเงินกี่โมง พอเรากลับบ้านแล้วรู้สึกเมา อยากอ้วกจังเลยทำยังไงดี บางคนจะคิดว่าเสียเงินไปตั้งเยอะจะอ้วกเหล้าออกมาเหรอ แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ความสุขคือการไปเที่ยว ดื่ม เต้นกับเพื่อน พอกลับบ้านมาไม่ใช่ช่วงเวลาความสนุกแล้ว ถ้าจะอ้วกก็อ้วกออกไปเลยไม่ต้องเสียดาย แต่ถ้าไปกินอาหารบุฟเฟต์แพงที่มีเนื้อแกะ ไข่ปลาคาเวียร์ผมก็เสียดายเพราะว่าร่างกายได้รับโปรตีน หากอ้วกออกแล้วเสียดาย อันนี้ผมมองว่าเป็นเหตุและผลที่พอเข้าใจได้ แต่การกินเหล้าไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากทำให้รู้สึกมึนเมาเท่านั้นเอง ไม่ต้องเสียดายเหล้า อยากอ้วกก็อ้วก
จำปี: สำหรับผมแล้วชุมชนในหมู่บ้านมีทัศนคติว่า คนพิการต้องเจียมตัว ไม่สมควรจะดื่ม กรณีที่มีทัศนคติว่า กินได้ก็มีเงื่ิอนไขเพิ่มขึ้นมาว่า กินแล้วห้ามอ้วก กินแล้วต้องประมาณตัวเอง ถ้าเมาสุดๆ ผมจะมีแค่ 2 ครั้ง ครั้งแรกฉลองวันปีใหม่โรงงานจิวเวลรี่ ตอนนั้นกินเหล้าเพียวๆ ไม่ผสมโซดาแล้วกลับบ้านไป 3 วันยังนอนอยู่บ้าน ลุกมาอ้วก ครั้งต่อมาคือ ครั้งแรกที่เพื่อนพาไปเที่ยวสังสรรค์ ตอนแรกเปิดโปรเบียร์ 4 ขวด โซจู 9 ขวด หลังจากนั้นเราไม่รู้เลยว่า ตอนที่เมาเราจะสร้างวีรกรรมอะไรไว้บ้างหรือเพื่อนจะปู้ยี่ปู้ยำกับอะไรบ้าง มารู้สึกตัวอีกทีเพราะอากาศหนาวเลยทำให้เราตื่นแล้วขับรถกลับบ้าน พอถึงบ้านเก็บทรงว่าไม่ได้เมาต่อหน้าแม่ อีกวันประมาณบ่ายสองโมงผมผาแม่ไปทำธุรกรรม ส่วนผมไปอ้วก
ทศพล: เหล้าร่างกายของเราไม่ต้องการหรือต้องการส่วนหนึ่งเท่านั้น ถ้าเหล้าอยู่ในร่างกายเกินความจำเป็นก็อ้วก ทั้งร่างกายและสังคมบอกว่าไม่ดี แต่ไม่เคยคิดว่าคนพิการมีความสามารถในการประมาณการกินถึงระดับไหนแล้วรับผิดชอบงานหรือกิจกรรมในวันพรุ่งนี้ได้เหรือเปล่า สังคมไม่เคยรู้ว่าคนพิการกินเหล้าอย่างไร


คนรอบข้างมีส่วนสำคัญให้เราไปกินเหล้าไหม
ณภัทร: ชีวิตผมอยู่กับคนที่กินเหล้า ไม่ว่าจะเป็นแม่ เพื่อนที่ทำงานทำเหล้าบ๋วยกินเองที่บริษัท หากใครกินก็ย่อมมีคนสนับสนุนอยู่แล้วว่าการกินเหล้ามีความสุขแต่ต้องดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นข้อจำกัดอันนึง ส่วนคนที่ไม่กินเขาจะมองว่า ทำไมเราต้องกินเหล้า ทำไมไม่ไปตักบาตรทำบุญ เกิดชาติหน้าจะได้ไม่พิการ ผมไม่อยากได้ความสุขในชาติหน้า ผมอยากได้ความสุขในชาตินี้ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาเที่ยวจนถึงตีสาม คุยกับเพื่อนถึงตีสี่ตีห้า กว่าจะกลับบ้านเจอพระมาบิณฑบาตร ผมซื้อของแถวนั้นมาตักบาตร พระอาราธนาศีล การที่เราทำบาปด้วยการกินเหล้าหายไปเลย
ศาสนาเป็นวัตถุดิบให้เราเข้าใจตัวเองและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สายบุญ ทำบุญบริจาคแต่ไม่มีความสุขเลยเพราะเราทำบุญหวังความสุขในชาติหน้า อีกคนหนึ่งไม่สนใจบุญชาติหน้า กินดื่มอย่างมีความสุขตอนนี้ และอีกคนที่เป็นทางสายกลางระหว่าง 2 คนนี้ ทั้งกินเหล้าและทำบุญก็จะรู้สึกว่าชาตินี้จะอายุยืนถึง 80 ปี เกิดมาชาติหน้าอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าชาติที่แล้ว แต่ผมมองว่าการที่เราอยู่ห้วงปัจจุบัน เรามีความสุข ถ้าหากผมว่า ดูไลฟ์ของ Thisable.me ไม่มีความสุข จะทำอย่างไรให้คุณมีความสุข ความทุกข์น้อยลง ผมมองว่ามีความสำคัญมากกว่าเรื่องของบุญบาปด้วยซ้ำ สมมติว่าวันนี้ทุกข์ๆ มาเลย กำลังดูไลฟ์แล้วกินเบียร์ไป 1 แก้วที่ผิดศีลแล้วแต่พอกินไปปุ๊บความทุกข์หายไปหมดเลย ผมว่ามันคุ้มค่า อะไรที่มีความสุขก็ทำไปเถอะ อย่ารอ แล้วเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ ถ้าไม่ดีก็อย่าทำอีก
ทศพล: ปัจจัยแรกคือ ครอบครัวผมเดินทางสายกลาง กินเพื่อเป็นมารยาททางสังคม พ่อแม่จะไม่พูดว่าอย่ากินเยอะ อย่ากินดึกแต่เขาใช้คำพูดว่ารอ การทำให้พ่อแม่รอก็บาป อีกปัจจัยคือ อยากมีแฟน อยากมีครอบครัว ผู้หญิงไม่ชอบคนกินเหล้ากินเบียร์ เงินในส่วนที่ที่บ้านใช้ท่าทีกดดันไม่ให้เราไม่กินเหล้า ผมเอาเงินส่วนนี้มาสร้างครอบครัวของตัวเองดีกว่า หากมีคนมาชวนผมกินเหล้าแล้วตอบว่าไม่สะดวกก็จบ
จำปี: กลับบ้านไปผมจะต้องปกติทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเดิน การคุย ต่อให้เมากลับบ้านพูดให้น้อยที่สุด ซึ่งคนที่บ้านเป็นห่วงเราแต่การแสดงออกของเขาต้องจู้จี้แบบนี้ เวลาคุยกับที่บ้านมองแค่มิติเดียวคือ ตัวฉัน แต่ไม่ได้มองคู่สนทนาว่ารู้สึกอย่างไร ถนอนน้ำใจแสดงความเป็นห่วงเรา บางทีการเรียนรู้น้อยการแสดงตรงๆ อาจจะดูแข็งถ้าเราเข้าใจอีกฝ่าย เราแสดง เสแสร้งให้เหตุการณ์ผ่านไป
ปกติเรารักษาความรู้สึกตัวเอง ฉันเป็นแบบนี้ ฉันต้องการแบบนี้ แต่ไม่ได้เคารพความรู้สึกขอพ่อแม่เพราะปู่ย่าตายายเลี้ยงมาอย่างนั้น ผมไม่ได้ยอมแต่เข้าใจว่าพ่อแม่มีพื้นเพมาอย่างไร แสดงพฤติกรรมอย่างไรพ่อแม่ถึงสบายใจ ไม่ใช่ว่าเลี้ยงตัวเองไม่ได้แล้วต้องอยู่กับครอบครัว แต่ผมตายจากพ่อแม่ การตายจากกันแล้วมาคิดถึงว่าจะทำนู้นทำนี้ให้ไม่ได้แล้ว