ท่ามกลางเสียงชื่นชมไม่น้อยหลังการฉายภาพยนตร์เรื่อง “วิมานหนาม” บนฐานความรัก ความสำคัญอันสลับซับซ้อน หลังการเสียชีวิตของ “เสก”ในสวนทุเรียนที่ฟูมฟักร่วมกันมากับ “ทองคำ” พวกเขาอยู่กินกันใน สังคมที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเพศที่หลากหลาย ไร้สมรสเท่าเทียม ความขัดแย้งบนทรัพย์สินที่ทุกคนก็ต่างอ้างสิทธิและมีสิทธิอย่าง “แม่”และ “โหม๋” ทำให้เราเห็นถึงฐานความสำคัญ ความขัดแย้ง และความยุติธรรมที่เทาๆ
นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นคือตัวละครของแม่ที่มีความพิการมาก่อนหน้า เธอเองคงสถานะบทบาททั้งผู้ถูกกดขี่ ผู้มีอำนาจ ผู้ใช้อำนาจ ตามช่วงเวลาและสถานะ เช่นเดียวกันคือโหม๋ ผู้ดูแลหรือ Caregiver ที่สถานะคลุมเครือและเลือนราง เราสนใจบทบาทและอำนาจของทั้งสองคนที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในฐานะคนพิการและผู้ดูแล สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นกับบ้านใดบ้านหนึ่ง ความรัก ความลำบากใจ น้อยใจ ท้อใจ คือสิ่งที่พวกเราเห็นและอยากชวนดูไปด้วยกัน
*** บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์***
โหม๋
โหม๋ หญิงสาวหน้าตาน่ารัก เปิดฉากมาด้วยการเก็บผักจากสวนไปขายผู้ที่รับซื้อ เราเห็นสถานะของเธอผ่านการเก็บผักที่คนคัดทิ้งเหล่านั้นมาทำอาหาร ก่อนที่แม่จะได้รับโทรศัพท์เรื้องอุบัติเหตุของลูกชายและนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด
หลังการเสียชีวิตของเสก แม่และโหม๋ได้ร้องขอทองคำเพื่อเข้ามาอยู่ในบ้าน เราจึงได้เห็นบทบาทของตัวโหม๋มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายตัวแม่ขึ้นลงรถ เฝ้าตอนอยู่โรงพยาบาล เข็นวีลแชร์เวลาเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหน แม้กระทั่งตอนที่มาถึงบ้านของทองคำและเสก ในตอนที่เลือกห้องนอน แม้โหม๋จะขอไปนอนอีกห้องหนึ่งเพื่อแยกตัว แต่แม่กลับขอให้อยู่ในห้องเดียวกันเพื่อที่จะเรียกใช้งานได้ โหม๋จึงหยิบที่นอนมากลางวางปลายเตียง สิ่งเหล่านี้สะท้อนบทบาท และความใกล้ชิดในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างโหม๋และแม่เป็นอย่างดี
ความสัมพันธ์
ช่วงหนึ่ง ฉี่ของแม่ซึมไหลออกมาบนเตียง พร้อมกับเสียงของเรียกโหม๋ให้เข้ามาช่วยเช็ดฉี่ หลังบทสนทนาสำคัญส่วนหนึ่งของเรื่องแม่ที่พิการจากตกเพราะเก็บผักขายเล่าให้ฟัง
ฉากนี้เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของผ้าผืนเก่าผืนหนึ่ง เมื่อโหม๋เดินเข้ามาพลิกตัวแม่และหยิบผ้าผืนเก่าสีชมพูอ่อนซับบริเวณด้านหลังของแม่ หากสังเกตในฉากห้องนอนก็จะเห็นผ้าสีชมพูผืนเก่าวางอยู่ปลายเตียงอีกหลายครั้งในภาพยนตร์
อีกหนึ่งเครื่องหมายความพิการในเรื่องของตัวละครคือรถวีลแชร์สภาพเก่าที่เราเห็นตั้งแต่ต้นเรื่องคล้ายกับเก้าอี้ที่ดัดแปลงสภาพให้มีล้อและที่เข็นด้านหลัง ตัวคนนั่งไม่สามารถเข็นได้ด้วยตัวเองจึงต้องมีผู้ช่วยในการเข็น ในฉากที่ทองคำซื้อวีลแชร์ไฟฟ้าคันใหม่ให้แม่ จึงได้รู้ว่าโหม๋เข็นรถคันเก่าให้แม่มาแล้ว 20 ปี แถมยังแซวกันด้วยว่าให้โหม๋เก็บไว้เป็นที่ระลึก การพูดถึงโหม๋เป็นคนนอกครอบครัวหลังการซื้อรถวีลแชร์คันใหม่เรา ทำให้เราเห็นโหม๋กับวีลแชร์คันเก่ายืนอยู่ข้างกันโดยสภาพที่โกรธแค้น ยื่นเหม่อ เธอและวีลแชร์คันนั้นต่างเป็นของต่างในความรู้สึกกันและกัน
อีกฉากหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับโหม๋ที่มีความทับซ้อนกันมากกว่าผู้ช่วยดูแลก็คือการที่แม่ฉี่บนที่นอน และเรียกโหม๋ให้เข้ามาทำความสะอาด ขณะที่โหม๋อยู่ในห้องน้ำ แกล้งเปิดน้ำให้เหมือนอาบน้ำและไม่ได้ยินเสียงเรียกเพราะไม่อยากออกมา แม้จะมีทองคำเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือแทน แต่แม่ก็ยังยืนยันว่าต้องเป็นโหม๋เท่านั้น ในทางหนึ่งก็อาจมองได้ว่า พอเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดและส่วนตัว แม้จะสนิทกับทองคำมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะทำเรื่องที่ใกล้ชิดและส่วนตัวอย่างการทำความสะอาดอุจจาระและปัสสาวะได้
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า ทำไมการดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุจึงทับซ้อนกับความรู้สึกและความสัมพันธ์ไม่น้อย การเมืองระหว่างบทบาทอำนาจของคนที่เป็นผู้ช่วยและคนถูกช่วยจึงชัดออกมาในสภาพอย่างที่เห็น
ความกดดัน
ช่วงสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และโหม๋มีปัญหากันหนักมากขึ้น ความกดดันและความรู้สึกไม่มั่นใจทำให้โหม๋พยายามให้แม่รับตนเป็นลูกบุญธรรม
ในฉากหนึ่งของการขับรถผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอ โหม๋อยากให้แม่เข้าไปเซ็นรับตนเป็นลูกบุญธรรม โหม๋คะยั้นคะยอให้แม่ขับวีลแชร์เข้าไปทำเรื่อง จากเดิมที่จะไปไหนก็แค่เข็นแม่ไป แต่วีลแชร์คันนี้เป็นไฟฟ้า เมื่อแม่ไม่พอใจ แม่ก็กดสวิตช์เปิดปุ่มรถวีลแชร์และขับหนีตัวโหม๋ไป
หนึ่งในประเด็นที่คนทำงานด้านคนพิการมักพูดถึงอยู่เสมอคือเรื่องความสัมพันธ์ของการให้คนในบ้านหรือคนใกล้ชิดเป็นผู้ดูแล หลายครั้งเมื่อต้องตัดสินใจ คนพิการหรือผู้สูงอายุก็ต้องคล้อยตามผู้ดูแลในฐานะคนที่คอยช่วยเหลือ การทับซ้อนของความรู้สึกและผลประโยชน์เหล่านี้นำไปสู่ความขัดแย้งในหลายครั้ง ความกดดันในฐานะผู้ดูแล ความคาดหวัง ความเครียด และแน่นอนในกรณีของโหม๋ที่รู้สึกถูกผลักออกจากบ้าน
“อยู่บนเนินแบบนี้หนูก็อยากรู้ว่าไอ้รถเข็นไฟฟ้ามันจำเป็น มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีหนู”
หลังการทะเลาะกันอย่างหนักหน่วงด้วยความโกรธโหม๋ยกแม่ที่เดินไม่ได้ใส่ตะกร้าทุเรียนก่อนถีบรถวีลแชร์ลงหลุม บอกให้แม่เซ็นยกบ้านให้ แต่แม่ก็ไม่ยอม และขึ้นไปเก็บของใส่กระเป๋าตัวเองและทันทีที่ได้ยินเสียงแม่พูดว่าอย่าเอาอะไรของแม่ไป โหม๋เห็นเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือเสื้อเก่าตัวนั้นที่ใช้เช็ดฉี่ของแม่คือเสื้อของโหม๋เอง และเดินออกจากบ้านไป สุดท้ายแม่ก็เซ็นให้แต่ไม่ทันแล้ว โหม๋เดินออกไป ส่วนแม่ที่อยู่ในตะกร้าทุเรียนที่พยายามหยิบโทรศัพท์ก็พลัดตกเขาจนเสียชีวิต
ฉากสุดท้ายของความสัมพันธ์ระหว่างโหม๋และแม่คือภาพของแม่และวีลแชร์คันเก่าที่ถูกเผาไฟพร้อมกับสิ่งของรวมถึงสิ่งของที่สำคัญที่สุดอย่างผ้าเช็ดฉี่ผืนเก่าสีชมพูอ่อนที่ถูกโยนลงกองไฟอย่างตั้งใจ เป็นอันปิดฉากความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับโหม๋
ทางออก
คำถามที่สำคัญที่สุดคือเราจะทำอย่างไรได้บ้างบนความสัมพันธ์อันน่าอึดอัดเหล่านี้ ทั้งมุมของความอดทนของคนในฐานะ Caregiver ซึ่งหลายคนเป็นในฐานะ ลูก หลาน พ่อแม่ หรือญาติร่วม พวกเขาจะทำอย่างไร คนที่พาไปทำกายภาพ กินข้าว ดูแลขับถ่ายเช้าเย็น หากพวกเขาไม่มีทุนหรือญาติเพื่อแบ่งเบาหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ใครจะเป็นผู้แบก
ด้านคนพิการเองที่เดิมก็ลำบากใจจากการต้องรบกวนคนรอบข้างคอยช่วยจัดการเรื่องชีวิตประจำวัน การตัดสินใจในตามความต้องการของตน อิสระในการตัดสินใจชีวิตประจำวัน การไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ภาวะพึ่งพิงกับญาติหรือคนใกล้ตัว ยังไม่รวมประเด็นอำนาจ ทรัพย์สิน มรดก และความคิดความเชื่อที่คนพิการอาจมีไม่ตรงกับผู้ดูแล
เอาเข้าจริงแล้วทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้คือการมีระบบผู้ช่วยคนพิการที่ดี ผู้ช่วยคนพิการในที่นี้หมายถึงคนนอกที่จะเข้าไปทำงานแทนคนในบ้านที่ต้องดูแลคนพิการ ผู้ช่วยคนพิการจะคอยสนับสนุนชีวิตประจำวันของคนพิการไม่ว่าเขาจะอยากใส่เสื้อตัวไหน กินข้าวกับอะไร อุจจาระหรือปัสสาวะกี่ครั้ง ผู้ช่วยคนพิการก็จะสนับสนุน หากในสถานการณ์ของโหม๋และแม่มีผู้ช่วยคนพิการก็จะลดความตึงเครียดและกดดันระหว่างทั้งสองฝ่าย
แต่ในไทยสถานการณ์ก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้นระบบผู้ช่วยคนพิการในไทยยังไม่แข็งแรงมากเพียงพอไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่ยังมีน้อย จากสถิติปี 2568 พบว่าในไทยมีจำนวนผู้ช่วยคนพิการ ตามรายงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจดแจ้งในระบบ 2054 คน คนพิการที่ได้รับบริการเพียง 8,070 คน สภาพความเป็นจริงเมื่อคุณโทรไปเพื่อขอผู้ช่วยคนพิการคุณก็จะไม่ได้รับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการติดตามรวมถึงคุณภาพมาตรฐานของการทำงานที่ยังคงไม่ชัดเจนจนไปถึงในระดับการผลิตที่ยังไม่ได้คนทำงานมากเพียงพอ จำนวนค่าแรงที่ไม่ได้มาก จึงขาดแรงจูงใจที่คนจะอยากมาทำในหน้าที่นี้
สิ่งหนึ่งที่มีความคล้ายกันระหว่างภาพยนตร์และโลกแห่งความเป็นจริงคือในหลายครั้งของสถานการณ์ความตึงเครียดมักพบจุดจบด้วยการทำร้ายร่างกายหรือการจบชีวิตทั้งสองฝ่ายนั่นก็เป็นผลจากความเครียดของการดูแลทั้งฝ่ายของคนดูแลและฝ่ายของคนพิการ ภายใต้ระบบที่ไม่มั่นคง ยังคงมีคนพิการและผู้สูงอายุติดเตียงจำนวนมากที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับแม่และโหม๋
ภายใต้นโยบายรัฐที่ยังขาดความใส่ใจ เราคงจะได้เห็นโศกนาฏกรรมแบบในภาพยนตร์อีกต่อไปเรื่อยๆ