เรื่องราวชีวิตของอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็นการเดินทางที่เริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต สู่วิถีการต่อสู้เพื่อสิทธิคนพิการ โดยมี "แหม่ม" หรือมิสเจนนิวิฟ คอร์ฟิลด์ เป็นผู้ชี้นำทางและสร้างแรงบันดาลใจสำคัญ ทั้งสองคนต่างเป็นประวัติศาสตร์ที่โน้มเข้าหากันทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ อีกคนหนึ่งก็เป็นครูของผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ อ่านเรื่องของแหม่มได้ที่ (https://thisable.me/content/2024/12/958) เราจึงอยากชวนทุกคนมาอ่านเรื่องราวก่อนที่เขาจะกลายเป็นศาสตราจารย์ทางกฏหมายและออกกฏหมายคนพิการฉบับสำคัญอีกหลายเรื่อง
สำหรับวิริยะนั้นอาจจะต้องเริ่มตรงที่เมื่ออายุได้ 15 ปี ในปี พ.ศ. 2510 อาจารย์ประสบอุบัติเหตุจากชนวนระเบิด ที่หลงเหลือมาจากยุคสงครามเวียดนาม ซึ่งมีเด็กนำมาปาเข้าไปใต้โต๊ะขายของในบ้าน และชนวนนั้นบังเอิญไปอยู่ในกล่องทดลองวิทยาศาสตร์ของอาจารย์พอดี
"ตอนผมประสบอุบัติอายุประมาณ 15 ปี เรียนอยู่ ม.ศ. 3 วันนั้นมีเด็กเก็บชนวนระเบิดมาจากไหนไม่ทราบ เอามาปาเล่นใต้โต๊ะขายของที่บ้าน ซึ่งบังเอิญเป็นตำแหน่งที่ผมวางกล่องทดลองวิทยาศาสตร์ไว้พอดี ผมน่ะนิสัยไม่ดี ชอบทำให้ชาวบ้านตกใจ พอได้ชนวนระเบิดมา ผมก็ต่อสายไฟเข้ามาในบ้าน กะจะให้มันระเบิดดังๆ ตรงประตูเหล็ก พอผมจับจี้เข้าไปที่ลังถ่านไฟฉายเท่านั้นแหละ มันก็ระเบิดตู้ม แทนที่คนจะมาดูระเบิด กลับมาดูผมที่โดนระเบิดแทน
กระบวนการรักษาในยุคนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องนั่งรถบรรทุกและรถบำรุงทางรถไฟเพื่อไปโรงพยาบาลที่โคราช และถูกส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช หลังจากผ่าตัดถึง 3 รอบ หมอแจ้งว่ารักษาไม่ได้แล้ว ทำให้อาจารย์เสียใจมากเพราะต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นหมอทั้งที่ในช่วงนั้นครอบครัวพยายามรักษาสารพัดวิธี
“ตอนนั้นมองไม่เห็นแล้ว บ้านอยู่ชนบทต้องนั่งรถบรรทุกมาต่อรถบำรุงทางรถไฟเพื่อเข้าโคราช กว่าจะถึงโรงพยาบาลก็เย็น หมอผ่าตัดเบื้องต้นเสร็จก็บอกต้องส่งไปศิริราช ผมผ่าตัดไป 3 รอบ ตอนนั้นยังมีความหวังนะ เพราะตาซ้ายยังพอเห็นแสงแดดรำไร แต่พอหมอบอกว่าหมดปัญญารักษากลับบ้านได้ วันนั้นผมร้องไห้โฮใหญ่เลย ความฝันจะเป็นหมอจบสิ้นลง ความเชื่อยุคนั้นคือคนตาบอดทำได้แค่ขอทานหรืองานง่ายๆ พ่อผมถึงกับจะส่งไปเรียนเป็นหมอดูที่ศาลเจ้าพ่อเสือ เพราะเห็นว่าเขาดูแม่นดี ผมก็เอาวะ ยังดีกว่านอนกินๆ นอนๆ อยู่บ้าน"
โชคชะตาเปลี่ยนไปเมื่อญาติหาข้อมูลเรื่อง โรงเรียนสอนคนตาบอด และอาจารย์ได้พบกับ แหม่ม หรือมิสเจนนิเฟอร์ คอร์ฟิลด์ สตรีตาบอดชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการศึกษาคนตาบอดในไทย แหม่มเป็นคนที่มีประวัติโชกโชน เคยสอนภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นก่อนจะหนีสงครามมาตั้งโรงเรียนในไทยตามคำชวนของนายฝน แสงสิงห์แก้ว
เมื่อแหม่มทราบว่าอาจารย์เป็นคนเรียนเก่ง จึงสนับสนุนให้เข้าเรียนที่ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โดยให้ซ้ำชั้น ม.ศ. 2 เพื่อฝึกทักษะการใช้ อักษรเบรลล์ และการพิมพ์ดีดให้คล่องแคล่ว แม้อาจารย์จะประสบปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษที่เรียนตามเพื่อนไม่ทันในช่วงแรก แต่ก็ได้อาสาสมัครที่เป็นภรรยาทหารอเมริกันและเจ้าหน้าที่ยูนิเซฟมาช่วยสอนจนเก่งขึ้น จนในที่สุดอาจารย์ก็สอบได้คะแนนดีและได้รับรางวัลจากแหม่มเป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ
"บุญผมยังมี วันที่ญาติพาไปโรงเรียนสอนคนตาบอด 'แหม่ม' อยู่ที่สำนักงานพอดี ปกติท่านจะอยู่แต่บ้านพัก ท่านเป็นสตรีตาบอดชาวอเมริกันที่หนีสงครามมาจากญี่ปุ่นเพื่อมาบุกเบิกโรงเรียนในไทย พอแหม่มได้ยินประวัติว่าผมเรียนเก่ง ท่านบอกอุ้ย! ส่งไปเรียนเซนต์คาเบรียลเลย แต่ขอให้ซ้ำชั้น ม.ศ. 2 เพื่อฝึกอักษรเบรลล์ให้คล่องก่อน
“ตอนไปเรียนรวมภาษาอังกฤษผมไม่ดีเลย แต่ได้อาสาสมัครที่เป็นภรรยาทหารอเมริกันกับเจ้าหน้าที่ยูนิเซฟมาช่วยสอน พอสอบเทอมแรกได้ 59% แหม่มดีใจมาก ซื้อพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษให้เป็นรางวัลและบอกจะหาทุนให้ไปเรียนเมืองนอกเหมือนรุ่นพี่”
การเข้าเรียนต่อ ม.ศ. 4 ที่ โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะทางโรงเรียนตั้งเงื่อนไขว่าต้องสอบได้คะแนนสูงกว่า 80% ในวันแรกที่ไปถึง มาสเตอร์ประจำชั้นถึงกับตะโกนถามว่า "ตาบอดมาที่นี่ทำไม" เพราะกังวลว่าคนรวยจะไม่ส่งลูกมาเรียนหากมีคนตาบอดร่วมชั้น แต่อาจารย์พิสูจน์ตัวเองด้วยการสอบติดบอร์ด 1 ใน 50 ของประเทศ โดยได้ที่ 24 ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้ที่ 13
ในระดับมหาวิทยาลัย อาจารย์เลือกเรียน คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แม้จะถูกกรรมการมูลนิธิบางท่านต่อว่าว่า "เนรคุณ" เพราะอยากให้เรียนอักษรศาสตร์เพื่อกลับมาเป็นครูสอนคนตาบอด แต่อาจารย์ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นที่หนึ่งของคณะเพื่อไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายและในเทอมแรกที่ธรรมศาสตร์ อาจารย์วิริยะและชัยวัฒน์เป็นเพียง 2 คนที่ได้เกรด A ทุกวิชา
“ผมมองว่าในต่างประเทศคนตาบอดเป็นนักกฎหมายและผู้พิพากษาได้ ซึ่งเป็นงานที่ท้าทาย ตอนนั้นผมถูกหาว่า "เนรคุณ" เพราะเขาอยากให้ผมเรียนอักษรฯ เพื่อกลับมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนเดิม แต่ผมดื้อเลือกนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และตั้งเป้าต้องเป็นที่หนึ่งของรุ่นให้ได้ เพื่อจะเปิดสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายและพิสูจน์ศักยภาพคนตาบอด ซึ่งเทอมแรกที่ธรรมศาสตร์ ผมกับชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ก็ได้เกรด A ทุกตัวจริงๆ”
คำสอน 3 ข้อที่เปลี่ยนชีวิต
จวบจนปัจจุบัน อาจารย์วิริยะยังคงจดจำคำสอนของแหม่มได้ดี มีหลายเรื่องที่ได้เรียนรู้จากแหม่มที่ยังปฏิบัติอยู่จนถึงปัจจุบัน
“สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่แค่โอกาสทางการศึกษา แต่คือ คำสอน 3 ข้อ ที่ท่านให้ผมรับปากว่าจะท่องให้ขึ้นใจและทำตามคือ หนึ่ง ต้องเชื่อว่าคนตาบอดทำได้ทุกอย่าง ท่านสอนให้ผมหางานที่ท้าทาย ทำตามศักยภาพ อย่าไปเชื่อตามค่านิยมสังคมที่ว่าคนตาบอดทำได้แค่ขอทาน ท่านมักจะยกตัวอย่างตัวเองว่า "ดูฉันสิ ฉันยังไปสอนภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นได้เลย"
สอง รู้จักการเป็นผู้ให้ ตอนแรกผมเถียงท่านว่าผมยังช่วยตัวเองไม่ได้ จะให้ใครได้อย่างไร ท่านก็สอนผมว่า "เธอมีเลือดไหมล่ะ ไปบริจาคเลือดสิ" นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมบริจาคเลือดมาถึง 36 ครั้ง และกลายเป็นประเพณีของคนตาบอดจนถึงปัจจุบันครับ
สาม เมื่อช่วยตัวเองได้แล้ว ต้องช่วยเหลือคนอื่นต่อไป ท่านย้ำหนักแน่นว่า "รับปากแล้วห้ามคืนคำนะ" นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมในวัย 73 ปี ยังคงทำงานมูลนิธิและสมาคมเพื่อคนพิการ โดยยอมที่จะไม่ไปเป็นเศรษฐีจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับท่านครับ”
"ตอนนี้อายุ 73 ผมก็ยังทำตามคำสอนแหม่มอยู่ ผมเป็นคนเดียวจากธรรมศาสตร์ที่จบด้านภาษีจากฮาร์เวิร์ด ผมพยายามผลักดันให้คนพิการได้รับการศึกษาและตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกจังหวัด ผมอยากให้คนพิการรุ่นใหม่จำคำสอนแหม่มไว้ โดยเฉพาะการเข้าสู่โลกยุคใหม่เรื่อง AI หรือหุ่นยนต์ เพื่อเราจะได้เข้าไปบอกเขาว่าต้องทำระบบอย่างไรคนตาบอดถึงจะใช้ได้
“ทุกปีเราจะจัดงานรำลึกและวางดอกไม้อนุสาวรีย์แหม่ม อนุสาวรีย์ท่านเราจงใจทำให้คนตาบอดขึ้นไปคลำได้เพื่อให้เขานึกภาพท่านออก เวลาสวดภาวนาผมก็ยังคิดถึงและสวดให้ท่านเสมอ และเชื่อว่าท่านอยู่บนสวรรค์แล้วจากการทำคุณงามความดีทั้งหมดที่ผ่านมาครับ"
“ถ้าไม่มีแหม่ม ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีโรงเรียนสอนคนตาบอดในไทยไหม และประวัติศาสตร์คนตาบอดไทยคงเป็นอีกแบบ คือคงมีแต่ขอทานตามความเชื่อเดิม ส่วนตัวผมเองก็คงกลายเป็น หมอดูที่ศาลเจ้าพ่อเสือ ตามที่พ่อวางแผนไว้ให้ในตอนแรก”