Skip to main content

ขณะที่คนส่วนใหญ่กลัวโรคจิตเวช แต่เอ็มมองว่า “คุณซึมเศร้า” เป็นเพื่อนร่วมทาง ที่เดินทางกับเธอมายาวนาน บันทึกนี้ชวนคุยกับเธอหรือเอ็ม - สุพัชร์การ พิรส เกี่ยวกับสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากคุณซึมเศร้าที่ทำให้เธอพบกับความหมายของชีวิต

ใครจะรู้…ว่าภายในแตกสลาย

“เราทรมานอยู่ข้างใน คนอื่นข้างนอกเห็นว่า อ้าว ยูก็ยังโอเคอยู่นี่”

เอ็มเคยทำงานอยู่ที่ดูไบ เป็นโค้ชสอนมวยในโรมแรมแห่งหนึ่ง ที่ต้องทำงานสร้างความบันเทิงให้กับแขก ยิ้มให้กับทุกคนตลอดเวลา แต่ใครจะรู้ว่าข้างในเธอไม่ได้ยิ้ม แต่กลับรู้สึกทรมาน แม้ไปเที่ยวต่างเมือง ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ในอดีตมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า บ้างก็ว่าเขามีจิตใจที่อ่อนแอหรือเป็นคนอ่อนไหวหรือเปล่า คนเพิ่งเริ่มหันมาสนใจโรคซึมเศร้าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามากขึ้น ว่าจริง ๆแล้วเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอภายในจิตใจแต่อย่างใด

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโดยมาก ขาดความสามารถที่จะมีความสุข สิ่งที่ทำให้คนทั่วไปมีความสุข ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีเลย บางรายจึงแสดงออกมาเป็นความเศร้าซึม หรือมีอารมณ์หงุดหงิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ บางรายอาจรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจจบชีวิตลง

เอ็มในวัยเด็ก

เอ็มในวัยเด็ก


ความสัมพันธ์ติดลบ

นอกจากเคยทำงานที่ดูไบ เธอยังเคยทำงานที่สหรัฐอเมริกาในหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นงานในสนามบิน หรืองานบริการอาหารและเครื่องดื่มในโรงแรม แต่ไม่ว่างานใดก็ตาม เธอมักมีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย รู้สึกไม่มีความสุข และทำงานแต่ละที่ได้ไม่นาน กับครอบครัวก็เช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับเธอก็ระหองระแหงมาโดยตลอด

เอ็มในวัยเยาว์

ซึมเศร้า อาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เอ็มยังเป็นเด็ก เอ็มเติบโตมากับครอบครัวที่ใช้คำพูดรุนแรงใส่กัน เธอรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เอ็มเป็นคนขี้หงุดหงิด มักแสดงออกว่าเธอไม่แคร์คนอื่น จริงๆ แล้วเธอต้องการความสนใจ ข้างในรู้สึกเปราะบาง รู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา เมื่อรู้สึกกังวล บางครั้งทำให้แสดงออกมาเป็นความก้าวร้าว ใช้อารมณ์ เธอรู้สึกผิดที่ทำเช่นนั้น ซ้ำเติมตัวเองอยู่บ่อย ๆ แต่เธอก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้

สิ่งที่เธอสนใจคือภาษาอังกฤษ และการเต้น เธอเป็นเด็กที่เรียนดี แต่กับเพื่อนก็เฮไหนเฮกัน ความฝันวัยเยาว์คือการได้ไปต่างประเทศ เธอเคยผิดหวังมาครั้งหนึ่ง เมื่อสอบชิงทุนได้ แต่ไม่ได้ไปเพราะครอบครัวไม่สามารถสนับสนุนด้านการเงิน เธอจึงรู้สึกเป็นบาดแผลทางจิตใจ (Trauma) ตลอดมา และเมื่อเธอโตขึ้น ความฝันที่จะได้ไปต่างประเทศก็เป็นจริง

เอ็มถ่ายภาพกับเทพีเสรีภาพ

ไม่รู้ว่าเป็นซึมเศร้า นึกว่าหมดไฟเฉย ๆ

ในปี 2558 เอ็มไม่รู้จักโรคจิตเวช และเข้าใจว่า สิ่งที่เธอเป็นคือความผิดปกติของจิตใจธรรมดาๆ เท่านั้น เธอพยายามหาทางออกจากความทุกข์ทางใจนี้ด้วยวิธีต่างๆ ทำจิตบำบัดแบบ NLP (Neuro Linguistic Programming) แล้ว ก็ไม่หาย เล่นกีฬา ก็ไม่หาย คิดว่าหาหมอน่าจะช่วย ประกอบกับลูกพี่ลูกน้องชวนมาทำงานที่สมาคมสายใยครอบครัว ซึ่งเป็นองค์กรฟื้นฟูสุขภาวะผู้ป่วยจิตเวช เธอจึงเริ่มหาหมอ กินยา ฟื้นฟูสุขภาวะ ทำจิตบำบัด เธอได้รับการช่วยเหลือจากหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาชีพ หรือเพื่อนร่วมประสบการณ์ การกินยาเหมือนเปิดโลกใหม่ให้กับเอ็ม หลังจากที่เธอเองเคยอยู่ในจุดที่ดิ่งที่สุดในชีวิต เธอก็ค่อยๆ ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ เธอเข้าใจครอบครัวมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ดีขึ้น

เข้ารับการรักษาเหมือนกับวิ่งมาราธอน

“แม้บางครั้ง เรายังไม่เห็นจุดหมายปลายทาง แต่เมื่อเริ่มออกเดินทาง เราจะมองเห็นอะไรที่มันแตกต่างจากจุดที่เราเคยอยู่”

เธอกล่าวว่าการยอมรับนั้นยาก การเข้ารับการรักษาไม่ใช่เรื่องง่าย และภายในวันสองวันใช่ว่าจะหาย เป็นการเดินทางไกล แต่เมื่อเข้ารับการรักษาแล้วจะมองเห็นอะไรอีกหลายอย่างมากขึ้น

เอ็มวิ่งมาราธอน

เอ็มในบทบาทเลขานุการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ที่สมาคมสายใยครอบครัว ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานโดยผู้ป่วยจิตเวชเพื่อผู้ป่วยจิตเวช เอ็มมีบทบาทหลากหลาย ทั้งดูแลสุขภาวะด้านร่างกายของบุคลากร และผู้เข้าอบรม เป็นกระบวนกรทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเพื่อนร่วมทางของผู้มีประสบการณ์ตรงกับโรคจิตเวช (peer support) สอนภาษาอังกฤษ เหนือสิ่งอื่นใดคือ เธอกับเพื่อนๆ กำลังช่วยกันหาหนทางทำให้องค์กรที่เธอทำงานนั้นอยู่ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เธอกำลังเรียนหลักสูตรให้คำปรึกษาของคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ เพื่อนำความรู้มาช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป และยังเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรมกลุ่มพบเพื่อนจิตเวช (peer group) เดือนละครั้ง เธอบอกว่า จริง ๆ เธอก็มีความกลัว

“แต่การที่กลัวแล้วเราไม่ได้ทำ กับกลัวทำแล้วล้มเหลว เรากลัวไม่ได้ทำมากกว่า”

“งาน” ที่เป็นมากกว่า “เงิน”

“เมื่อก่อนเราทำงาน เราถามตัวเองมาตลอด ทำงานเพื่ออะไร”

ตอนนี้ ถ้าเทียบกับทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs) เอ็มบอกว่าเธออยู่ระดับที่ 5 ซึ่งสูงสุด คือ self-actualization คุณค่าและความหมายของชีวิต เหนือความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความต้องการความรักและสังคม ความต้องการการได้รับการยกย่องนับถือในตนเอง

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามหาคำตอบมาเรื่อยๆ แล้วเธอก็เจอกับคำตอบ ถึงไม่ได้มีเงินเยอะ แต่สิ่งที่ได้ เป็นกำไรมากกว่าเงิน งานทำให้เธอกลับเข้ามารู้จักตัวเอง ว่าลึกๆ แล้วเธอต้องการอะไร

“เราได้ช่วยคนรอบข้าง สนับสนุนเขาให้มีเป้าหมายและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ประสบการณ์ของเราเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เรื่องเล็ก ๆที่เราได้ให้ ผู้รับอาจจำไปตลอดชีวิต มันเป็นสิ่งที่สุดยอด มีความสุข”

เข้าใจและขอบคุณ “คุณซึมเศร้า”

“ถ้าไม่เจอคุณซึมเศร้า เราอาจเป็นคนหนึ่งที่นั่งทำงานไปเรื่อย ๆ ไปวัน ๆ ตอกบัตร ทำงาน กลับบ้าน”

แต่งานที่เธอทำตอนนี้ ทำให้เธอเข้าใจความหมายของชีวิต

“เราไม่รู้ว่าคุณซึมเศร้าจะอยู่ในชีวิตเราตลอดไปไหม แต่ ณ วันนี้ เราเข้าใจเขามากขึ้น เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น เข้าใจว่า ถ้าเป็นแล้ว เราจะให้โอกาส ให้ความเมตตากับเขาอย่างไรได้บ้าง”

ชวนสังคมเปิดใจ

เอ็มทิ้งท้ายว่าอยากให้สังคมกล้าที่จะพูดคุยเรื่องนี้กันมากขึ้น

“เราเรียนรู้ความเจ็บป่วยด้านร่างกาย ทำไมเราจึงไม่ยอมเรียนรู้ทางด้านจิตใจ”

สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกัน และเธอบอกว่าโรคจิตเวชไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด บางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันใกล้ตัวเราขนาดไหน สิ่งสำคัญคือการดูแลใส่ใจที่จะเรียนรู้วิธีจัดการ หรือแนวทางการเผชิญโรค เพราะอย่างน้อย ถ้าเราไม่ได้เป็นเอง คนรอบข้างเป็น เราจะได้สามารถช่วยเหลือเขา