Skip to main content

หลายคนคงเคยได้ยินศิลปะคินสึงิ (Kintsugi) หรือศิลปะที่ว่าด้วยการประกอบถ้วยแตกขึ้นมาใหม่ด้วยทองคำ แท้ที่จริงแล้ว ถ้วยที่ครั้งหนึ่งเคยแตก อาจกลายเป็นถ้วยใบใหม่ที่งดงามกว่าเดิม แม้จะมีรอยร้าวก็ตาม เช่นเดียวกับเธอ ผู้ขอใช้ชื่อว่า “ปลายรุ้ง” ในบทความนี้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ชีวิตยังมีความหวังเสมอ 

ปลายรุ้งใช้ชีวิตกับไบโพลาร์มากว่าสิบปี ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมเสริมสร้างชีวิต (Living Recovery Center) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาสุขภาวะของผู้มีประสบการณ์ตรงกับโรคจิตเวช เธอทำงานอยู่แผนกวิชาการ ดูแลเอกสาร การอบรม และโซเชียลมีเดีย

ปลายรุ้งเรียนจบคณะสังคมสงเคราะห์ เดินตามความฝันและสอบใบประกอบวิชาชีพจนผ่าน เธอมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์จิตเวช เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบทุกข์เช่นเดียวกับเธอ

โรคไบโพลาร์ที่ปลายรุ้งมีประสบการณ์ตรง เป็นโรคทางจิตเวชที่ทำให้อารมณ์แปรปรวน สลับระหว่างช่วงอารมณ์ดีผิดปกติหรือแมเนีย (Manic episode) กับช่วงซึมเศร้าอย่างรุนแรง (Major depressive episode) เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง รักษาได้ด้วยยาและการบำบัด ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ปกติหากรักษาอย่างต่อเนื่อง

การคืนสู่สุขภาวะ (Recovery) ของปลายรุ้ง

การคืนสู่สุขภาวะเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ละคนจึงให้ความหมายแตกต่างกันไป และไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

วิลเลียม แอนโทนี นักจิตวิทยาและนักวิชาการด้านสุขภาพจิตได้ให้คำนิยามไว้ว่า “การคืนสู่สุขภาวะ” เป็นกระบวนการเฉพาะบุคคลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ค่านิยม ความรู้สึก เป้าหมาย ทักษะ และบทบาท เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย ความหวัง และมีส่วนร่วมในสังคม แม้จะยังมีข้อจำกัดจากโรคหรือปัญหาสุขภาพจิตอยู่

สำหรับปลายรุ้ง “การคืนสู่สุขภาวะ” ประกอบด้วย การรู้จักตัวเอง ความเข้าใจจากคนรอบตัว การรักษาทางการแพทย์  กิจกรรมพัฒนาสุขภาวะ และเป้าหมายในชีวิต

รู้จักตัวเอง

เมื่อถามปลายรุ้งว่า เธอเป็นคนยังไง เธอตอบว่า เธอเป็นคนใจเย็น สุภาพเรียบร้อย แต่เมื่อเธอมีอาการแมเนียของโรคไบโพลาร์ เธอกลับกลายเป็นคนละคน ตื่นตัว ไม่นอน พูดเยอะ พูดไปเรื่อย ไม่มีประเด็นเนื้อหาสำคัญอะไร ไม่ฟังใคร บางทีก็มีหูแว่ว หลงผิด

สัญญาณเตือนก่อนเกิดภาวะวิกฤต

เนื่องจากเธอป่วยมาหลายปี เธอจึงจับสังเกตอาการตัวเองได้ เธอรู้ตัวว่า ตัวกระตุ้นโรคคือความเครียด เริ่มแรกเธอมักมีอาการซึมเศร้า ก่อนที่จะสลับมาเป็นขั้วแมเนีย พักหลังมานี้ เธอสามารถจับสัญญาณเตือนได้เร็วขึ้นเมื่อเริ่มมีอาการ จึงไปพบจิตแพทย์เพื่อปรับยา รักษาอาการได้ทัน โดยไม่ต้องเข้าแอดมิทที่โรงพยาบาล หรือหากจำเป็นต้องเข้าแอดมิทจริง ๆ ก็ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1 เดือน ซึ่งน้อยลงกว่าแต่ก่อน  ครอบครัวเข้าใจโรคของเธอดี แม้ว่าเธอจะดื้อขณะป่วย พวกเขาก็มีวิธีพูดที่ทำให้เธอยอมไปโรงพยาบาล เพื่อปรับยา และทำกิจกรรมกลุ่ม

ปลายรุ้งมอง “ไบโพลาร์” ยังไง

“โรคจิตเวชก็เหมือนเบาหวาน ความดัน เรายอมรับกับไบโพลาร์มากขึ้น ยอมรับว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ได้ให้มันมาทำร้ายเรา” ปลายรุ้งเล่า

ไบโพลาร์ไม่ได้ทำให้ปลายรุ้งรู้สึกแย่ว่าเธอป่วย เพราะเธออยู่กับมันมานาน เธอกินยาอย่างสม่ำเสมอ ดูแลตัวเอง เพื่อไม่ให้อาการกำเริบหนักจนทำให้ครอบครัวเดือนร้อน

รักในตัวตน

“ไบโพลาร์ ทำให้รักตัวเองมากขึ้นและรู้สึกภูมิใจที่ความป่วยของเราเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น” ปลายรุ้งสริม

การเป็นไบโพลาร์ทำให้เธอใส่ใจดูแลตัวเอง มีงานอดิเรกที่ชอบ อย่างการปลูกต้นกระบองเพชร เล่นกับหมา และมีแพลนว่าจะปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ เธอยังเป็น Peer support ผู้ให้คำปรึกษาแก่เพื่อนร่วมประสบการณ์เดียวกัน

เป้าหมายสร้างแรงบันดาลใจ

“การมีเป้าหมายทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ และมีแรงขับเคลื่อนในการดำเนินชีวิต” ปลายรุ้งเล่า

ปลายรุ้งมีเป้าหมายหลายอย่างที่อยากทำในชีวิต และกำหนดเป็นแผนปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายด้านการเงิน ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เป้าหมายด้านจิตใจ ที่ต้องการมีสุขภาพจิตดีขึ้น เครียดน้อยลง จัดการปัญหาตัวเองได้ มีแนวคิดที่อยากทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ และต้องการมีอาชีพหลักเป็นนักสังคมสงเคราะห์จิตเวช

ไม่ “ตึง” ไม่ “หย่อน”

“การมีเป้าหมายทําให้ตัวเองรู้สึกสนุก รู้สึกได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย แต่ถ้าเราทุ่มกับมันเยอะเกินไป ก็อาจจะทําให้เราเครียด” ปลายรุ้งเล่า

เธอบอกว่า ถ้าตั้งเป้าหมายเยอะ  แล้วทําให้เครียด เธอก็จะต้องถอยตัวเองมาหน่อย เพื่อให้ตัวเองสบายและผ่อนคลายขึ้น ถ้าไหวก็ลองไปทำเป้าหมายนั้นดู

เธอพบวิธีผ่อนคลาย โดยการพักจิบน้ำ กินขนม หรือฟังเพลง และสื่อสารกับคนรอบข้าง อย่างพ่อแม่หรือหัวหน้างาน

ที่ทำงานเข้าใจ

ตอนเธอรู้สึกเครียดจนเกินรับมือ เธอจะสื่อสารกับหัวหน้างาน หัวหน้าจึงปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน ที่ทำให้เธอรู้สึกเครียดน้อยลง แต่ก็ยังเป็นบทบาทที่มีคุณค่า หรือหลังจากที่เธอเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 1 เดือน ที่ทำงานก็อนุญาติให้เธอกลับมาทำงานดังเดิม องค์กรภาคประชาสังคมอย่างสมาคมเสริมสร้างชีวิตนั้นเข้าใจผู้ป่วยจิตเวช และมีการเอื้ออำนวยอย่างสมเหตุสมผล (Reasonable accommodation) ทำให้ปลายรุ้งสามารถทำงานได้แม้เป็นไบโพลาร์

การเอื้ออำนวยอย่างสมเหตุสมผล คือการปรับสภาพแวดล้อม วิธีการทำงาน หรือกฎระเบียบบางอย่าง เพื่อให้ผู้พิการทางจิตหรือผู้ป่วยจิตเวชสามารถใช้ชีวิต ทำงาน หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น โดยไม่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ให้บริการหรือหน่วยงาน เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และตามกฎหมายไทยและอนุสัญญาระหว่างประเทศ อย่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD)

สังคมเกื้อกูล

“หากที่ทำงานทั่วไปมีการเอื้ออำนวยอย่างสมเหตุสมผล ให้กับผู้ป่วยจิตเวชคงดีไม่น้อย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยจิตเวชได้กลับคืนสู่สังคม ได้ทํางาน มีชีวิตที่ดี” ปลายรุ้งเสริม

มีเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยตกหล่นในระบบการศึกษาเนื่องจากความเจ็บป่วยด้วยโรคจิตเวช หรือผู้ใหญ่ที่การทำงานสะดุด และไม่สามารถไปต่อได้

ในความคิดของปลายรุ้ง ถ้าจะให้การเอื้ออำนวยอย่างสมเหตุสมผลเกิดขึ้นจริงในสังคม ต้องสร้างสังคมที่เอื้ออาทรต่อกัน สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้วิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง และสร้างระบบสนับสนุนในเรื่องการเรียนการทำงาน ให้พวกเขาสามารถเรียนต่อและทำงานได้

ถึงเพื่อนร่วมทาง

เริ่มแรกปลายรุ้งแนะนำว่าอยากให้ยอมรับตัวเอง เข้ารับการรักษา ดูแลตัวเอง สังเกตตัวเอง และหาทางออกว่าเมื่อป่วยแล้วเราจะทํายังไงเพื่อที่จะให้ตัวเองอาการดีขึ้น สื่อสารกับคนรอบข้าง เพื่อน พ่อแม่ หัวหน้างาน  เมื่ออาการดีขึ้นระดับหนึ่งแล้ว ให้ใช้ความสามารถและจุดแข็งของตัวเองทํางาน หาสถานที่ที่จะช่วยสนับสนุนให้พัฒนาขึ้นได้ เช่นระบบการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 หรือ 35

ในประเทศไทย การจ้างงานคนพิการถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 โดยมีมาตรา 33 และมาตรา 35 ที่เกี่ยวข้อง คือ

มาตรา 33: นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการที่สามารถทำงานได้เข้าทำงานในอัตราส่วน 1 คนพิการต่อพนักงาน 100 คน  ​

มาตรา 35: หากนายจ้างไม่สามารถจ้างคนพิการตามมาตรา 33 ได้ สามารถดำเนินการตามมาตรา 35 โดยการให้สัมปทานหรือจัดให้มีการส่งเสริมอาชีพแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ การจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการ การฝึกงาน หรือการจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ​

การปฏิบัติตามมาตราทั้งสองนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ ให้มีโอกาสในการทำงานและประกอบอาชีพอย่างเท่าเทียมในสังคม

“ถึงแม้เราป่วยด้วยโรคจิตเวช ก็ไม่อยากให้มองว่าเรามีปมด้อยหรือแย่ มันมีทางออก ขอให้มีความหวังอยู่เสมอ” ปลายรุ้งทิ้งท้าย