Skip to main content

“สังคมทำเช่นนี้กับคนตาบอดอยู่ตลอดเวลาคือ คนไม่รู้หรอกว่าทำอะไรได้หรือไม่ เขาพยายามจะหายใจแทนเรา คือเขาจะมาบอกเราว่าอันนี้มันปลอดภัย ซึ่งจริงๆ แล้วเขาจะรู้ได้ไงว่าปลอดภัยจริงหรือเปล่าสำหรับตัวคนตาบอด”

คนตาบอดเดินทางในที่สาธารณะได้อย่างไร พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าทางที่เดินข้างหน้ามีหลุม ป้ายจราจร หรือกระถางดอกไม้ พวกเขาก้าวขึ้นบันไดเลื่อนได้อย่างไร เขารู้ได้อย่างไรว่าต้องเดินถึงไหน แม้หลายคนทราบอยู่แล้วว่าคนตาบอดใช้ไม้เท้าขาวนำทาง แต่คำถามเหล่านี้ก็ยังอาจเป็นเรื่องน่าสงสัย

เราเดินเข้าไปในห้องเรียน O&M (Orientation and Mobility) เฟรดริก เค. ชโรเดอร์ กำลังแชร์เรื่องราวของตัวเองให้กับผู้เข้าร่วมฟัง ว่าทำอย่างไรเมื่อคนตาบอดเดินเข้าไปในห้องประชุมและมองหาเก้าอี้ที่ว่างเปล่าเพื่อนั่ง เขาแลกเปลี่ยนถึงวิธีการในการถือไม้เท้าและถือถาดอาหารด้วยตัวเอง เขาเน้นย้ำถึงการพึ่งพาตัวเองเพื่อให้เห็นว่าคนตาบอดก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้

ภาพการเรียนการสอนโดย เฟรดริก เค. ชโรเดอร์

เฟรดริก เค. ชโรเดอร์ เป็นผู้นำระดับชาติและนานาชาติในด้านคนตาบอด ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 เขาเป็นสมาชิกของคณะผู้แทนจากสหภาพคนตาบอดโลก ทำงานพัฒนาอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาคนตาบอดและความพิการในสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งผู้นำหลายตำแหน่ง วันนี้เขามาเล่าถึงการใช้ชีวิตของคนตาบอดอย่างอิสระให้เราฟัง และชวนถอดบทเรียนถึงเรื่องราวของคนตาบอดในวิชา Orientation and Mobility ที่เน้นให้คนตาบอดเข้าใจถึง  Structured Discovery

ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการสอนเรื่องการหาที่นั่งให้คนตาบอดได้ไหม


เฟรดริก: เทคนิคที่ใช้สอนคนตาบอดให้เดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเองนั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา ระดับพื้นฐานที่สุดคือการใช้ไม้เท้าเพื่อป้องกันการชนหรือการตกจากพื้นที่ต่างระดับ นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการปรับใช้เทคนิคต่างๆ ในการใช้ไม้เท้าเดินทาง เช่น การเข้าออกจากลิฟต์

เทคนิคการใช้ไม้เท้ามีความสำคัญอย่างไร?


เทคนิคการใช้ไม้เท้าไม่ใช่ทุกสิ่ง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างคือการคำนึงถึงในเชิงสังคมด้วย เช่น เวลาเข้าไปในลิฟต์ ก็ต้องสำรวจให้มั่นใจว่าจะไม่ชนกับใคร เดินเข้าไปแล้วก็ต้องกลับตัว ไม่ใช่หันหน้าเข้าข้างหลังลิฟต์ หรือไม่ยืนติดกับคนที่อยู่ข้าง ๆ อาจจะต้องมีช่องว่างนิดนึงที่คนทั่วไปเขาใช้กัน

ภาพการเรียนการสอนโดย เฟรดริก เค. ชโรเดอร์

 

อะไรคือข้อจำกัดที่สำคัญของคนตาบอด?


ข้อจำกัดสำหรับคนตาบอดคือเรื่องของ ความกลัว และ การขาดซึ่งประสบการณ์ คนที่เพิ่งตาบอดมักจะคิดถึงข้อจำกัดของตัวเองก่อนจะคิดไปถึงข้อจำกัดที่ทำไม่ได้

คนตาบอดมักจะคิดว่า "ไม่รู้ว่าจะกดปุ่มไหนดี ไม่รู้ว่าถึงชั้นไหนแล้วเวลาเข้าลิฟต์" ก็เลยรู้สึกไม่อยากทำอะไร ก็เลยเป็น passive คืออยู่นิ่ง ๆ และไม่ได้เป็นคน active ส่วนใหญ่มักจะไปกับพนักงานโรงแรม แล้วพนักงานก็กดลิฟต์ให้ ซึ่งมันเป็นการ ย้ำว่าคนตาบอดทำอะไรเองไม่ได้ จำเป็นจะต้องมีคนช่วย

อีกตัวอย่างคือการชงกาแฟเอง ถ้าคนตาบอดไปชงกาแฟเอง การเทน้ำครั้งแรก บางทีอาจจะหก ก็เลยรู้สึกว่าทำไม่ได้ สิ่งที่เราควรทำคือบอกเขาว่า "คุณทำน้ำหก" แล้วให้เขาคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่น ให้ถือแก้วไว้เหนืออ่าง เพื่อเวลาน้ำหกจะได้ไม่เลอะเคาน์เตอร์ แม้ไม่ใช่เป็นวิธีการที่คนตาบอดทั่วไปทำ แต่เพื่อให้รู้ว่าเขามีวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ภาพการเรียนการสอนโดย เฟรดริก เค. ชโรเดอร์

 

ในสหรัฐอเมริกา มีกระบวนการเรียนรู้ O&M อย่างไร?


ในประเทศอเมริกา ทุกรัฐจะมีหน่วยงานที่คอยฝึก O&M ให้ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และสอนเรื่องการดำรงชีวิตอิสระด้วย เช่น การชงชา ไม่ใช่เรื่องของ O&M แต่เป็นเรื่องของ Independent Living (IL) หรือการเตรียมอาหาร การซักผ้า การทำความสะอาดบ้าน ล้วนเป็นเรื่องของ IL ทั้งหมด

การฝึก O&M แบบ Structured Discovery มี 2 ส่วนคือ structure กับ discovery ในส่วนของ structure หมายถึงทักษะพื้นฐานหรือประสบการณ์เดิมที่คนนั้นมีอยู่ ส่วน Discovery คือการประยุกต์ใช้ทักษะที่มีอยู่ ค้นหาหรือประยุกต์ใช้กับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้

การสอนแบบเดิมคือสอนให้คนตาบอดเดินทางไปที่ต่าง ๆ เช่น จากบ้านไปป้ายรถเมล์ ไปที่ทำงาน แต่จะไม่ต้องการให้ทำแบบเดิมๆ คือไปแล้วก็กลับตามเส้นทางเดิมที่เฉพาะเจาะจง

ภาพการเรียนการสอนโดย เฟรดริก เค. ชโรเดอร์

Structured Discovery เป็นอย่างไร?


ถ้าเป็นแบบเดิม เวลาไปเรียนที่มหาวิทยาลัย จะสอนว่าเรียนห้องไหนก็พาไปห้องนั้น แต่ถ้าเป็น Structured Discovery จะให้สำรวจเองเลย ให้ไปสำรวจเองว่าไปห้องไหนได้บ้าง เพื่อให้คนตาบอดรู้สึกว่าสามารถ ควบคุมชีวิตตัวเองได้ เราไม่ต้องการให้คนตาบอดกลัว

และคนควรจะรู้สึกรับผิดชอบตัวเองได้ ถ้าไปที่ห้องอาหารแล้วหลงทาง บางคนอาจจะนั่งในห้องเฉย ๆ แล้วเรียกให้คนมาส่งแทน แต่เราต้องการให้คนมีความมั่นใจ และมีทักษะในการไปไหนมาไหนได้

ถ้าคนอื่นมองว่ามันอันตรายหรือไม่ปลอดภัยล่ะ?


มันเป็นเรื่องของมิติทางด้านสังคม ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น ก็จะรู้ว่าวิธีไหนเวิร์ค

เวลาผมเข้าโรงแรม จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเปิดประตูให้ ผมรู้ว่าเขาตั้งใจดี แต่ผมก็จะบอกว่า "ผมมาอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วัน รู้แล้วว่าห้องอยู่ตรงไหน"

หรืออีกครั้งนึง ผมเคยพักโรงแรมในฟิลิปปินส์ แล้วมีพื้นที่ให้สูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ สระว่ายน้ำ เจ้าหน้าที่โรงแรมไม่อยากให้ผมเดินไปเอง เพราะกลัวว่าจะตกสระว่ายน้ำ แต่ผมบอกว่าผมไม่ตกหรอก เพราะใช้ไม้เท้าอยู่

ถ้าพักแค่คืนเดียว ผมก็จะให้เจ้าหน้าที่พาไป เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าช่วยผมไม่ได้ เวลาเสร็จจากการสูบบุหรี่ ผมก็จะเดินไปที่ประตู แล้วกลับเข้าไปในโรงแรมได้ แต่คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ เวลาเจ้าหน้าที่พาไปที่สูบบุหรี่ แล้วเจ้าหน้าที่เดินกลับไป ตอนนั้นแหละคนตาบอดจะรู้สึกว่าเราไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้

บทบาทของครูฝึก O&M ในอเมริกาเป็นอย่างไร?


ค่อนข้างจะคล้ายกับที่อื่นวิธี Structure Discovery บทบาทของผู้สอนคือให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ที่เพียงพอ เพื่อที่จะมีความมั่นใจความสามารถในการเดินทางไปได้ด้วยตัวเอง

ผู้สอนส่วนมากเป็นคนตาดี?


ในอดีตมีข้อถกเถียงว่าคนตาบอดจะสามารถเป็นครูฝึก O&M ได้อย่างไร? เพราะว่าอาชีพนี้ต้องรับผิดชอบในการปกป้องคนตาบอด เขาก็จะคิดกันว่าเพราะผมมองไม่เห็น ก็เลยคิดไปเลยว่าไม่สามารถที่จะดูแลปกป้องเด็กนักเรียนได้ แต่ความคิดนี้ก็เปลี่ยนไป

พอผมทำอะไรที่แตกต่างจากคนตาดีทั่วไป จะมีความลำเอียงว่าคนตาบอดสอนไม่ได้ สอนไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความปลอดภัย ถ้าผมสอนเด็กนักเรียนขึ้นบันได แล้วเด็กเกิดล้มขึ้นมา คนก็จะคิดว่าผมจะไม่รู้และไม่สามารถช่วยเหลือได้ อย่างไรก็ดีผมก็ต้องคิดถึงวิธีการต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อปกป้องนักเรียนของผมให้ปลอดภัย

ผมสอนมาหลายปี นักเรียนของผมก็ปลอดภัยดี แต่มีอยู่วันหนึ่ง ครู O&M ตาดีสอนนักเรียนอยู่ แล้วเด็กถูกรถชน ถ้าเป็นนักเรียนของผม คนก็จะพูดว่า "เห็นไหม คุณไม่สามารถที่จะปกป้องเด็กได้" แต่จะไม่มีใครบอกว่าคนตาดีสอนไม่ได้ แต่มันคืออุบัติเหตุ

การเป็นคนตาบอดสอน มีอะไรที่เห็นมากกว่าคนตาดีสอนไหม?


เป็นข้อสังเกตที่ดีมาก ตอนที่ผมอยู่คนเดียวเวลาเรียน แล้วมีสูตรการทำอาหารเป็นอักษรเบรลล์ เวลาทำกับข้าว มืออาจจะเปียก ผมเลยท่องสูตรอาหารแทนที่จะจับสูตร เพราะกลัวว่าสูตรจะเปื้อน แต่เพื่อนคนตาบอดบอกว่า เธอใส่สูตรอักษรเบรลล์เข้าไปในถุงซิปล็อก จะได้ไม่เปื้อน

มันต้องเริ่มด้วยความเชื่อมั่นก่อนว่าเราสามารถทำกับข้าวได้เอง ไม่มีใครมาสอนวิธีนี้หรอก มันเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหา

มีอะไรอยากจะแนะนำคนตาบอดที่กำลังจะเริ่มต้นใช้ชีวิตไหม?


ให้ไปคุย แลกเปลี่ยนกับคนตาบอดคนอื่น ๆ ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่เป็นการให้กำลังใจ

มีเด็กผู้หญิงตาบอดคนหนึ่งอยากเล่นโรลเลอร์เบลด เพื่อนที่ตาดีก็บอกว่า "เดี๋ยวจะลองไปดู โดยการลองไปที่ที่เราคุ้นเคย" แล้วเขาก็ไปคุยกัน แล้วเด็กผู้หญิงก็บอกว่า "เดี๋ยวจะเล่นโรลเลอร์เบลดไปด้วย ใช้ไม้เท้าที่ยาวกว่าปกติ เพราะมันไปเร็ว จะได้รู้"

คนตาบอดบางคนก็ไปกับคนตาดี แต่สิ่งที่สำคัญคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่มาปิดกั้นว่า "เธอทำไม่ได้หรอก"

ถ้าเราคิดว่าตัวเองเปราะบาง แบตในตัวเราก็จะแห้ง ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเหี่ยวแห้งเฉาตายในบ้าน

ทำไมคนตาบอดควรมีบทบาทนำในการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง?


การที่คนตาบอดมีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น อาจารย์มนเฑียรเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ท่านสามารถรวมกลุ่มคนและแลกเปลี่ยนเทคนิคต่างๆ ได้ เช่น การผลักดันด้านกฎหมาย เมื่อ 30 ปีที่แล้ว รัฐบาลจะมีการขายลอตเตอรี่ ซึ่งเป็นการตัดโอกาสด้านการทำมาหากินของคนตาบอด อาจารย์มนเฑียรได้เล่าให้ฟังว่า สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้มีการอดอาหารประท้วง

ถ้าไม่ทำร่วมกันจะเปลี่ยนกฎหมายของประเทศได้ไหม ค่อนข้างยาก ดังนั้น การที่ทำอะไรร่วมกัน เราจะเป็นตัวนำซึ่งการเปลี่ยนแปลงได้

การมีครูฝึก O&M ที่เป็นคนตาบอดจะช่วยอะไร?


การมีครูฝึก O&M ที่เป็นคนตาบอดจะช่วยให้สังคมไทยได้เห็นว่าคนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมกลับจากโตเกียว แล้วมีสามีภรรยาคู่หนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ภรรยานั่งถักผ้า ผมนั่งอยู่ทางเดิน สามีนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ผมถามว่าอยากจะมานั่งข้างๆ ภรรยาไหม ผมก็เลยสลับที่ให้ แต่แอร์โฮสเตสมาบอกว่า "คุณไม่สามารถที่จะแลกที่กับผู้โดยสารที่มีความต้องการพิเศษได้"

ผมรู้ว่าแอร์โฮสเตสมีความปรารถนาดี แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แอร์โฮสเตสบอกว่าเป็นเรื่องของความปลอดภัย ผมไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับความปลอดภัย ผมแค่ย้ายไปนั่งแถวหลัง 2 แถวถัดไปเอง ผมรู้สึกว่าแอร์โฮสเตสรู้สึกว่าผมเป็นคนที่เปราะบางมาก

แอร์โฮสเตสคุยกับผมว่า "มันไม่ใช่เพียงแค่คุณเป็นคนตาบอดนะ เพราะว่าดิฉันเองก็มีลูกเล็ก ๆ ที่จะต้องเดินทางคนเดียว" เหมือนเอาผมไปเปรียบเทียบกับเด็ก 8 ขวบ

สังคมทำเช่นนี้กับคนตาบอดอยู่ตลอดเวลาคือ คนไม่รู้หรอกว่าทำอะไรได้หรือไม่ เขาพยายามจะหายใจแทนเรา คือเขาจะมาบอกเราว่าอันนี้มันปลอดภัย ซึ่งจริงๆ แล้วเขาจะรู้ได้ไงว่าปลอดภัยจริงหรือเปล่าสำหรับตัวคนตาบอด

อีกตัวอย่างนึงคือมีเพื่อนเป็นคนตาบอด แล้วจะไปรับเด็กบุญธรรม แต่หน่วยงานมองว่าไม่ได้ เพราะมองไม่เห็นจะปกป้องเด็กได้อย่างไร มันน่าตลกที่เขารู้ได้อย่างไรว่าพ่อแม่ตาบอดจะไม่สามารถดูแลเด็กได้

คิดว่าการมีครูฝึก O&M ที่เป็นคนตาบอดจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไหม?
ใช่ แต่อาจจะค่อย ๆ เกิดขึ้น มันขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวทางด้านสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม

การมีครูตาบอดสอนคนตาบอดเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวอย่างให้สังคมได้เห็นว่าคนตาบอดใช้ชีวิตเป็นเหมือนคนทั่วๆ ไปในสังคมเราได้