Skip to main content

"ทนายเคน" ศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร นักกฎหมายนั่งวีลแชร์ผู้เติบโตจากครอบครัวชาวสวนยางและต่อสู้จนจบเนติบัณฑิตแต่กลับถูกปฏิเสธสิทธิสอบผู้พิพากษาด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย ประสบการณ์ที่ถูกโครงสร้างสังคมปิดกั้นผลักดันให้เขาผันตัวเข้าสู่การเมืองกับ "พรรคกล้าธรรม" ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 34 เขามุ่งหวังเข้าไปแก้ไขกฎหมายและพัฒนาระบบการศึกษาที่เท่าเทียม เพื่อให้คนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงโอกาสและสถานที่ราชการได้ทุกมุมอย่างแท้จริง

เขาบอกเราว่า การก้าวเข้าสู่สภาครั้งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการนับหนึ่งประวัติศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น เราชวนทุกท่านย้อนดูรอยทางก่อนมาถึงสนามการเลือกตั้ง

แนะนำตัวให้คนที่ไม่รู้จักได้รู้จักคุณหน่อย?

ทนายเคน: ผมเกิดมาในครอบครัวชาวสวนยางพาราในชนบทครับ ร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด เป็นโรคคล้ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง พี่ชายผมก็เป็นเหมือนกัน (เสียชีวิตปี 2565) ตอนผมเกิดมาช่วงแรกดูปกติทุกอย่าง นั่งได้ คลานได้ แต่พอถึงวัยเดินกลับไม่เดิน ยืนเกาะได้แต่ไม่เดิน พ่อแม่ตัดสินใจให้ผมเรียนโรงเรียนปกติใกล้บ้าน ไม่ส่งไปโรงเรียนเฉพาะทางเพราะเป็นห่วง โชคดีที่โรงเรียนอยู่ใกล้บ้านไม่ถึงกิโลฯ พ่อแม่ไปรับส่งได้

การเรียนในระบบปกติสำหรับคนนั่งวีลแชร์ในตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

มีอุปสรรคครับ แต่อาศัยการปรับตัว โรงเรียนไม่มีงบทำทางลาด พ่อแม่ก็ซื้อปูนซื้อทรายไปจ้างคนมาทำให้เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียน พอผมขึ้น ป.4 ห้องเรียนอยู่ชั้น 2 ครูและผู้บริหารก็น่ารักมาก ท่านช่วยจัดให้ห้อง ป.4 ลงมาเรียนชั้นล่างแทน เพื่อให้ผมเรียนต่อได้ เพื่อนๆ ในรุ่นผมเลยไม่เคยได้ขึ้นไปเรียนบนอาคารชั้น 2 เลยเพราะต้องลงมาเรียนเป็นเพื่อนผม

ทำไมพ่อแม่ถึงยืนยันให้เรียนโรงเรียนปกติ ทั้งที่มีคนบอกให้ไปเรียนโรงเรียนเฉพาะทาง?

ตอนพี่ชายผมมีคนกดดันเยอะครับ อยากให้ไปอยู่โรงเรียนประจำสำหรับคนพิการ แต่พี่ชายร้องไห้ไม่อยากไป พ่อแม่เลยสู้เพื่อให้ลูกอยู่กับสังคมปกติได้ พอถึงคิวผม พ่อแม่เห็นทางแล้วว่าคนโตเรียนได้ คนเล็กก็ต้องเรียนได้

ทราบมาว่าช่วงรอยต่อมัธยมปลายมีจุดเปลี่ยนสำคัญ?

พอจบ ม.3 โรงเรียนใกล้บ้านไม่มี ม.ปลาย ต้องไปเรียนในอำเภอห่างไป 20 กิโลฯ ซึ่งเป็นระบบเดินเรียน อาคาร 4-5 ชั้นไม่มีลิฟต์ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะเข้าเรียนได้ในตอนนั้น ทั้งที่ผมชอบคณิตศาสตร์มาก เคยเป็นตัวแทนไปแข่งระดับจังหวัด ผมเสียดายมากนะ ถ้าโรงเรียนแค่มีทางลาดหรือลิฟต์ผมคงได้เรียนต่อในระบบปกติ สุดท้ายผมเลยต้องเลือกเรียน กศน.

ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอย่างไร เมื่อต้องออกจากระบบปกติ?

ช่วงอายุ 15-16 ผมเริ่มอยากใช้ชีวิตที่เท่าเทียม กฎหมายเขียนว่าทุกคนมีสิทธิเรียน แต่โครงสร้างมันไม่เอื้อ ผมเคยเขียนลงโซเชียลบ่อยๆ ว่า “ตอนเด็กผมเป็นเด็กที่ไม่มีราคาในตลาดความฝัน” เพราะไม่เคยมีใครถามเลยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แม้แต่ตอนแนะแนวสายอาชีพเขาก็เดินข้ามผมไปเลย เขาคงคิดว่าผมจบแค่ ม.3 ก็คงพอแล้ว แต่นั่นทำให้ผมตัดสินใจเรียน กศน. อย่างจริงจัง ไปเรียนทุกคาบไม่เคยขาด เพราะรู้ว่าการศึกษาคือทางเดียวที่จะพาชีวิตไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีได้

ทำไมถึงเลือกเรียนนิติศาสตร์ และฝันอยากเป็นทนายตั้งแต่วันแรกเลยไหม?

ตอนเรียน กศน. ผมอยากเป็นนักการเมืองครับ เพราะเห็นปัญหาโครงสร้างมาตลอด แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าฝัน พอเข้ามหาวิทยาลัย (มสธ.) ผมเลือกนิติศาสตร์เพราะเขาว่ายากที่สุด และฝันอยากเป็น "ผู้พิพากษา" ผมอยากให้สังคมเห็นว่าคนนั่งวีลแชร์ก็เป็นผู้พิพากษาได้ มันคือการสะท้อนความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ระหว่างรอสอบผู้พิพากษา ผมทำหน้าที่ทนายความมา 2 ปี ทำไป 30 กว่าคดี ทั้งคดีแพ่ง อาญา ที่ดิน หมิ่นประมาท ผมทำคนเดียวที่บ้านในชนบท รับงานทั่วประเทศ ไปว่าความมาแล้วทั้งภาคใต้ ระยอง และศาลอาญารัชดา เพื่อพิสูจน์ว่าวีลแชร์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อวิชาชีพทนายเลย

ประเด็นเรื่องการสอบผู้พิพากษาที่ติดขัดอยู่ตอนนี้คืออะไร?

ผมมีคุณสมบัติครบทุกอย่างเหมือนคนอื่น เรียนจบ สอบผ่านตั๋วทนาย จบเนติบัณฑิต แต่สิ่งที่ต่างคือผมนั่งวีลแชร์ ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ให้ผมเข้าสอบ โดยอ้างเรื่องสภาพร่างกาย ผมสู้เรื่องนี้มาตลอด ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นศาลปกครองสูงสุด ผมบอกหมอที่ตรวจร่างกายผมว่า ผมอ่านหนังสือมาเป็นหมื่นหน้า อดหลับอดนอนมาเกือบ 10 ปี เพื่อสิ่งนี้ แต่สุดท้ายดุลพินิจกลับมาปิดกั้นโอกาสผม

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.?

ผมสู้เรื่องสอบผู้พิพากษาจนสุดทางแล้ว ทั้งยื่นคำร้อง ยื่นฟ้องศาล แต่มันติดที่ข้อกฎหมายและดุลพินิจที่ตรวจสอบไม่ได้ ผมเลยคิดว่าเรื่องนี้ต้องแก้ด้วย "การเมือง" ต้องเข้าไปเปลี่ยนกฎหมายและโครงสร้าง อีกอย่างคือผมทำหน้าที่เด็กคนหนึ่งที่ฝันอยากเป็นผู้พิพากษาอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีอะไรติดค้าง ถ้าวันหนึ่งผมเป็น ส.ส. แล้วเขากลับมาเปิดให้ผมสอบ ผมก็ยินดีลาออกมาสอบนะ

ทำไมต้องเป็น "พรรคกล้าธรรม" และ "ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า"?

ผมรู้จักกับท่านธรรมนัสมาสักพักผ่านพี่ที่สนิท ท่านเคยอวยพรให้ผมสอบเนติฯ ให้ได้ และเคยแต่งตั้งผมเป็นคณะทำงานด้านกฎหมายตอนท่านเป็น รมว.เกษตรฯ ผมสัมผัสได้ว่าท่านให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม มือที่แตะลงบนไหล่เรา เราย่อมรู้ว่ามือไหนอบอุ่นที่สุด สำหรับคนกลุ่มเปราะบาง ท่านธรรมนัสคือมือที่อบอุ่นที่สุดครับ

ลำดับที่ 34 ในบัญชีรายชื่อ ถือว่าสูงมากสำหรับการลงครั้งแรก?

เหนือความคาดหมายครับ ผมเพิ่งตัดสินใจก่อนเปิดตัวแค่ 2 วัน ลำดับที่ 34 สะท้อนว่าพรรคให้ความสำคัญจริงจัง ไม่ได้เอาผมมาเป็นไม้ประดับ เพราะถ้าพรรคชนะเป็นอันดับหนึ่ง ลำดับนี้ถึงแน่นอน มันคือความจริงใจที่พรรคมอบให้กลุ่มคนพิการ

ถ้าได้เข้าไปทำงาน เรื่องแรกที่อยากทำคืออะไร?

"การศึกษา" ครับ ผมอยากให้เด็กพิการเข้าถึงการศึกษาตามช่วงวัยได้อย่างเท่าเทียม และอยากให้โรงเรียนรวมถึงหน่วยงานรัฐทุกแห่งมีโครงสร้างที่วีลแชร์เข้าถึงได้ "ทุกมุม" ไม่ใช่แค่ที่ประชาสัมพันธ์ แต่วีลแชร์ต้องขึ้นไปถึงห้องนายอำเภอได้ เพื่อไปร้องเรียนถ้าเกิดปัญหา ความสะดวกของคนเปราะบางคือความสะดวกของคนทุกคนครับ

นโยบายด้านของคนพิการมีอะไรบ้าง?

ผมได้รับมอบหมายให้ระดมความคิดจากแกนนำคนพิการ 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อทำนโยบายจาก "ล่างขึ้นบน" มี 6-7 หมวดหลัก เช่น การจ้างงาน, การศึกษา, สิ่งอำนวยความสะดวก, การขนส่ง และสวัสดิการเบี้ยคนพิการที่จะช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ

จำเป็นไหมที่ "คนพิการ" ต้องมาแก้ปัญหา "คนพิการ" เอง?

จำเป็นครับ คนทั่วไปไม่มีทางเข้าใจความลำบาก 100% เหมือนคนพรรคนั้นจะรู้ว่าคันตรงไหน ถ้าคนพิการเข้าไปแก้ มันคือการเกาที่ถูกที่คันที่สุด เพราะเราคือเจ้าของปัญหา

โดนดราม่าในโซเชียลบ้างไหม เช่น "ดูแลตัวเองไม่ได้จะมาดูแลประชาชนอย่างไร"?

โดนครับ แต่นั่นคือภาพจำการเมืองเก่าที่ ส.ส. ต้องไปแจกของน้ำท่วม ผมตอบเขาไปว่าหน้าที่ ส.ส. คือนิติบัญญัติ สร้างกฎหมายและระบบที่ดีเพื่อให้น้ำไม่ท่วม หรือถ้าท่วมก็มีหน่วยงานเฉพาะทางมาช่วยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รอ ส.ส. ไปแจกถุงยังชีพ

อยากบอกอะไรกับประชาชนที่ยังลังเล?

ผมอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันนับหนึ่งประวัติศาสตร์ การเห็นคนนั่งวีลแชร์ในสภาไม่ใช่แค่เรื่องของคนพิการ แต่มันคือสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม สังคมโลกจะหันมามองไทย ผมเป็นคนที่มองภูเขาลูกไหนต้องไปให้ถึงยอด วันนี้ยอดเขาของผมคือการพาเสียงของคนเปราะบางเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างประเทศในสภาครับ

ทนายเคนทิ้งท้ายว่า การเมืองเห็นต่างได้ แต่อยากให้ลองเปิดใจให้โอกาส "คนพิการ" เข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ เพื่อพิสูจน์ว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร