ทันทีที่ปรากฏชื่อ ปทิตตา ไชยปาน เป็นผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 48 พรรคประชาธิปัตย์ หลายคนก็ต้องแปลกใจเพราะนี่คือชื่อของอดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และงานภาคประชาสังคมด้านคนพิการในหลายๆ เรื่อง วันนี้เธอเปลี่ยนบทบาทจากเวทีการเรียนการสอนสู่เวทีนโยบายในรัฐสภา
แม้ต้องเผชิญกับภาวะต้อกระจกเฉียบพลันจนมองไม่เห็นตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ และต้องปรับตัวเข้าสู่โลกของอักษรเบรลล์ตั้งแต่วัยประถม แต่ความมืดมิดกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้มองเห็นคุณค่าของการศึกษาอย่างถ่องแท้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า "การศึกษาคือเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพัฒนาชีวิตและสังคม" จึงได้อุทิศตนให้กับการสอนในฐานะอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแม้ในปัจจุบันจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอาจารย์พิเศษเพื่อเดินหน้าทำตามความฝันในการสร้างโอกาสให้สังคม จึงได้จัดตั้ง มูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาให้แก่ผู้ยากไร้และคนพิการ

นอกจากบทบาทนักวิชาการ อาจารย์ยังประสบความสำเร็จในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่ปรึกษากฎหมายผ่าน สถาบันติวและให้คำปรึกษาทางกฎหมายจันทนา สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
จากวันนั้นถึงวันนี้ เราชวนเธอคุยถึงบทบาทใหม่ ความสนใจทางการเมือง อะไรผลักดันให้อยากทำงานเชิงนโยบาย จนถึงความคิด ความเชื่อ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงที่เธออยากเห็น และคนพิการจะเปลี่ยนมันได้อย่างไร

การศึกษาในวัยเด็กเป็นอย่างไร
ตอนนั้นบ้านเราอยู่สงขลา คุณพ่อคุณแม่รับจ้างกรีดยางและไม่มีเงิน ต้องดั้นด้นมาเรียนถึงสุราษฎร์ธานีที่โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคใต้ เหตุผลที่ต้องมาเรียนที่นี่เพราะโรงเรียนใกล้บ้านแจ้งว่าไม่มีความพร้อม ตอนนั้นอายุประมาณ 9 ขวบ ร้องไห้ทุกวันเป็นเทอมๆ เพราะไม่ต้องการมาเรียนไกลและไม่อยากจากครอบครัว แต่คุณย่าบอกว่า "หนูต้องไปนะลูก เพราะย่าคิดว่าหนูสามารถทำงานได้นะต่อให้หนูจะมองไม่เห็น ย่าอยากให้หนูเป็นครู" ซึ่งเป็นความหวังของย่าที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หลังจากที่คุณย่าเสียชีวิต เราจึงตัดสินใจมาเรียน เพราะได้รับปากไว้กับย่า
ช่วงที่เรียนเราไม่ค่อยเล่นกับเพื่อน แต่จะนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดที่มีอักษรเบรลล์ เพราะคิดว่าคนเป็นครูจะต้องเก่งและรู้รอบด้าน พอ ป.4-ป.6 เขาให้เราไปเรียนร่วมที่โรงเรียนนิคมสร้างตนเองสุราษฎร์ธานี ตอนเรียนร่วมรู้สึกแปลกประหลาดมาก ครูจะหาเพื่อนที่เก่งที่สุดมานั่งประกบและบอกให้เพื่อนช่วยเขียนตามที่ครูเขียนกระดาน อาทิตย์แรกที่ไปเรียน เรากลับมาร้องไห้ทุกวันเพราะมีการบ้านที่เป็นตัวหนังสือปกติที่อ่านไม่ได้ สุดท้ายก็พยายามปรับตัวและช่วยเพื่อนในด้านที่ตนเองถนัด เช่น ภาษาไทย คณิต อังกฤษ หรือช่วยเขียนแต่งกลอน เพื่อแลกกับการที่เขาช่วยเหลือเรา จน ม.1 ก็สอบเข้าโรงเรียนสุราษฎร์พิทยาได้

ตอน ม.ปลาย อยากไปสอบครู แต่เพื่อนชวนมาสอบโควตาโครงการช้างพิการที่ธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ซึ่งธรรมศาสตร์สมัยนั้นไม่มีคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ในโควตา ที่บ้านบอกว่าไม่ต้องเป็นครูแล้ว มาเป็นอาจารย์เหมือนอาจารย์วิริยะก็ได้ เพราะก็ได้สอนเด็กเหมือนกัน ตอนปีหนึ่งเราได้เกรดวิชาแรกคือ กฎหมายแพ่ง 60 คะแนนเป๊ะ ตอนนั้นคิดว่าถ้าตกจะซิ่วเลย แต่พอไม่ตกจึงซิ่วไม่ได้ ปีสองจึงไปสมัครเรียนศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษที่รามคำแหง แต่ต่อมาเริ่มรู้สึกว่ากฎหมายก็ไม่ได้แย่ จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนรัฐศาสตร์ที่รามคำแหงแทน เพราะศึกษาศาสตร์ต้องพรีเซนต์งานและฝึกงาน สุดท้ายจึงจบปริญญาตรีสองใบ คือ นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 3 ปีครึ่ง และ รัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง 4 ปี
หลังจากเรียนจบก็ได้ไปเรียนเนติบัณฑิต 1 ปี แล้วไปเรียนปริญญาโทกฎหมายระหว่างประเทศ 2 ปีครึ่ง หลังจากนั้นก็ยื่นสมัครอาจารย์ไปเรื่อยๆ ปัญหาของบ้านเราคือระบบเส้นสายสูงมาก แม้แต่วงการอาจารย์ และปัญหาของการเป็นคนพิการ มีที่หนึ่งที่โปรไฟล์ดีมาก โทรมานัดสัมภาษณ์ แต่ตอนแรกเราไม่ได้แจ้งว่ามองไม่เห็น เพราะไม่อยากแปลกแยก พอแจ้งไปว่าขอโทษนะคะพอดีเป็นคนพิการทางสายตา เขาโทรกลับมาบอกว่า "ขอโทษนะคะทางเราไม่มีนโยบายรับคนพิการเข้าเป็นอาจารย์" ซึ่งทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาเหนื่อยยากแสนเข็ญมันได้ผลตอบแทนแบบนี้หรือ
เราสมัครหลายที่มากก่อนจะมาธรรมศาสตร์ พอเกิดเหตุการณ์นั้นก็รู้สึกว่าประเทศไทยไม่เหมาะกับเราแล้ว จะไปอยู่ต่างประเทศดีกว่า โดยจะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ 6 เดือน แล้วสอบชิงทุนและทำงานที่นั่น เพราะรู้สึกว่าประเทศไทยเลือกปฏิบัติกับตนเอง กำลังจะจ่ายเงินเพื่อไปอังกฤษ ธรรมศาสตร์ก็เปิดรับอาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศ ที่บ้านจึงบอกให้ลองสอบดู สุดท้ายประกาศผลออกมาว่าเราได้เป็นอาจารย์ เราดีใจมาก

ประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์เป็นอย่างไรบ้าง?
เราเลือกไปที่ศูนย์ลำปาง เพราะอยากไปอยู่ตีนดอย และธรรมศาสตร์ลำปางเป็นเหมือนการสร้างโอกาสให้โซนภาคเหนือ เราสอนกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายคนพิการ สิทธิมนุษยชน และกฎหมายครอบครัว ตอนสมัครไม่ได้แจ้งเรื่องความพิการไปก่อนเหมือนกัน แต่พอไปถึงหน้างานก็แจ้งเขา เขาก็โอเคและแฮปปี้ ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสจริงๆ ถ้าไม่มีโควตาช้างพิการ เราซึ่งมีปัญหาทางสายตาอ่านหนังสือไม่ได้ ก็คงไม่มีโอกาสสอบแข่งกับคนหลายพันคนเข้ามาเรียนได้ ตอนทำงานที่นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อาจารย์ให้เกียรติเป็นอย่างดี และบรรยากาศการทำงานก็แฮปปี้
ความฝันในชีวิตสำเร็จไปกี่อย่างแล้ว และอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้สนใจงานการเมือง?
ความฝันของเรามีสามอย่าง เป็นอาจารย์เป็นครู เราก็ได้เป็นแล้ว สร้างบ้านให้คุณแม่ เราก็ทำสำเร็จแล้ว จัดตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้ได้เรียนหนังสือ เพราะเชื่อว่าการศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนและประเทศ และเราก็จัดตั้งสำเร็จแล้ว
คือจริง ๆ เราไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย แต่ช่วงหลังกลุ่มคนพิการเริ่มเห็นว่า อยากให้มีคนพิการเข้าไปนั่งในสภาบ้าง จะได้เป็นปากเป็นเสียงแทนเขา เวลาไปบรรยายตามโครงการคนพิการ เขาก็บอกว่าอยากให้ไปเป็น สว. หรือ ส.ส. พวกเขาบอกว่าถ้าเรามีโอกาสเข้าไปนั่งในสภาจะสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เมื่อคิดทบทวนแล้วก็เห็นด้วยว่าถ้าอยู่ในสภาน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น จึงคิดว่าถ้าเราเข้าไปนั่งในสภาก็น่าจะดี
ทำไมจึงตัดสินใจลงสมัครกับพรรคประชาธิปัตย์
ต้องหาพรรคที่แนวคิดหรืออุดมการณ์สอดคล้องไปด้วยกัน ประชาธิปัตย์เปิดรับแคมเปญ "ส.ส. ที่ดีคุณก็เป็นได้นะ" ซึ่งน่าสนใจ บวกกับเราอยากเป็นนักการเมืองที่สุจริต ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง และอยากให้ประเทศชาติพัฒนาจริงๆ อีกทั้งรู้สึกว่าประชาธิปัตย์เองก็ส่งเสริมด้านคนพิการมาพอสมควร และเรื่องการจ้างงาน จึงเห็นว่าพรรคนี้น่าสนใจ
ตื่นเต้นหรือกังวลไหมตอนต้องเป็นนักการเมืองแล้ว?
ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะได้หรือไม่ได้อะไร เราก็เลยเสนอตัวมาแบบสมัครออนไลน์ด้วย ไม่รู้จักใครในพรรคเลย ตอนที่เขากำลังจะเลือก 100 คน ก็รอลุ้นอยู่ แต่ก็ไม่ซีเรียส เพราะความฝันสำเร็จแล้ว ที่เหลือถือเป็นโบนัส วันที่เขาประกาศชื่อ เราอ่านไม่ได้เพราะเป็นรูปภาพ เลยโทรไปถามพรรค เขาบอกว่ายินดีด้วยคุณได้เป็น 100 คน จาก 300 กว่าคน ก็ดีใจว่านี่มันมีก้าวแรกแล้วนะ ก้าวต่อไปก็คงจะไม่ยากเกินกว่าที่เราจะทำได้
สนใจลงสมัครในเขตหรือแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)?
จริง ๆ เราสนใจบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) อยู่แล้ว เพราะอยากทำงานเชิงนโยบายและแก้ปัญหา ในฐานะนักกฎหมาย อยากแก้ปัญหาที่ตัวกฎหมาย ที่นโยบาย ที่ระบบโครงสร้างจริงๆ เนื่องจากคนพิการหรือผู้ด้อยโอกาสอยู่ทั่วประเทศ ถ้าเราออกนโยบายที่รองรับและให้คนปฏิบัติได้จริง จะเป็นประโยชน์มากและเป็นประโยชน์ทั่วทั้งประเทศ

อะไรคือปัญหาแรกที่อยากจะเข้ามาทำงานแก้ไข?
เดิมทีตอนอยู่ในมหาวิทยาลัย เราเห็นปัญหาเชิงกฎหมายค่อนข้างเยอะ แต่พอมาทำงานจริงทางปฏิบัติก็พบปัญหาหลากหลายมาก อย่างเช่น ปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ สิ่งสำคัญที่ต้องปรับเลยก็คือทัศนคติของคนในสังคม ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของเรื่องคนพิการจริงๆ ต้องแก้ที่ทัศนคติ ให้มองคนพิการเหมือนคนทั่วไปที่สามารถเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งได้
แต่ถ้าแก้ปลายเหตุในขณะนี้ ต้องพยายามสร้างกฎหมายและนโยบายที่มันส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ของคนพิการให้ได้อย่างแท้จริง เพราะกฎหมายเกี่ยวกับสังคมควรเป็นกฎหมายที่อ่านง่าย ไม่ต้องมานั่งตีความ ปัจจุบันนี้กฎหมายคนพิการเองบางมาตราก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เช่น ปัญหาเรื่องการเข้าถึงสิทธิ เช่น ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 20 ให้สวัสดิการด้านการแพทย์และการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงสิทธิทำได้ยาก เช่น บางคนตาบอดแต่ยังพอมองเห็น ไปขอหนังสือรับรองจากแพทย์เพื่อทำบัตรคนพิการ แต่แพทย์บอกว่าให้ไม่ได้ ต้องรักษาให้หายก่อน ในช่วงระหว่างที่ยังไม่มีบัตรนี้ พวกเขาจะใช้สิทธิความพิการได้อย่างไร เพราะตามกฎหมายใช้คำว่า "อาจขอมีบัตร" แต่พอใช้จริงก็ตีความว่า "ต้องมีบัตร" ซึ่งไปอิงกับบัตรหมดเลย แทนที่จะช่วยเหลือตามสิทธิของการเป็นคนพิการ
หรือเรื่องการศึกษาก็สำคัญมาก พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการฯ รับรองว่าคนพิการทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียน แต่ไม่จริง เพราะบางโรงเรียนก็ยังปฏิเสธโดยอ้างว่าสภาพแวดล้อมหรือบุคลากรไม่พร้อม การที่คนพิการไม่ได้เข้าสังคมตั้งแต่เด็กก็ทำให้เกิดปัญหาด้านบุคลิกภาพและการเข้าสังคม และการศึกษาของคนพิการจึงไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะโรงเรียนเฉพาะความพิการมีน้อย และบางครั้งก็ไม่ได้ให้คุณภาพการศึกษาเท่าเทียม ทำให้ปัจจุบันคนพิการที่จบปริญญาตรีมีเพียงประมาณ 2% จากคนพิการทั้งหมดกว่าสองล้านคน
ในมุมมองของคนทั่วไป มีคำถามที่ว่าคนตาบอดจะมาทำงาน ส.ส. หรือทำในสภาได้อย่างไร?
เรามองว่าเรื่องตาไม่ใช่เป็นอุปสรรคของชีวิตเรา อุปสรรคที่เราเจอคือกายภาพ คือสภาพแวดล้อม การที่เรามาเป็น ส.ส. โดยเฉพาะบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มันเป็นการออกนโยบาย ออกกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งมันใช้สมองในการขับเคลื่อน เรามั่นใจว่าเราเป็นได้ และเรามั่นใจว่าเราจะเป็น ส.ส. ที่ดีด้วย ส.ส. ที่ดีในมุมมองของเราคือ เป็น ส.ส. ที่อยากทำเพื่อคนอื่นจริง ๆ อยากทำเพื่อประเทศชาติ อยากพัฒนาประเทศชาติจริง ๆ ทุกอย่างมันขับเคลื่อนไปด้วยกระบวนการคิด และปัจจุบันมี AI เข้ามาช่วยเยอะในการอ่านเอกสาร
ทำไมคนพิการจึงควรเข้ามานั่งในสภาด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ให้พรรคการเมืองทำนโยบายให้?
การแก้ปัญหาสักปัญหาหนึ่ง ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้าใจปัญหานั้น ปัญหาแต่ละปัญหามันขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ในเรื่องคนพิการ ถ้าเราไม่ได้เป็นเอง หรือไม่ได้ทำงานด้านนี้มานาน เราก็อาจจะไม่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ไม่มีใครเข้าใจคนพิการเท่ากับคนพิการเอง เช่นเดียวกับเรื่องความยากจน คนที่ไม่เคยจนจะเข้าใจปัญหาได้ไม่เท่าคนที่เคยจนเราอยากเข้ามาในสภาเพราะหนึ่ง เราเป็นคนพิการอยากแก้ไขปัญหาคนพิการ สอง เราเคยเป็นคนยากจนมาก่อน
อยากเห็นคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไร ภายใต้การเมืองและนโยบายที่ดี?
เราอยากเห็นคนพิการมีการศึกษากันเยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก และนำไปสู่การประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน เราอยากผลักดันเรื่องการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการสร้างความเข้าใจให้กับนายจ้าง และผลักดันให้หน่วยงานของภาครัฐรับคนพิการเข้าทำงานอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันภาครัฐจ้างน้อยมาก คุณภาพชีวิตที่เราต้องการคือการมีชีวิตที่ดี มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ อยากให้เปิดโอกาสให้คนพิการเขาแสดงศักยภาพที่เขามี เขาจะได้พึ่งพาตัวเองได้ ได้เรียนหนังสือ ได้มีงานทำที่มั่นคง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ไม่ต้องเป็นภาระให้กับผู้อื่น

มีอะไรอยากจะฝากถึงคนพิการและสังคมบ้างไหม?
อยากฝากให้กำลังใจคนพิการว่าควรมีความมั่นใจในตัวเอง ถ้าเราอยากทำอะไรขอให้ลุกขึ้นมาทำเลย ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ขอแค่เราตั้งใจทำมัน ทำได้หมด เรามีคติประจำใจว่า ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ถ้าคิดจะทำ การที่เราเข้ามาสมัครนี้เพราะอยากสร้างโอกาสให้คนอื่น และเป็นแรงบันดาลใจ ตัวอย่างให้คนอื่นว่าไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้
อยากฝากถึงสังคมว่า คนพิการก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับทุกคน พวกเขาอาจจะมีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิต่างๆ บ้าง ซึ่งสังคมควรส่งเสริมให้เขาเข้าถึงสิทธิได้เช่นเดียวกับทุกคน มากกว่าที่จะไปตั้งป้อมว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้ ความเวทนาสงสารอาจจะไม่จำเป็นแล้วในปัจจุบันนี้