“จริงๆ แล้วตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนไม่สามารถเป็นตำรวจได้ก็มีหลายกรณี แต่กรณีพิการระบุว่าต้องทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ในความคิดของผมก็น่าจะดูเป็นรายกรณีไปว่าเขาทำงานได้ไหม และเขาทำได้แค่ไหน ”
จากกรณีสิบตำรวจเอกธนวรรฒน์ ปัญญาเลิศศรัทธา ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ งานสืบสวน สภ.บ้านบึง จังหวัดชลบุรี สอบผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่ผลการคัดเลือกกลับไม่ปรากฏชื่อของสิบตำรวจเอก ธนวรรฒน์ เนื่องจากมีขาพิการ
เจ้าตัวใส่ขาเทียมที่ขาซ้ายใต้เข่า เนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในปี 2564 หรือหลังจากที่จบจากศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 ได้ 3 ปีสิบตำรวจเอกธนวรรฒน์ ยืนยันว่า ความพิการของตนเองไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ และได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวิ่งและเคลื่อนไหว สามารถเล่นกีฬาทางน้ำและเดินขึ้นเขาได้ตามปกติ
ภายหลัง พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ทบทวนผลการสอบของสิบตำรวจเอกธนวรรฒน์ โดยให้พิจารณาว่า หากความพิการไม่กระทบต่อการทำงาน ก็ควรให้โอกาส เนื่องจากความพิการเกิดขึ้นภายหลังจากที่เข้ารับราชการตำรวจแล้ว
thisable.me คุยกับ สิบตำรวจเอกธนวรรฒน์ ถึงความตั้งใจในการเป็นตำรวจ การทำงาน และความพิการที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ว่ามีผลต่อการทำงานหรือไม่
เป็นตำรวจมาตั้งแต่ตอนไหน?
ปีนี้อายุ 31 ปีครับ เริ่มเป็นตำรวจตอนประมาณ 24 ปี ตอนนั้นเรียนจบปริญญาตรีและกำลังต่อปริญญาโทอยู่ แต่เพื่อนชวนมาสอบตำรวจก็สอบติด ก็เลยได้เป็นตำรวจ
ตอนนั้นเริ่มจากสมัครในสายปราบปราม เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวนที่ชลบุรี จากนั้นก็ขอย้ายมาทำงานฝ่ายอำนวยการ เพื่อที่จะได้เรียนต่อหลังจากนั้นไปช่วยราชการที่ ภ.จว.ชลบุรี ประมาณ 3-4 ปี แล้วก็ย้ายไปอยู่ชุดปราบปรามยาเสพติดจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ก็ยังทำในปราบปรามยาเสพติดเป็นหลัก แต่มาทำงานธุรการมากขึ้น
ช่วงที่เกิดความพิการเป็นช่วงไหน เกิดอะไรขึ้น
เป็นช่วงที่กลับมาอยู่ชุดปราบปรามยาเสพติดได้ประมาณปีสองปี ตอนนั้นขับรถออกไปทำธุระ ขากลับเป็นช่วงกลางคืน วันนั้นกลางวันทำงานหนัก แล้วขับรถกลับมาก็หลับใน ไปชนกับเสาไฟฟ้า ขาข้างซ้ายขาด
ผมใช้เวลารักษาตัวระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ตั้งแต่วันที่รถชนจนแผลที่ต้นขาหาย แล้วก็รีบไปทำขาเทียมเพื่อใส่เดิน ถ้าใส่ขาเทียมได้ก็ประมาณสี่เดือน กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติประมาณเดือนที่ 6 ก็เริ่มทำกิจกรรมได้หลายอย่าง และกลับมาทำงาน ตอนนั้นยังไม่ได้ใส่ขาเทียมก็ทำงานเท่าที่ทำได้ ทำงานเอกสารบ้าง
หน้างานเดิมส่วนใหญ่เป็นงานธุรการ พอมาอยู่ชุดยาเสพติดก็มีออกไปจับกุมบ้าง ออกไปประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สาธารณสุขจังหวัด อบจ. ฝ่ายปกครอง ไปประชุมหารือเรื่องงานยาเสพติด ส่วนใหญ่จะเป็นงานให้ความรู้ประชาชน
ตัวผมมองว่า ขาเทียมก็คืออวัยวะหนึ่ง ใส่แล้วอยากไปไหนก็ไป ถ้าติดขัดก็ค่อยๆ แก้ไป ผมคิดว่าผมไปได้ทุกที่ ทำทุกอย่างได้ ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา เพื่อนร่วมงานก็บอกว่าดูปกตินะ เดินเป็นปกติมาก ถ้าไม่รู้ว่าใส่ขาเทียมคงคิดว่าเป็นคนปกติ ไม่ได้มองว่าทำงานดีขึ้นหรือแย่ลง
หลังใส่ขาเทียมมีความแตกต่างในการปฏิบัติงานไหม
ไม่มีนะครับ อาจจะมีข้อจำกัดบ้างเวลาอยู่ในที่แคบมากอาจจะลำบากหน่อย แต่ตอนทำงานปัจจุบันก็ยังไม่เห็นปัญหา เพราะผมก็ยังทำงานได้ปกติ ยังไม่เคยเกิดปัญหาการทำงานจากขาเทียม อาจจะต้องปรับตัวบ้างในช่วงแรกที่ใส่ขาเทียม เช่น อาจจะเดินได้ช้ากว่าเพราะยังฝึกอยู่ แต่พอชินแล้วความเร็วในการเดินก็ใกล้เคียงปกติ ตอนนี้ก็เป็นปกติทุกอย่างสำหรับการทำงาน
ช่วงแรกใส่ขาเทียมก็ต้องฝึก ต้องไปกายภาพ พอเริ่มชินก็จะรู้ว่าควรออกแรงแบบไหน ทิ้งน้ำหนักอย่างไร ต้องเคลื่อนไหวแบบไหน ก็ต้องใช้เวลานิดนึง แต่ผมโชคดีเรียนรู้ได้ไว
หลังจากนั้นผมไปสอบเพื่อเลื่อนยศจากประทวนเป็นสัญญาบัตร เป็นการสอบบุคคลภายใน รับสมัครข้าราชการตำรวจเลื่อนชั้นเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่งพนักงานสอบสวนของปี 2567 ที่ผ่านมา แต่มีปีก่อนหน้านั้นอีก คือปี 2566 ที่ผมสมัครเป็นปีแรก อันนั้นเป็นการรับสมัครบุคคลภายนอก เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่งพนักงานสอบสวน ที่รับทั้งประชาชนทั่วไปและข้าราชการตำรวจ
แล้วปีแรกเป็นอย่างไรบ้าง
ปีแรกรับสมัครทั้งหมด 350 คน คนสมัครประมาณ 10,000 คน ผมก็สอบติดใน 350 คะแนนอยู่ในช่วงตัวจริง พอประกาศคะแนนก็ไปทดสอบวิ่ง วิ่ง 1 กิโลเมตรต้องไม่เกิน 4 นาทีสิบกว่าวินาที ผมวิ่งได้ 4 นาทีสิบวินาที ว่ายน้ำก็มีขั้นคะแนน ผมว่ายได้ประมาณ 20 กว่าวินาทีก็ได้คะแนนเต็ม เข้าคนแรกด้วยซ้ำ ผ่านการทดสอบร่างกายแล้วก็ไปสัมภาษณ์ สัมภาษณ์ก็ผ่านหมด ไม่มีใครติงอะไร
แต่ก่อนประกาศผล ทางคณะกรรมการกองการสอบได้ประชุมเพื่อรับรองคุณสมบัติของผู้ผ่านการสอบ ก็มีประเด็นว่า ผมสอบวิ่งและว่ายน้ำผ่าน คณะกรรมการก็ลงความเห็นว่าผมเป็นผู้มีคุณสมบัติหรือไม่ โดยสรุปคณะกรรมการมองว่า คนพิการถ้าออกไปปฏิบัติงาน จะทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการและต่อตนเอง ไม่สามารถทำกิจกรรมได้เหมือนคนปกติ ซึ่งในการพิจารณานี้ คณะกรรมการไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรในการวัด น่าจะเป็นการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียว ผมถามหาหลักเกณฑ์ก็ตอบไม่ชัดเจนว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร มีอะไรเป็นตัวชี้วัด สุดท้ายประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านก็ไม่มีชื่อผม
ตอนแรกพนักงานจะบอกว่าผมเป็นโรคขายาวไม่เท่ากัน ซึ่งตามประกาศรับสมัครจะมีบัญชีโรคต้องห้าม มีข้อหนึ่งระบุว่าต้องไม่เป็นบุคคลพิกลรูป พิการ แล้วก็มีข้อย่อยลงมาหลายข้อ เช่น แขนยาวไม่เท่ากัน ขายาวไม่เท่ากัน เขาก็ตีความว่าผมเข้ากรณีขายาวไม่เท่ากัน ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ เพราะในบัญชีโรคก็มีระบุวิธีการตรวจวัดว่าขายาวไม่เท่ากันต้องวัดจากสะดือถึงตาตุ่มด้านใน ถ้าห่างเกินสองเซนติเมตรถึงจะถือว่ายาวไม่เท่ากัน
ผมคิดว่าระเบียบที่ใช้ในการตัดสิทธิต้องตีความให้ตรงตัวอักษร จะตีขยายความมากขึ้นไม่ได้ แต่เขาก็ขยายความว่ากรณีผมก็ให้รวมเป็นขายาวไม่เท่ากันด้วย ในระเบียบไม่ได้ห้ามคนใส่ขาเทียม ระบุแค่ความพิการ แล้วในความพิการก็ไม่มีห้ามคนใส่ขาเทียม ผมก็แย้งไป สุดท้ายคณะกรรมการก็ไม่เห็นด้วย ยื่นไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่เห็นด้วย เรื่องก็อยู่ในระหว่างขั้นตอนของศาลปกครองชั้นต้น
ตอนนั้นแฟนผมก็แนะนำว่าลองออกสื่อไหม จะได้ดีขึ้น แต่ผมคิดว่าไม่ต้อง เราลองตามขั้นตอนดูก่อน ซึ่งตามขั้นตอนใช้เวลานานมาก
แล้วครั้งที่สองเป็นอย่างไรบ้าง
ครั้งที่สองเป็นประกาศรับสมัครปี 2567 และสอบปี 2568 เป็นการรับสมัครบุคคลภายใน ตำรวจชั้นประทวนเลื่อนเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่งพนักงานสอบสวน คราวนี้รับเยอะ 1,350 คน ผมสอบข้อเขียนได้ 91 คะแนนเต็ม150 อยู่ในเกณฑ์ตัวจริง แล้วก็ไปทดสอบวิ่ง 800 เมตร ต้องอยู่ในเวลา 5 นาที 40 วินาที ผมวิ่งได้ประมาณ4 นาที 10 วินาที ก็ผ่าน ว่ายน้ำไม่เกิน 30 วินาที ผมว่ายได้ประมาณ 22 วินาที ก็ผ่าน สัมภาษณ์ก็ปกติ ผ่านหมด
แต่ก่อนประกาศรายชื่อ คณะกรรมการกองการสอบก็พิจารณาขั้นตอนเดิม แต่ปีนี้ ตัดสิทธิเพิ่มว่าผมไม่เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประกาศสองกรณีคือ มีความพิการซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะอาจจะไม่สามารถออกตรวจที่เกิดเหตุได้ และในตอนวิ่ง ผมใช้ขาเทียมที่เป็นลักษณะสปอร์ต ทำให้วิ่งเร็วกว่าคนอื่น ถือเป็นอุปกรณ์เสริม ทำให้ผมไม่มีคุณสมบัติตามประกาศรับสมัคร แล้วก็ประกาศรายชื่อมาไม่มีผม
หลังจากทราบแล้วก็ออกสื่อตามที่เห็น หลังจากนั้นกองการสอบก็ประสานมาให้ยื่นอุทธรณ์ได้เลย ผมก็ไปยื่นอุทธรณ์ ตอนนี้ก็รอพิจารณาตามขั้นตอนปกติ มีข่าวว่าอาจจะได้แน่นอน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ตำแหน่งพนักงานสอบสวนหรือนิติกร
ในการพิจารณาครั้งที่สอง คณะกรรมการบอกว่า ผมจะไม่สามารถตรวจที่เกิดเหตุได้ เพราะถ้าต้องไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องลงเรือหรือเดินผ่านน้ำ ผมจะเดินไม่ได้ ขึ้นภูเขาไม่ได้ เดินในที่ขรุขระไม่ได้หรือเดินเข้าป่าไม่ได้
ผมถามว่ามีหลักเกณฑ์อะไรที่ผมจะเดินไม่ได้ ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน กรณีที่สองที่ตัดสิทธิเพราะใช้ขาเทียมวิ่ง ทำให้ได้เปรียบคนอื่น ทางราชการแจ้งว่าแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจออกความเห็นว่า ขาเทียมลักษณะนี้ช่วยให้เด้ง ทำให้เร็วกว่าคนอื่น ผมถามว่าแพทย์ใช้หลักเกณฑ์อะไรวัด มีงานวิจัยอะไรไหมที่บอกว่าขาเทียมนี้เร็วกว่า เพราะรองเท้าก็ถือเป็นอุปกรณ์เสริม บางยี่ห้อก็มีงานวิจัยรองรับว่าทำให้วิ่งเร็วจริง ทางกรรมการก็ตอบไม่ถูก ผมถามหาหลักเกณฑ์ เขาก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
รู้สึกอย่างไรบ้างหลังสู้มาตั้งสองครั้ง
ผมรู้สึกว่า ผมยอมไม่ได้ ครั้งแรกโอเคเพราะเป็นการรับสมัครบุคคลภายนอก อาจจะมีข้ออ้าง แต่พอมาครั้งที่สองเป็นบุคคลภายใน แล้วมีข้อห้ามเพิ่มมาเพื่อห้ามผม ผมก็เลยยอมไม่ได้ ผมทำงานได้แล้วจะมาตัดสินผมได้อย่างไร
โดยพื้นฐานความตั้งใจ ผมอยากเป็นพนักงานสอบสวนอยู่แล้ว ก็เลยสมัครครั้งที่สองต่อ ก็สู้กันต่อไป ผมรู้สึกว่าอาจจะโดนตัดสิทธิเพราะทางคณะกรรมการสร้างข้อห้ามมาเพื่อห้ามผม ทั้งๆ ที่ข้อห้ามระบุว่า ต้องไม่เป็นบุคคลพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ และผมก็เป็นตำรวจปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว เรื่องนี้จึงอยู่ที่การตีความของคณะกรรมการอย่างเดียว ก็สู้ต่อไป งานก็ต้องทำต่อไป
อะไรทำให้อยากทำงานตำรวจ ทั้งๆ ที่เจออุปสรรคมากมาย
อาจจะเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบเครื่องแบบตำรวจ แต่ที่ชอบหลักๆ เลยคือ การที่ได้ช่วยเหลือประชาชนที่มาปรึกษาปัญหาต่างๆ แล้วผมให้คำปรึกษาไปแล้วเขาแก้ปัญหาได้ เขามีความสุข ผมก็มีความสุขด้วย ผมอยู่ตรงนี้มานาน คุ้นเคยกับวงการตำรวจดี คิดว่าการเป็นพนักงานสอบสวนน่าจะเหมาะกับผม ก็เลยตั้งใจว่าจะอยู่กับวงการตำรวจ
ระหว่างการทำงานที่ผ่านมา เคยมีประชาชนมีปัญหากับเรื่องความพิการไหม
งานส่วนใหญ่เป็นงานปราบปรามและออกพื้นที่ให้ความรู้เรื่องยาเสพติด เวลาออกไปจับยาเสพติด ผมก็ใส่ขาเทียม ผู้ต้องหาอาจจะตกใจบ้างที่เห็น แต่พอผมทำงานได้ปกติ เขาก็ไม่ได้มีสายตาที่ดูถูกผม เวลาให้ความรู้ก็ไม่มีใครบอกว่าอย่าทำงานเลย เวลาออกไปทำโครงการทุกคนจะทราบว่าผมใส่ขาเทียม เพราะผมชอบใส่กางเกงขาเต่อ ก็จะเห็นอุปกรณ์ขาเทียม ทุกคนก็พูดคุยปกติ ความพิการไม่ได้ส่งผลต่อการใช้สมอง ผมยังไม่เคยเจอใครมองว่าผมทำงานไม่ได้ สังคมไทยอาจจะมีภาพจำของคนพิการที่ค่อนข้างจะเลวร้ายกว่าความเป็นจริง ทั้งที่คนพิการเก่งๆ มีเยอะมาก ขาเทียมก็ไม่ได้ทำให้งานดีขึ้นหรือแย่ลง
เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมไปเล่นบาสเก็ตบอล ตอนแรกเพื่อนร่วมทีมเห็นผมก็ไม่กล้าส่งบอลให้ แต่พอเห็นว่าผมเล่นได้ เขาก็ส่งบอลให้ผมปกติ ไม่ได้มองว่าเราทำไม่ได้ แม้ขาเทียมจะมีข้อจำกัดบ้าง แต่ก็น้อยมาก อย่างอื่นก็ทำได้ปกติ
จริงๆ แล้ว คนพิการสามารถทำงานตำรวจได้ ในงานตำรวจมีหลายหน้างานมาก งานธุรการ งานบัญชี งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวนหรืองานสอบสวน ในแต่ละหน้างานก็มีลักษณะงานต่างกันไป
ผมมองว่าคนพิการทุกประเภทสามารถทำงานได้ทุกหน้างาน แล้วแต่ว่าเขาจะให้โอกาสได้แสดงความสามารถออกมาหรือไม่ อย่างงานสืบสวนอาจจะไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่เสมอไป มีงานที่ต้องนั่งดูข้อมูลอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ คนพิการก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นการที่เราตัดสิทธิเขาโดยไม่ให้เขาแสดงความสามารถเลย อาจจะเป็นการที่เลือกปฏิบัติมากเกินไป ลองให้โอกาสเขาก่อนดีไหม คนพิการทุกคนทำได้หมด
จริงๆ แล้วตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนไม่สามารถเป็นตำรวจได้นั้นมีหลายกรณี แต่กรณีพิการระบุว่าต้องเป็น ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ในความคิดของผมก็น่าจะดูเป็นรายกรณีไปว่าเขาทำงานได้ไหม และเขาทำได้แค่ไหน อย่างกรณีพี่อีโอดี (หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด) ถ้าทำงานธุรการก็สามารถทำได้ เพราะส่วนใหญ่ก็นั่งทำเอกสาร ผมว่าสิ่งเหล่านี้เรียนรู้ได้ ไม่ยากจนเกินไป แต่เหมือนระบบไม่ค่อยเข้าใจอะไรแบบนี้