ความเงียบคืบคลานเข้ามาในสถานที่นี้กว่า 3 เดือนแล้ว อาคารที่เคยมีคนหลายสิบชีวิตเดินเข้าออกตลอดเวลาในฐานะศูนย์บริการล่ามภาษามือ ถูกปิดเงียบเนื่องจากไร้งบประมาณ จอคอมพิวเตอร์ที่เรียงรายกับเก้าอี้ที่ว่างเปล่า ที่ครั้งหนึ่งเคยมีล่ามภาษามือคอยนั่งบริการให้กับคนหูหนวก ในการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ กว่า 1,250 สายต่อวัน แต่วันนี้ไม่เหลือสักเรื่องที่คนหูหนวกจะสามารถสื่อสารได้
หากเคยได้มีโอกาสมาในสถานที่แห่งนี้จะพบว่า ที่นี่เป็นสถานที่ที่ไม่เคยหลับไหลเนื่องจากมีล่ามบริการตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้มีคนเปิดประตูเข้าออกต้อนรับคนทำงานในทุกกะทุกช่วงเวลาเพื่อแปลความเดือดร้อนและความต้องการอันหลากหลายของคนหูหนวก สิทธิที่พวกเขาจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความสุข ความรักหรือความปลอดภัยในชีวิต ที่จำเป็นต้องมีล่ามภาษามือคอยให้บริการ วันนี้ทุกอย่างปิดดับเหลือเพียงเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้นที่ยังคงเข้ามาทำงานตรวจเช็คอุปกรณ์ เอกสารงานเดิมที่คั่งค้าง ยกเว้นก็แต่หน้าที่ฐานะศูนย์บริการล่ามภาษามือที่ยังคงปิดเงียบ

ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา TTRS ปิดบริการอย่างเป็นทางการเนื่องจากขาดงบประมาณในการทำงาน นับตั้งแต่หน่วยงานต้นสังกัดอย่าง กสทช. อย่างสำนักบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม (USO) ที่เป็นผู้ให้งบประมาณสะดุดและไม่สามารถอนุมัติงบประมาณต่อเนื่องได้ แม้ศูนย์บริการฯ จะหาเงินมาสำรองจ่ายล่วงหน้าไปสองปีแล้วหลังการดำเนินงานในแผนใหม่ และแม้คนหูหนวกจะไปร้องเรียน และได้คำตอบจากผู้อำนวยการสำนักว่าจะได้รับการพิจารณาช่วงเดือนสิงหาคม แต่จนบัดนี้เดือนตุลาคมแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แวว
ชวนคุยกับ วันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย ในวันที่ศูนย์บริการถูกปิดมานานหลายเดือน ข่าวคราวและการต่อสู้ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เราจะฝ่าความเงียบครั้งนี้ไปได้นานแค่ไหน และศูนย์จะกลับมาเปิดบริการได้เมื่อไหร่

วันทนีย์ : ตั้งแต่ TTRS ปิดบริการไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ทางเราก็ได้รับการติดต่อเพื่อสอบถามประเด็นและวิธีการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมีทั้งจากทางคณะกรรมาธิการในรัฐสภาหลายคณะ รวมถึงการพูดคุยกับ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)
ถึงมาตรการเร่งด่วนที่เราต้องการคือการกลับมาเปิดบริการ ที่เราต้องปิดไปก็เพราะเราไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหลักๆ คือ ค่าล่ามและค่าบริการโทรคมนาคม เช่น ค่าสาย, คู่สาย, ค่าวางเซิร์ฟเวอร์, ค่าน้ำค่าไฟ ในช่วงที่เราปิดไป เราก็พยายามประหยัดงบประมาณ เพราะเราได้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายไปก่อนแล้วประมาณสองปี ซึ่งเป็นงบประมาณที่จ่ายออกไปประมาณ 150 ล้านบาท และเราคงไม่สามารถรับผิดชอบมากกว่านี้ได้แล้ว
เราได้ไปชี้แจงกับคณะกรรมาธิการและ กสทช. ดูว่าเขาจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง เราแจ้งไปว่าสิ่งที่เราต้องการเพื่อกลับมาเปิดบริการคือค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าบริการโทรคมนาคมที่ถูกตัดไป, ค่าล่ามและค่าน้ำค่าไฟ
ตอนนี้เราก็ทำได้เพียงรอต่อไปเพราะเราไม่มีช่องทางอื่น ในส่วนของมาตรการระยะยาว เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เราอยากให้บริการนี้เป็นแผนงานที่ กสทช. จะสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นเพียงโปรเจกต์เบส ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังไม่เห็นความชัดเจน

นอกจากนี้เราก็ได้คุยกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ว่ามีมาตรการใดที่จะช่วยเหลือได้บ้าง คณะกรรมาธิการคณะสวัสดิการสังคมก็ได้มีจดหมายถึงอธิบดี พก. เพื่อสอบถามวิธีการช่วยเหลือให้บริการนี้กลับมาเปิดได้ ทางกรม พก. ก็มีการประชุมคณะอนุกรรมการล่ามภาษามือ โดยมีการเห็นพ้องว่าบริการล่ามออนไลน์มีความจำเป็นและไม่ใช่ล่ามติดตามตัว ดังนั้น พก.จะช่วยสนับสนุน ค่าล่าม และแต่งตั้งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นหน่วยให้บริการ ซึ่งในที่ประชุมก็ได้เห็นชอบให้มูลนิธิของเราเป็นหน่วยบริการล่ามภาษามือผ่านช่องทางดิจิทัล
กระบวนการก็ทำมาถึงการกำหนดหลักเกณฑ์และค่าใช้จ่าย แต่พอดีในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม จะมีการเปลี่ยนอธิบดีคนใหม่จะเข้ามารับงานเดือนตุลาคม เขาก็เลยขอชะลอเรื่องการอนุมัติตรงนี้ไป เราก็เลยรอเก้อ ทุกอย่างจึงอยู่ในขั้นตอนการรอ

ตั้งแต่เราปิดบริการ งานก็ไม่มี ดังนั้นเราจึงอนุญาตให้ล่ามทำงานที่บ้าน และถ้ามีงานไหนที่จำเป็นต้องใช้งาน ก็จะเรียกเขากลับมาทำงาน แต่เนื่องจากเราไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าล่ามที่จะให้เงินเดือน เราจึงอนุญาตให้ล่ามออกไปรับงานล่ามชุมชนได้ เพื่อให้พวกเขาสามารถเลี้ยงตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ได้มีจะไม่มากเท่าเงินเดือน การรับงานล่ามชุมชนก็เป็นการแข่งขันกันด้วย ไม่ใช่ว่าสามารถไปถึงแล้วได้งานทันที
ส่วนตัวศูนย์ก็ปิดบริการอยู่ แต่ก็จะมีพนักงานที่ต้องเข้ามารับผิดชอบงานของตัวเอง เช่น กลุ่มเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ต้องเข้ามาผลัดกันตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่บัญชีการเงินที่ต้องเข้ามาตามหน้าที่
ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดวันเปิดที่ชัดเจน ตอนนี้เราก็ประกาศปิดไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม ถ้ายังไม่ได้เปิดก็ยังต้องประกาศปิดต่อ ซึ่งแสดงว่าผลกระทบนี้จะยาวนาน พูดง่ายๆ คือ ทางเราได้พยายามติดต่อประสานงานไปในหลายที่แล้ว

จนถึงวันนี้คนหูหนวกก็ถามหาหลายคน ทุกคนก็จะถามว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเปิด เพราะทุกคนรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป พวกเขาก็ต้องไปหาวิธีการเอง เช่น โทรไปหาล่ามที่รู้จักเพื่อขอให้ช่วยคุยให้หน่อย แต่ล่ามทุกคนเขาก็มีงานที่เขาออกไปทำอยู่ ก็เป็นการรบกวนล่าม ล่ามเองก็มาบอกว่าเมื่อไหร่ TTRS จะเปิด พวกเขาอยากทราบแนวโน้มว่าจะเปิดได้ช่วงเดือนไหน แต่เราทำทุกวิถีทางแล้ว
ปีที่แล้วเราปิดไปสิบวัน ปีนี้เราปิดมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ตอนนี้ก็สามเดือนแล้ว คนหูหนวกใช้งานเราวันละ 1,250 สาย นั่นหมายความว่ามีอย่างน้อยประมาณ 36,000 สายที่หายไปต่อเดือน

ไทด์ แต้ว แบงค์ แม็ก เป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บริการแห่งนี้ และพวกเขาเองก็เป็นคนหูหนวก พวกเขาสะท้อน ให้เราฟังถึงสถานการณ์ของศูนย์บริการที่ต้องปิดตัวและทำให้คนหูหนวกเข้าไม่ถึงสิทธิในการใช้ล่ามภาษามือ ทุกคนสะท้อนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาคนหูหนวกต้องเผชิญในสถานการณ์สำคัญต่างๆ เช่น การพบแพทย์ ซึ่งการสื่อสารมักเป็นแบบทางเดียว ทำให้พวกเขาต้องยอมรับการวินิจฉัยและรับยาโดย ขาดความเข้าใจในรายละเอียด อีกทั้งยังมีเรื่องอื่นในชีวิตประจำวันที่เมื่อขาดล่ามภาษามือก็ทำให้ชีวิตของคนหูหนวกขาดพร่องลงไปอีก
“มีเพื่อนที่เป็นคนหูหนวกที่ประสบปัญหาด้านการสื่อสารกับหมอ และมีปัญหาทางสายตาด้วย ทำให้การสื่อสารยากมาก หาก TTRS เปิดบริการ พวกเขาสามารถใช้บริการล่ามได้ทันที”

“ในกรณีที่ลูกป่วยหนักแบบกะทันหัน จะไม่สามารถจองล่ามได้ เมื่อไปถึงโรงพยาบาล หมอจะสื่อสารด้วยการเขียน ทำให้คนหูหนวกทำได้แค่เพียงพยักหน้า นี่คือการสื่อสารทางเดียว และคนหูหนวกต้องยอมรับสิ่งที่หมอบอก รับยาแล้วกลับบ้านโดยไม่มีการสอบถามรายละเอียด”
“คุณแม่คนหูหนวกที่พาลูกไปหาหมอ พร้อมคุณยายต้องดูคุณยายคุยกับหมอโดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลย ว่าอาการลูกเป็นอย่างไร พอกลับบ้าน คุณยายก็ไม่ได้อธิบายให้ฟัง ปัญหานี้ทำให้คุณแม่ต้องฝากลูกให้คุณยายเลี้ยงตลอด เพราะคุณแม่เขียนสื่อสารไม่ค่อยได้ และการสื่อสารภาษามือกับคุณยายก็ไม่ครบถ้วน”
“กรณีอุบัติเหตุรถชนระหว่างคนหูหนวกกับคู่กรณีที่เป็นคนหูดี ก็สื่อสารกันไม่ได้ คนหูหนวกต้องโทรศัพท์และให้คนหูดีช่วยพูดกับประกันให้ ซึ่งทำให้ไม่รู้ว่าจะเชื่อใจคนหูดีได้หรือไม่ ว่าเขาจะพูดข้อมูลที่ถูกต้อง หรือโกหกประกัน”