Skip to main content

“ชีวิตหนูมันลำบาก หนูอยากมีค่าขนมไปโรงเรียน เวลาโรงเรียนพาไปเที่ยวต่างจังหวัด หนูไม่สามารถแบมือขอเงินพ่อแม่ได้เลย แต่ต้องเข้าไร่สับปะรดทำงานแลกเงิน จะได้มีเงินไปทัศนศึกษา พอเริ่มต้นมาแบบนี้ ทำให้ต้องดีดตัวเองขึ้นมาเพื่อหาทรัพยากรซัพพอร์ตครอบครัว”

ทันทีที่ชื่อ ขวัญ - ขวัญสุดา พวงกิจจา ถูกประกาศออกมาว่าเธอคือเหรียญแรกและเหรียญทองแดงแรกของนักกีฬาพาราลิมปิกไทย 2024 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสร้างเสียงยินดีโห่ร้องชื่นชม แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะถึงวันที่ทุกคนชื่นชมนั้น  ขวัญสุดาผ่านชีวิตแห่งบาดแผลและน้ำตาอะไรมาบ้างจากอุปสรรคในชีวิตและการฝึกซ้อมอันกดดันยาวนาน เรานั่งคุยกับเธอเพื่อชวนดูเบื้องลึกเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เกิดขึ้นไม่ว่าในแง่มุมไหน

IN PARTNERSHIP WITH SINGHA CORPORATION

#TEAMPARATHAI #SINGHA

อดีตของขวัญ

ขวัญ : เราเกิดในครอบครัวที่ยากจนมาก ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ไม่ได้มีบ้านอยู่เหมือนคนอื่น เราอยู่บ้านกระต๊อบในที่ของตา ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ และมีพ่อเป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว ส่วนแม่อยู่ที่บ้านดูแลลูกซึ่งก็คือขวัญอายุ 2 ขวบ และพี่สาวอายุ 4 ขวบ

ตอนที่เราอายุ 2 ขวบ แม่ไปอาบน้ำแล้วเอาเรานอนไว้ในเปลผูกกับต้นไม้สองฝั่ง มีผ้าคลุมไว้ ฝากพี่สาววัย 4 ขวบให้ดูเรา พี่สาวเห็นเราดิ้น ก็เลยหยิบตะเกียงน้ำมันโซล่า คล้ายๆ ตะเกียงพายุมาส่องดู แล้วตะเกียงก็หล่นใส่เปล น้ำมันก็หกใส่ผ้าห่ม กว่าไฟจะลุกท่วมต้นไม้ก็ต้องใช้เวลานาน จนบ้านตรงข้ามเห็นว่าสว่างโล่ เลยวิ่งมาดู เห็นพี่สาวขวัญนั่งร้องไห้ ตัวเราอยู่ในเปลที่ไฟกำลังลุก

หลังถูกช่วยออกจากเปล ก็ไปหาหมอในตัวจังหวัดก่อน เขาก็รับไม่ไหวจึงส่งมาที่ศิริราช ทีแรกไม่มีอวัยวะอะไรหลุดออกจากตัว มีแค่นิ้วที่หลุดออกไปเอง ไม่ได้เกิดจากการผ่าตัด ตอนแรกหมอจะตัดตั้งแต่หัวไหล่ แต่พ่อไม่ยอม อยากให้เก็บไว้จนกว่าจะรักษาไม่ได้แล้วจริงๆ โชคดีที่เราฟื้นตัวเร็ว

ตอนเกิดเหตุรู้สึกตัวลางๆ จำได้ชัดตอนอยู่ที่โรงพยาบาลมากกว่า เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความพิการขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี แม่ก็รถล้มเป็นอัมพาตครึ่งซีก หลังจากนั้นพ่อก็รับหน้าที่ดูแลแม่ พี่สาวและเรา ช่วงหลัง ยายก็มารับแม่ไปดูแล เพราะพ่อดูแลทั้งสามคนไม่ไหว

ประมาณ 8 ปีต่อมา ตอนพี่สาวอายุ 12 เขาโดนข่มขืนและฆ่า เนื่องจากทางเข้าหมู่บ้านค่อนข้างลึก อยู่ในป่า มีการค้าขายยาเสพติด เด็กวัยรุ่นผู้ชายแถวบ้านหลอกพี่สาวไปขายให้กับพ่อค้ายาในราคา 3,000 บาท สุดท้ายเขาก็ถูกขังไว้แล้วโดนฆ่าข่มขืนและฝังไว้ในทรายแถวคลอง กระทั่งพายุเข้า ศพจึงถูกน้ำซัดขึ้นมาริมคลองและมีคนไปเจอหลังจากพี่สาวหายไปราว 13 - 14 วัน ตอนนั้นคนที่หลอกพี่ไปโดนโทษจำคุกกว่า 20 ปี แต่ติดจริงๆ 5 - 6 ปี ส่วนคนที่ฆ่าศาลสั่งยกฟ้องเพราะไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ เราไม่มีเงินที่จะไปขออุทธรณ์ คดีก็เลยสิ้นสุดแค่นั้น

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากถีบตัวเองออกจากที่นั่น เราเห็นว่าคนพิการหลายคนเล่นกีฬาแล้วชีวิตดีขึ้น เราเลยพยายามเล่นกีฬา จนกระทั่งจบ ม.3 ก็ได้เจอกับโค้ชเทควันโดคนพิการทีมชาติไทย

ชีวิตหนูมันลำบาก หนูอยากมีค่าขนมไปโรงเรียน เวลาโรงเรียนพาไปเที่ยวต่างจังหวัด หนูไม่สามารถแบมือขอเงินพ่อแม่ได้เลย แต่ต้องเข้าไร่สับปะรดทำงานแลกเงิน จะได้มีเงินไปทัศนศึกษา พอเริ่มต้นมาแบบนี้ ทำให้ต้องดีดตัวเองขึ้นมาเพื่อหาทรัพยากรซัพพอร์ตครอบครัว

เข้าสู่วงการเทควันโด

ตอนแรกเราเรียนมัธยมปลายอยู่ในตัวอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนนั้นโค้ชไปมอบเหรียญให้กับนักกีฬาโรงเรียน และกำลังเริ่มต้นโครงการเทควันโดคนพิการทีมชาติ เราเองเป็นเด็กอายุ 17 ความพิการก็ตรงพอดี อายุก็ได้พอดี เขาก็เลยชักชวนว่าอยากมาเล่นเทควันโดคนพิการทีมชาติไหม แต่ตอนนั้นเราอยู่ไกลตัวเมือง ไม่รู้ด้วยว่าเทควันโดเป็นยังไง รู้แต่ว่าเป็นกีฬาต่อสู้

แต่สิ่งที่จูงใจก็คือ ได้เป็นทีมชาติและได้เงินเดือน แต่เราก็ยังตัดสินใจเองไม่ได้เลยบอกโค้ชว่าอยากไป แต่ให้ไปขอพ่อให้หน่อยเพราะทุกอย่างต้องผ่านพ่อ โค้ชก็ไปที่บ้านเพื่อคุยกับพ่อว่าจะพาลูกไปซ้อมกีฬา อาจจะต้องไปอยู่ประจำกับเขาและมีเงินเดือนให้ด้วย อนาคตก็อาจจะได้เป็นทีมชาติ พ่อเห็นว่าไม่ได้อันตรายอะไรก็เลยให้มา

ก่อนจะเจอโค้ชเราก็ไปโรงเรียนเช้าเย็นกลับด้วยรถตู้จากบ้าน 2 ชั่วโมง หลังจากเริ่มเล่นเทควันโด วันจันทร์ อังคาร พุธก็เรียนปกติ แต่เย็นวันพุธต้องนั่งรถตู้จากหน้าโรงเรียนประมาณ 2 ชั่วโมง ไปลงที่ตัวจังหวัดประจวบฯ ที่ที่นักกีฬาเทควันโดคนอื่นๆ เก็บตัวอยู่ เย็นวันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เราก็ทำหน้าที่ซ้อมเทควันโด วนอยู่แบบนี้จนจบ ม.6

ช่วงแรกๆ เราเป็นเด็กฝึก ถึงแม้เราจะซ้อม 2 เดือนเท่ากับพี่ๆ แต่เพราะต้องเรียนไปด้วยก็เลยซ้อมได้ไม่เต็มเวลา หากย้ายมาเรียนใกล้ๆ ก็ต้องซ้ำชั้น เราเลยไม่อยากเสียเวลา ถึงแม้ช่วงนั้นจะเหนื่อยมาก ท้อมาก แต่ก็ขอให้ได้เรียนเพราะไม่แน่ใจว่าเทควันโดจะไปได้ไกลแค่ไหน

เล่นเทควันโดวันแรก

ท้อมาก ตอนเด็กๆ เราไม่ค่อยเล่นกีฬาเพราะฝังใจสมัยเรียนประถม พอถึงคาบพละศึกษา เพื่อนๆ คนอื่นจะดีใจแต่เราเศร้า คุณครูไม่ค่อยให้เล่นเนื่องจากกลัวว่าเราจะบาดเจ็บจากมือที่มีไม่ครบ เวลาเพื่อนเล่นบาส วอลเลย์บอล ต้องชิงบอล ครูก็กลัวว่าเราจะสะดุดล้มโดนแขน จึงให้เราเป็นคนนับแต้มบ้าง เป็นกองเชียร์บ้าง

ถึงแม้ตอนนั้นเราจะบอกครูว่า อยากเล่น แต่ก็ไม่ได้ลงไปเล่นสักที เลยฝังใจ ทำให้ไม่ค่อยชอบกีฬาเท่าไหร่ ช่วง ม.ปลาย เคยลงกรีฑาทั้งที่วิ่งไม่ได้เรื่อง แต่เพราะไม่อยากเรียนคาบนั้นๆ แต่พอซ้อมเทควันโด ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย ที่นี่เป็นแคมป์สำหรับฝึกนักกีฬา ทุกอย่างเข้มขึ้น วันหนึ่งวิ่งเป็น 10 รอบ จนช่วงแรกท้อและเหนื่อยมาก

ด้วยความเป็นเด็กตัวเล็ก เวลาลงซ้อมสู้กันแล้วโดนพี่ๆ เตะทุกวัน บางทีก็ปากแตก บางทีก็เลือดออก แขนซ้น จนรู้สึกเหนื่อยมาก ไม่เอาแล้ว แต่โค้ชก็บอกอีกหน่อยและคอยให้กำลังใจเพราะเราเป็นน้องเล็กสุดในทีม ถึงจะนิ้วซ้น ปากแตก แต่พอเลิกซ้อม พี่ๆ ก็เลี้ยงขนม พาไปเที่ยว

เมื่อก่อนเราเป็นคนขี้อาย ใส่เสื้อแขนยาวปิดแขนไว้ตลอดตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่โดนล้อว่าไอ้ด้วน ไอ้ปลัดขิก พอเริ่มเป็นวัยรุ่นก็ไม่อยากให้เพศตรงข้ามมองว่าเป็นคนพิการ แต่ขนาดใส่แขนยาวก็ยังโดนมองตลอด จนมาเล่นเทควันโดแล้วได้เห็นคนพิการคนอื่นที่โรงเรียนมหาไถ่ พัทยา เขานั่งวีลแชร์ตีแบดมินตันได้ เล่นบาสเกตบอลได้ เลยรู้สึกว่าทำไมเราต้องอาย หลังจากนั้นก็เลิกใส่เสื้อแขนยาวเลย

แข่งขันต่างประเทศครั้งแรก

ครั้งแรกเราแข่งที่เวียดนาม เตะเขาอยู่ 7 ครั้งแต่แพ้หลังซ้อมมาเยอะมากจนทำให้ถอดใจ บอกโค้ชว่า หนูไม่เอาแล้ว ไม่อยากเล่นแล้ว คงไม่เหมาะกับเราเพราะทำไม่ได้เลย โค้ชเงียบไปพักหนึ่ง เขาก็คงจะเสียใจ แต่ส่วนลึกๆ เขาเข้าใจและบอกเราว่า โค้ชขอครั้งสุดท้ายแล้วกัน ไปแข่งที่เกาหลี โคเรียโอเพ่นปี 2018 ถ้าทำไม่ได้หรือถ้าแพ้ หรือถ้าใจไม่เอาแล้วเขาก็ไม่บังคับ

หลังจากนั้นเราซ้อมอีกเดือนหนึ่งที่อำเภอที่เรียนอยู่ โค้ชที่ยิมเป็นผู้หญิงเลยค่อนข้างสนิทกัน สุดท้ายไปแข่งที่เกาหลี รอบแรกเจอกับรัสเซีย เขาตัวสูงมาก เตะกันไปเตะกันมาก็พลิกชนะ พอไปถึงรอบชิงไปเจอคนเดียวกับที่แพ้ที่เวียดนามรอบก่อน

ย้อนไปวันที่ถึงเกาหลี เราทำเงินหาย 3,000 บาท ก่อนลงสนามโค้ชบอกว่า ถ้าชนะคู่นี้โค้ชจะเอาเงินของเขาทดแทนเงินที่หายไป ตอนนั้นก็คิดว่าต้องชนะ กระทั่งเตะกันจนครบเวลา ผลออกมาเสมอกัน พอต่อเวลาหนึ่งนาที เราเตะเข้าก่อนเฉยเลย ก็เลยชนะแบบงงๆ เสร็จแล้วก็รับเหรียญทองเหรียญแรก และได้รู้ว่าคนที่ชนะคือมือหนึ่งของโลกด้วย

โค้ชไม่บอกว่าเป็นมือหนึ่งของโลกเพราะกลัวกดดันเรา หลังจากชนะโค้ชก็บอกว่าขอให้เราซ้อมเทควันโดอีกหนึ่งปี ถ้ายังไม่ชอบก็จะไม่ตอแยอีก เราเลยตอบว่าขอคิดอีกที ทั้งทีตอนแรกคิดว่าจะเลิกเล่นแล้วแต่พอเห็นว่าก็ทำได้ ลองอีกหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร หลังจากนั้นประมาณ 3 - 4 เดือน เราก็ได้แชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นน้ำหนัก 49 กิโลกรัม ที่ตุรกี

ก้าวสู่พาราลิมปิก

หลังได้เป็นแชมป์แล้ว เราเกิดความมั่นใจว่าทำได้ ตอนนั้นเราอยู่อันดับ 4 ของโลก เลยทำให้ติดพาราลิมปิกเกมส์ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นโดยอัตโนมัติ

เราไปด้วยความไม่คาดหวังเพราะยังเด็กอยู่ ตอนนั้นอายุ 19 และพาราลิมปิกถือเป็นจุดสูงสุดของนักกีฬา การได้เข้าร่วมนั้นยากมาก จนรู้สึกเป็นเกียรติและทุกอย่างตระการตาจนไม่ได้คิดถึงเหรียญ ตอนที่ลงสนามไม่ได้คาดหวังว่าต้องชนะ ลงแข่งคู่แรกชนะ คู่ที่สองแพ้มือวางอันดับ 2 ของโลกจากตุรกี ลงไปชิงเหรียญทองแดงอีก 3 คู่ คู่แรกชนะ คู่ที่สองก็ชนะ คู่ที่สามเข้าลุ้นชิงทองแดงจนมือไม้สั่นไปหมด

สุดท้ายโค้ชบอกคู่นี้อาจจะแพ้ก็ได้ แต่ขอให้ใช้ทุกลูกที่ซ้อมมาได้ไหม คำพูดของเขาปลดล็อกเราว่าแพ้ก็ได้ ขอแค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ความกดดันก็เลยหายไป ตอนนั้นชนะและได้เหรียญทองแดงที่โตเกียว โลกของขวัญสุดาก็สว่างขึ้นมาเลย พอกลับมาไทยเราก็เอาจริงเอาจังกับเทควันโดคนพิการ จนกดดันตัวเองทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องกีฬา เรื่องที่บ้านและเรื่องอดีตจนเป็นซึมเศร้าและลาออกจากเทควันโดเลย

ความกดดันสู่ซึมเศร้า

ตอนชนะเราก็แฮปปี้ แต่พอผ่านไปประมาณ 6 - 7 เดือน กลายเป็นเรากดดันตัวเองว่า ต้องได้เหรียญทองเท่านั้น กดดันทั้งจากสภาพแวดล้อมและความคาดหวังของคนอื่น บวกกับปัญหาที่บ้านที่จัดการไม่ได้ และเครียดเรื่องการฝึกงานที่อาจจะทำให้ต้องทิ้งเทควันโด ตอนนั้นเลยมีเรื่องให้คิดหลายเรื่อง

วันหนึ่งขับรถไปอยู่บนสะพาน วูบหนึ่งเราเกือบหักหัวรถลงไปจึงพาตัวเองไปหาหมอ พอเจอหน้าหมอเราก็ร้องไห้ทั้งๆ ที่ปกติไม่เคยร้องหนักขนาดนั้น สุดท้ายได้ยามากินและหมอบอกให้เพลาๆ สิ่งที่ทำอยู่ไปก่อน เลยตัดสินใจลาออกจากเทควันโดเพื่อขอไปพักก่อน

พอพ่อรู้เขาทรุดเลย เขาอยากให้อนาคตเราดี แต่เราเป็นคนไม่ค่อยเล่าเขาเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จนสุดท้ายได้นั่งคุยกันตอนสมาคมเรียกกลับไปเล่น เราเลยบอกว่าขอทำเท่าที่ไหว ช่วงที่ได้หายตัวไปก็ตกผลึกอะไรเหมือนกัน พอได้กลับมาอีกครั้งเราก็มาเก็บตัวที่กรุงเทพฯ สภาพแวดล้อม ทีมโค้ช พี่ๆ นักกีฬาอยู่ที่นี่ ก่อนหน้านี้เวลามีอะไรก็ชอบคิดคนเดียว แต่ตอนนี้ทุกคนช่วยกรอง ช่วยตัดสินใจ

คลาสของเทควันโดคนพิการ

มี 2 คลาส คือ K44 หรือขาดหนึ่งข้างและขาดสองข้างตั้งแต่ศอกลงมา และ  K41 คือ ขาดสองข้างตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงศอกหรือขาดหนึ่งข้างตั้งแต่หัวไหล่ลงมา แล้วก็แบ่งตามรุ่นน้ำหนัก ผู้หญิงมี 5 รุ่น ผู้ชายมี 5 รุ่น ผู้หญิงเริ่มตั้งแต่ไม่เกิน 47 ไม่เกิน 52 ไม่เกิน 57 ไม่เกิน 65 และ over

ความยากของเทควันโดคือเรื่องจิตใจและความฉลาด เพราะเทควันโดเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความพร้อมในวันที่แข่งค่อนข้างเยอะเนื่องจากเป็นกีฬาต่อสู้ และเป็นกีฬาที่แพ้แล้วแพ้เลย ถูกคัดออก ไม่มีสิทธิแก้ตัว ต้องเตะครั้งเดียวให้ชนะ ถ้าชนะก็ได้ไปต่อ ถ้าไม่ชนะก็คือแพ้เลย เป็นกีฬาที่เล่นได้รุ่นน้ำหนักเดียว อีเวนต์เดียว คำว่าต้องฉลาดหมายถึงต้องใช้ความไว ไหวพริบ ถ้าเขาเตะมาแบบนี้เราแก้แบบนี้ ร่างกายก็ต้องไวไปพร้อมกัน  การฝึกซ้อมก็ต้องถึง ถ้าฝึกซ้อมไม่ถึงคิดยังไงก็ทำไม่ได้ ดีที่มีโค้ชอยู่ข้างสนามตลอดเวลา คอยวางเกม และปิดข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น

บรรยากาศที่ปารีส

พาราลิมปิกครั้งนี้ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เราอยากไปแต่คิดว่าคงไม่ติดเพราะเราตกไปอยู่อันดับ 5 อาจเพราะหยุดเล่นไป ฝีมือเลยไม่นิ่ง แพ้บ้างชนะบ้าง เหมือนเริ่มทุกอย่างใหม่ เทคนิคของเทควันโดก็เพิ่มขึ้น เช่นเตะขาหน้า ซึ่งประเทศอิหร่านเป็นคนเริ่ม เราไม่มีเทคนิคแบบนั้นก็ต้องไปฝึกใหม่

สุดท้ายที่เอเชียนพาราเกมส์เราได้เหรียญทอง จึงขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของโลกอีกครั้ง และได้ไปพาราลิมปิกเกมส์โดยอัตโนมัติ หลังจบการคัดเลือกพาราลิมปิกแล้วก็ยังต้องวิ่งเก็บแรงกิ้งเพื่อวางคู่สายไม่ให้ไปเจอกับอิหร่านและเปรูในรอบแรกๆ ไม่งั้นอาจเสี่ยงตกรอบสูงในการจัดคู่แข่งที่ปารีส

ช่วงนั้นเราซ้อมหนักมาก ตอนแรกซ้อมกับคนไม่พิการ แต่ด้วยเทคนิคที่ต่างกันจึงแยกออกมาซ้อมที่สนามราชมังฯ และมีโค้ชผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ทั้งเฮดโค้ชที่เป็นคนเกาหลี และโค้ชคนไทย

เราค่อนข้างหวังกับปารีสเพราะรู้สึกว่าพร้อมที่สุด ถึงเวลาซ้อมเราซ้อม ตอนเช้าไปวิ่งลดน้ำหนัก ถึงเวลากลับไปพักก็นอนอย่างเดียว ไม่ออกไปเที่ยวไหน เราแข่งวันแรกวันที่ 28 เป็นวันแรกที่เปิดหมู่บ้าน แม้สนามใหญ่แต่ไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนที่โตเกียว รอบรองชนะเลิศที่แพ้อุซเบกิสถาน เราร้องไห้ออกไปเปลี่ยนเกราะแล้วก็กลับขึ้นมาเล่นต่อเลย ไม่มีเวลาได้พักได้เช็ดน้ำตา ตอนที่โบกมือให้ตอนถ่ายทอดสดก็ยังน้ำตาไหลอยู่ นักกีฬาอิหร่านเขาเห็นเราไม่พร้อม เขาก็มั่นใจว่าจะชนะเรา พอลงไปในสนามเราหมดความคาดหวังไปแล้วเพราะแพ้คู่ที่แล้วตอน 3 วินาทีสุดท้าย เลยไม่คาดหวังอะไรกับคู่ชิงทองแดง ถ้าไปย้อนดูช่วงแรกในสนามจะเห็นว่าเราเตะแบบไม่เอาอะไรเลย จนโค้ชหยุดเวลาเรียกเราลงมาแล้วดึงสติ บอกว่าเราทำได้ ทำไมไม่ทำ พอขึ้นไปอีกทีเรารู้สึกตัวว่าต้องเล่น ต้องทำ จนได้แต้มสี่เท่า

โค้ชก็บอกว่าทำดีแล้ว อย่าเปลี่ยนเกม ให้บี้ไว้แล้วเตะแรงๆ จนสุดท้ายเราชนะ ตอนกรรมการยกให้ฝั่งเราชนะ หน้ายังงงอยู่เลย ลึกๆ ข้างในทั้งที่ได้เหรียญแต่เราก็ยังเสียใจที่แพ้คู่ก่อนหน้านี้อยู่ บางคนอาจบอกว่าเราเป็นนักกีฬาที่ไม่ดี แต่เชื่อไหมว่าเราไม่ค่อยคิดว่าต้องเป็นนักกีฬาดีหรือไม่ดี เพราะสิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ทำให้พ่อแม่และครอบครัวที่บ้านไม่แย่ลงไปกว่านี้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่มีภาระแต่ตอนนี้แบกครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดว่าอะไร ถ้าสุดท้ายแล้วครอบครัวดีขึ้นเราก็ต้องทำ ที่เสียใจเพราะการแพ้ครั้งนี้ทำให้ครอบครัวเสี่ยง ถ้าได้เหรียญทองหากพ่อแม่ไม่สบายก็มีกำลังที่จะรักษา เราไม่ได้อยากรวยมาก ไม่ได้อยากมีฐานะที่ดีเทียบเท่าคนอื่น แต่อยากให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่น ตอนนั้นก็เลยเสียใจ

หลังจากนี้ทำงานหนักให้มากขึ้น

เพราะว่าความฝันเดียวของเราคืออยากปลดเกษียณออกจากการเป็นนักกีฬา แล้วไปดูแลพ่อแม่ที่บ้าน เพราะว่าเราไม่มีพี่น้อง ไม่มีใครให้พึ่งได้ ถ้าวันหนึ่งพ่อร่างกายทรุดโทรมจนกระทั่งหาข้าว หาน้ำกินเองไม่ได้ เราจะต้องเป็นคนที่กลับไปดูแล แต่ก็กังวลว่าจะทำยังไงให้มีทรัพยากรพอดูแลตัวเองกับครอบครัวได้

นอกจากนี้ก็อยากมีร้านอาหาร เราชอบทำกับข้าว การได้เหรียญทองจึงอาจเหมือนฝันที่จะได้เปิดร้านอาหารเล็กๆ มีเวลามากพอให้ทำ ไม่ต้องฝึกซ้อมและสามารถปลดเกษียณส่งต่อให้น้องๆ เล่นต่อได้

อะไรบ้างที่คนข้างนอกไม่รู้

คนปกติมองกีฬาคนพิการเป็นกีฬาคนพิการ สิ่งที่เราอยากให้สื่อออกไปก็คือ อยากให้เขาลองไม่มองว่าเป็นกีฬาคนพิการดู ให้มองว่าเป็นกีฬาทั่วไป มองข้ามจุดบกพร่องเหมือนเชียร์กีฬาทั่วไป แล้วจะเห็นเสน่ห์ของกีฬาคนพิการ เพราะกีฬาคนพิการไม่ใช่แค่ต้องใช้ความสามารถ แต่ต้องข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ยากกว่าความเป็นเลิศทางกีฬาคือการข้ามจุดบกพร่องของตัวเอง หากตัดความพิการแล้วเหลือแค่กีฬา เมื่อนั้นจะรู้สึกทัชใจ

ที่ผ่านมาสิงห์ซัพพอร์ตเยอะ เราเป็นนักกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะอยู่ประจวบฯ แต่พอมีโอกาสได้มากินข้าวกับคุณจุตินันท์ (ภิรมย์ภักดี) ทำให้รู้สึกว่า มีคนสนใจและมีผู้ใหญ่ที่ให้กำลังใจเรา และสนับสนุนเงิน น้ำดื่ม มาตลอด จนมาพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ลูกคุณจุตินันท์ (ร.ท.ณัยณพ ภิรมย์ภักดี) หรือที่เราเรียกว่า “นาย” มาดูเราฝึกซ้อม กระทั่งบินไปฝรั่งเศส วันลงแข่งนายก็มาดู ตอนนั้นตื่นเต้น ตกใจ และรู้สึกมีแรงเวลาเห็นคนให้ความสำคัญกับเรา รู้สึกว่าเขาคาดหวังในตัวเราแม้เห็นว่าเราแพ้แต่เขาก็ยังอยู่ จนชนะได้เหรียญทองแดงนายก็ยังอยู่ เรียกว่าเสี้ยวเวลาที่เราหมดความเชื่อถือในตัวเองแล้ว นายก็ยังอยู่ จนกลับไทยมางานเลี้ยงต้อนรับของสิงห์ นายก็เดินเข้ามาตบไหล่บอกว่าดูอยู่ สุดยอดแล้ว คราวหน้าคิดว่าคุณทำได้ สำหรับเราเราคิดว่าเขาไม่ได้โฟกัสว่าใครจะได้เหรียญไม่ได้เหรียญ ถึงจะบกพร่องแต่ทุกคนสุดยอดแล้วในวันนั้น ทุกคนเป็นครอบครัว

นอกจากสิงห์แล้ว คนที่เราอยากขอบคุณคือสมาคมกีฬาคนพิการ พี่ไมตรี คงเรือง เขาดูแลนักกีฬาทุกคนดีมาก ไม่แบ่งว่าใครได้เหรียญไม่ได้เหรียญ แต่ดูแลทุกคน อีกคนที่อยากให้เครดิตคือ ทีมโค้ชชุดปัจจุบันเพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากนักกีฬาคนเดียว ส่วนมากคนจะโฟกัสที่ว่า นักกีฬาคนนี้ดังและได้เหรียญ แต่ทุกคนลืมโฟกัสทีมโค้ชที่ทุ่มเทไปด้วยกัน ทีมโค้ชของเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยโค้ชหรือโค้ชใหญ่ ยองแพคยู ไม่ค่อยมีใครมองเห็น ทั้งที่ทุกคนทำงานหนักเพื่อเรา เขาเป็นบุคคลที่สำคัญมากในชีวิตและทำให้เราได้เหรียญในวันนี้