Skip to main content

9 เมษายน 2568 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แถลงผลงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ถึง 9 มีนาคม 2568 ภายใต้รัฐบาลของนายกฯ แพรทองธาร ชินวัตร และยังกล่าวถึงการทำงานในช่วง 1 ปีก่อนหน้านั้นภายใต้รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เน้นย้ำว่าตนจะทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีจนถึงนาทีสุดท้ายและมีแผนงานต่อเนื่องอีก 6 เดือนข้างหน้าจนครบ 1 ปี มีเนื้อหาดังนี้

วราวุธ : ผมขอเริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่เราได้ทำงานร่วมกันภายใต้รัฐบาลท่านนายกเศรษฐามาเป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนที่จะมาถึงช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การนำของท่านนายกแพรทองธาร ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ถึง 9 มีนาคม 2568 วันนี้ผมต้องการที่จะมาย้ำเตือนและบอกเล่าว่าเราได้เดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเส้นทางอีกยาวไกลที่เราจะต้องก้าวเดินต่อไป

เรื่องกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ผมอยากจะบอกกับพวกเราชาว พม. ว่าอย่าไปฟังครับ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้คือสิ่งที่เราได้ทำมาตลอด 6 เดือน และจะเป็นสิ่งที่เราจะทำต่อไปอีก 6 เดือนนับจากนี้ไปจนครบหนึ่งปี ตราบใดที่ผมยังเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้อยู่ ผมจะทำงานจนนาทีสุดท้าย ฉะนั้นขอให้ทุกคนเดินไปกับผม อย่าเพิ่งเข้าเกียร์ว่างแล้วมานั่งคิดว่าเดี๋ยวผมจะไปกระทรวงอื่น เพราะวันนี้ผมยังอยู่ที่นี่ และยังมีแผนงานอีกมากมายร่วมกับคณะที่ปรึกษาและท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีที่เราจะต้องทำที่ พม. แห่งนี้ เรื่องอื่นไม่ต้องคิดมากครับ

ต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ของ พม. เราไม่เคยเปลี่ยน เราต้องการที่จะทำให้คนไทยมีความมั่นคงในชีวิต มีสวัสดิการที่เหมาะสม และทำให้สังคมของเรานั้นพัฒนาไปข้างหน้า ภายใต้ความเป็น "พม. หนึ่งเดียว" ไม่ว่าจะเป็นกรมไหน หน่วยงานไหน กองไหน เราต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนให้กระทรวง พม. และสังคมไทยของเรานั้นเดินไปข้างหน้า

สิ่งที่สำคัญที่สุดและผมยึดถือเป็นหลักมาโดยตลอดคือ การสนองแนวทางตามเบื้องพระยุคลบาท และโครงการในพระราชดำริทั้งหลาย ผมบอกเสมอว่าประเทศไทยของเราและพสกนิกรชาวไทยโชคดีที่เราอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็ง หากไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ป่านนี้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ และโครงการในพระราชดำริของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ดังนั้น ภารกิจสำคัญของกระทรวง พม. คือการดำเนินการในโครงการพระราชดำริ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระกรุณาห่วงใยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย

โครงการพระราชดำริที่กระทรวง พม. ได้ดำเนินการ

โครงการเรือธงที่เราภูมิใจมากคือ โครงการจิตอาสาพัฒนาคลองเปรมประชากร เราเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ และได้พลิกชีวิตของพี่น้องประชาชนที่อยู่ริมคลอง ซึ่งเดิมเป็นคลองน้ำเน่า และบ้านเรือนก็ทรุดโทรม วันนี้คลองเปรมประชากรไม่ได้เน่าแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว เรามีโครงการบ้านมั่นคง และได้ปรับปรุงทัศนียภาพ ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงเสด็จทางเรือไปเปิดด้วยพระองค์เอง นี่คือความภูมิใจของเราที่ได้ทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้อย่างมีความสุขและส่งเสริมอาชีพให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น

นอกจากนี้ เรายังได้รับการสนองพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเกี่ยวกับล่ามภาษามือ พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงว่าประเทศไทยมีคนพิการทางการได้ยินจำนวนมาก แต่มีล่ามภาษามือน้อย เราจึงได้มี โครงการอบรมล่ามภาษามือชุมชน 135 ชั่วโมง ร่วมกับสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสวนดุสิต และเราได้ถวายรายงานแด่พระองค์ท่านเป็นระยะ

นอกจากนี้ ยังมี โครงการจัดหากายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือพี่น้องคนพิการ 72,000 ชุด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อปีที่แล้ว โครงการนี้ได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในสิบโครงการสำคัญของรัฐบาลในขณะนั้น และล่าสุดคือ โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเป็นการร่วมมือกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และห้างแว่นท็อปเจริญ โครงการนี้ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสายตาตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือไปแล้วกว่า 2,400 ราย

นโยบายสำคัญอื่น ๆ ที่กระทรวง พม. ได้ดำเนินการในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

นโยบายที่สำคัญต่อมาคือ โครงการตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โครงการนี้เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ โดยได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะพี่น้องคนพิการเป็นกลุ่มแรก และผู้สูงอายุเป็นกลุ่มต่อมา ในส่วนของคนพิการ เราได้โอนเงินไปแล้วกว่า 2,100,000 ราย และร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกบัตรคนพิการเพิ่มเติมอีกกว่า 100,000 ราย ส่วนผู้สูงอายุเกือบ 3,000,000 ราย ได้รับเงินเพิ่มขึ้น 10,000 บาท ขณะนี้เรากำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เช่น ไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือข้อมูลไม่ตรง

สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยในมุมมองของกระทรวง พม.

ในมุมมองของกระทรวง พม. ประเทศไทยในขณะนี้เปรียบเสมือนเรือลำใหญ่ที่กำลังวิ่งอยู่ในมหาสมุทรที่มีคลื่นลมใหญ่ หรือพายุสองลูกด้วยกัน วิกฤตสองอย่างนั้นคือ วิกฤตประชากร และ ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ วิกฤตทั้งสองนี้เปรียบเสมือนสองมรสุมใหญ่ที่เรือชื่อประเทศไทยจะต้องฝ่าไปให้ได้ เพราะบนเรือลำนี้มีกลุ่มคนที่ "เมาเรือเก่งที่สุด" ซึ่งก็คือ พี่น้องกลุ่มเปราะบาง ที่กระทรวง พม. ของเราดูแลอยู่นั่นเอง พี่น้องกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบก่อนใครเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือภัยพิบัติอื่น ๆ

จากวิกฤตประชากรและวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจึงได้จัดตั้งศูนย์ขึ้นมาสองศูนย์ ศูนย์แรกคือ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ สรส. ซึ่งเป็นกลไกในการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน เมื่อมีเรื่องเร่งด่วน หรือเหตุร้าย สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน 1300 เรามีทีมสหวิชาชีพที่พร้อมลงพื้นที่ภายใน 60 นาทีเพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เราได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน สรส. กว่า 87,000 ราย ปัญหาที่เข้ามามากที่สุดคือ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รองลงมาคือ ปัญหารายได้ ความเป็นอยู่ และคนไร้ที่พึ่ง ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการแล้ว และจะส่งเข้าสู่รัฐสภาต่อไป และเรายังผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก เพื่อปรับปรุงกลไกการคุ้มครองเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้รอการบรรจุเข้าสู่วาระของ ครม. ศูนย์ที่สองที่เราตั้งขึ้นคือ ศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ หรือ สบปภ. เพื่อดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบางจากภัยธรรมชาติโดยเฉพาะ เราตั้งศูนย์นี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม และได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

การร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก

ในส่วนของการร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เราได้ร่วมงานกับกรมบัญชีกลาง ในการขอเพิ่มเบี้ยเลี้ยงจากการทำถุงยังชีพ จากเดิม 700 บาท เป็น 1,000 บาท เพื่อให้สามารถจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับพี่น้องกลุ่มเปราะบางได้มากขึ้น นอกจากนี้ เป็นครั้งแรกที่กระทรวง พม. ได้ทำงานร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) ในการทำแผนที่เสี่ยงภัย เพื่อแสดงข้อมูลพี่น้องกลุ่มเปราะบางในการเกิดภัยพิบัติ ทำให้เรามีฐานข้อมูลในการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที นี่เป็นครั้งแรกของธนาคารโลกที่หันมาทำงานด้านมิติทางสังคมกับประเทศไทย

การขับเคลื่อนงานในอนาคต

เพื่อให้การดำเนินงานจากนี้ไปมีทิศทางที่ชัดเจน เราได้กำหนด พันธกิจที่สำคัญไว้ทั้งหมด 9 ด้าน ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนการทำงานของทั้ง สรส. ศบภ. และภารกิจอื่น ๆ ที่ได้กล่าวมา เราเปรียบเสมือนเรือยอร์ชรุ่นใหม่ที่มีใบเรือ ทำให้ใช้น้ำมันน้อยลงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรือลำนี้มีธงอยู่ 9 ด้านที่จะมาสนับสนุนการทำงานของเรา และเป็นเหมือนการติดอาวุธให้กับกระทรวง พม. ในการต่อสู้กับปัญหาและดูแลพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น พันธกิจทั้ง 9 ด้านของเรา ได้แก่:

ด้านที่ 1: การยกระดับการพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัย โดยมีการดำเนินการในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และจะขยายผลต่อไปทั่วประเทศ รวมถึงร่วมมือกับ สวทช. และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อกำกับดูแลการเลี้ยงเด็กปฐมวัย

ด้านที่ 2: การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศไทยเป็นสังคมสูงอายุ โดยมีโครงการนักบริบาลและคุ้มครองสิทธิ์ผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และจะมีการตั้งเป้าให้มีถึง 34,000 กว่าคนภายในปี 2570 เพื่อดูแลผู้สูงอายุเกือบ 10 ล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงร่วมมือกับ สวทช. พัฒนาแพลตฟอร์มในการติดตามการทำงานของนักบริบาล

ด้านที่ 3: การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะโครงการนิคมเน็กซ์ ซึ่งทำให้พี่น้องในนิคมสร้างตนเองมีรายได้เพิ่มขึ้น และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกนิคมสร้างตนเอง

ด้านที่ 4: การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมุ่งเน้นให้คนพิการมีอาชีพ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการผู้นำคนพิการที่สร้างแรงบันดาลใจ และความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. ในการพัฒนาทักษะและจัดหางานให้คนพิการ รวมถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

ด้านที่ 5: การสร้างหุ้นส่วนทางสังคมสู่สวัสดิการที่ยั่งยืน โดยการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันเติมเต็มระบบสวัสดิการสังคม มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคม และล่าสุดได้มีการลงนามความร่วมมือกับวัดโพธิ์ เพื่อให้วัดเป็นหุ้นส่วนในการดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบาง

ด้านที่ 6: การขับเคลื่อนพันธะกรณีสำคัญระหว่างประเทศ โดยได้ประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ถึงการทำงานของ พม. ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และมีองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ   เข้ามาทำงานร่วมกับ พม. มากมาย รวมถึงการผลักดันเรื่องความเสมอภาคทางเพศ และการคุ้มครองสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)

ด้านที่ 7: ด้านการสื่อสาร โดยเน้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน และให้รับรู้ถึงสิทธิที่ตนเองพึงได้รับ

ด้านที่ 8: การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โดยมุ่งเน้นให้บุคลากรของ พม. ทำงานได้จริง แก้ปัญหาได้ตรงจุด มีทัศนคติที่ดี และมีทักษะที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการปรับเปลี่ยน Mindset ของผู้บริหาร

ด้านที่ 9: การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โดยมีการสร้างระบบข้อมูลที่ทุกกรมสามารถเชื่อมโยงกันได้ และมีการใช้ Big Data เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลของผู้เปราะบาง ทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด รวมถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์

แผนการดำเนินงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า

ในอีก 6 เดือนข้างหน้า เราจะมุ่งเน้นไปที่การขยายผลโครงการสำคัญต่าง ๆ เช่น การขยายศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน โครงการผู้บริบาลและพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกชุมชน การเร่งรัดโครงการนิคมเน็กซ์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่สูง การขยายผลโครงการผู้นำคนพิการ และโครงการเพิ่มพลังวัด

นอกจากนี้ เราจะจัดงาน SDX (Social Development Expo) เป็นครั้งแรกของกระทรวง พม. ในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศได้เห็นถึงผลการดำเนินงานของเรา และเราจะพัฒนาหลักสูตรโดยสถาบันพระประชาบดีในการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาสังคมในทุกระดับ ที่สำคัญคือการพัฒนาระบบดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้นโยบาย Cloud First และนำเทคโนโลยีอย่าง Generative AI เข้ามาเสริมศักยภาพการทำงาน

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นแผนงานที่เราทำเพิ่มเติมจากงานประจำ ที่กระทรวง พม. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบางจากปัญหาคนไร้บ้าน ขอทาน การช่วยเหลือและพัฒนาคนไร้ที่พึ่ง การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ การสนับสนุนอาสาสมัคร อพม. การส่งเสริมบทบาทภาคธุรกิจผ่าน CSR การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย และโครงการสถานธนานุเคราะห์ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้น เราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหา

ผมขอขอบคุณทีมงานทุกภาคส่วนครับ ทั้งทีมฝ่ายการเมือง ซึ่งประกอบด้วยท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีและคณะที่ปรึกษา ที่ได้ให้การสนับสนุนและคำแนะนำเป็นอย่างดี และทีมฝ่ายข้าราชการประจำ นำโดยท่านปลัดกระทรวง ผู้บริหาร และเพื่อนร่วมงานชาว พม. ทุกท่านในทุกระดับทั่วประเทศ ที่ได้ให้ความร่วมมือในการทำงานอย่างเต็มที่ การทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการ ทำให้กระทรวง พม. ของเราสามารถก้าวหน้าและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านที่เป็นเหมือนเสาอากาศที่ช่วยกระจายข่าวสารการทำงานของเราไปสู่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และขอขอบคุณพี่น้องชาว พม. ทุกคนอีกครั้งสำหรับการทำงานหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และขอให้เราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันต่อไปเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เรายังมีเส้นทางอีกยาวไกล ฉะนั้นอย่าเพิ่งถอดรองเท้าผ้าใบครับ ใส่รองเท้าผ้าใบแล้วเดินหน้าทำงานกันต่อไป

ที่มา https://www.youtube.com/live/jFuElUYGAco?si=jc0o3L0E_LfC40Tl