วาเลนไทน์นี้ฉันโสด: คุยกับคนพิการโส้ดโสดเรื่องความรัก

2020-02-14 14:42

วาเลนไทน์นี้ใครโสดบ้าง
.
หลายปีที่ผ่านมา Thisable.me พาคุณไปพบกับคู่รักคนพิการหลายต่อหลายคู่ แต่ในปีนี้เราชวนคุณมาอ่านมุมมองความรักของคนพิการที่ยังโสด เพราะคนโสดไม่ใช่คนไม่มีประสบการณ์เรื่องความรัก พวกเขาคิดอย่างไรเวลามีคนบอกว่าคนพิการไม่มีความรักหรือรักแล้วต้องลำบาก มาอ่านกัน!

“ที่ผ่านมา ส่วนมากคนที่เข้ามาคุยจะเป็นแนวให้กำลังใจเราหรือไม่ก็คุยแนวปรึกษาปัญหาเขามากกว่า ในจำนวนนั้นมีน้อยคนมากที่คุยกันได้ทุกเรื่อง พอเจอคนแบบนั้นเราก็จะเริ่มรู้สึกดี เสพติดที่ได้คุยจนถึงประทับใจ เป็นแนวแอบชอบ เคยแอบชอบทั้งคนพิการและคนไม่พิการ ที่พีคสุดน่าจะเป็นการสารภาพความรู้สึกออกไป แต่ก็แห้ว ทำให้้จากที่เคยคุยกันก็ไม่เหมือนเดิม จนเลิกคุยกันไป หลังจากนั้นเราไม่คิดจะสารภาพความรู้สึกกับใครอีกเลย แม้แต่คนที่รู้สึกดีด้วยตอนนี้ก็ตาม

“ทุกครั้งที่รู้สึกชอบใครมากๆ ความรู้สึกนั้นกัดกินมาก เราโทษความพิการ โทษความไม่สวยของตัวเองไปแล้ว แล้วก็ย้อนมารู้สึกสงสารตัวเอง แต่ก็ยังเชื่อว่าคนพิการมีความรักได้ คนอื่นที่มองว่าเป็นคนพิการแล้วมีความรักไม่ได้หรอก ก็มองแบบตื้นเขินเกินไป ไม่รู้เขาคิดแบบนั้นด้วยความทะนุถนอม หรือหมิ่นแคลน คนพิการไม่ใช่สัญลักษณ์ความผ่องแผ้วหรือน่าสงสาร อย่าว่าแต่ความรักเลย คนพิการก็มีทั้งโลภ โกรธ หลง เหมือนมนุษย์ทุกคน

“เมื่อก่อนเคยพยายามตีความคำว่า ‘รัก’ จนได้ชอบใครจริงๆ ถึงรู้ว่ารักก็คือรักอะ ใช่ก็คือใช่ กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เคยมีไม่มีความหมายอีกต่อไป รักมันเกิดขึ้นแบบเรียบง่ายและสามัญ ไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่เพราะเราเองต้องมีผู้ช่วยคอยดูแลแทบจะตลอดเวลา คนที่จะเข้ามาก็ต้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของเรา และโอเคกับขีดจำกัดบางอย่างที่เขาต้องเจอ”

- แพรว

“ปัจจัยพื้นฐานในสังคมส่งผลต่อเรื่องความรัก อย่างเวลาจะไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าไปได้สะดวก เราก็สามารถไปเจอใครต่อใครหรือไปเจอแฟนโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเขาต้องมาดูแลเรา ”

“เราเคยเจอประสบการณ์ความรักที่ไม่ค่อยเวิร์ค สิ่งเหล่านี้เลยเป็นกำแพงกั้น จนเลือกที่จะอยู่ตรงนี้แล้วไม่เสียใจ ไม่รู้สึกแย่ กลายเป็นมีขอบเขตและไม่มีแฟ

“เรารู้สึกว่า พอนั่งวีลแชร์ทำให้การมีแฟนเป็นเรื่องยากขึ้น ไม่ใช่ว่าเราดูแลตัวเองไม่ได้ แต่หลายคนยังมีทัศนคติที่มองว่าหากคบคนที่นั่งวีลแชร์ ก็ต้องดูแลมากขึ้นกว่าคนปกติทั่วไป ความคิดนี้ทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเองและกลัวไปทุกอย่าง

“อีกแง่หนึ่ง เราก็มองว่าที่ไม่มีแฟนอาจเป็นเพราะเราปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากรับใครเข้ามาเพราะไม่อยากเสียใจ ไม่อยากที่จะต้องดูถูกตัวเอง หากวันหนึ่งต้องเลิกกันก็กลัวจะกลับไปคิดว่า เพราะเราเป็นแบบนี้หรือเปล่าเขาก็เลยเหนื่อยและไม่อยากอยู่กับเรา ทั้งที่จริงๆ ก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลนี้ทั้งหมด

“คนถามว่า เป็นคนพิการแล้วทำไมต้องพยายามเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความรัก เขามีสิทธิถามแบบนี้ กับเราแต่ไม่ควรนำมาเป็นบรรทัดฐานที่ใช้มองคนพิการ เราก็เป็นคนคนหนึ่ง เวลาเสียใจก็ร้องไห้ มีความสุขก็หัวเราะ แล้วมันแปลกตรงไหนที่จะมีความรัก เราก็คนเหมือนกัน

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยพื้นฐานในสังคมส่งผลต่อเรื่องความรัก อย่างเวลาจะไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าไปได้สะดวก เราก็สามารถไปเจอใครต่อใครหรือไปเจอแฟนโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเขาต้องมาดูแลเรา แต่พอบ้านเราไม่เอื้อ จะไปไหนสักที่ก็ต้องคิด MRT ก็ไม่ได้ BTS ก็ไม่ถึง แท็กซี่ก็ยังปฏิเสธอีก ก็กลายเป็นปัญหาเหมือนกัน ใครอยู่กับเราก็ต้องเหนื่อยขึ้น

“ตอนนี้ยังมีความสุข ไม่ได้ขาด ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ ถ้ามีใครสักคนก็อยากเดินไปด้วยกัน ไม่ทำให้เขาใช้ชีวิตลำบากขึ้นหรือไม่ทำให้ชีวิตเราแย่ลง ไม่ต้องเป็นแฟนก็ได้ แต่แค่ตอนนี้ยังไม่เจอ”

-เจินเจิน

“ผมไปไหนไม่ได้เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ที่เดิม แต่เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ผมยังเลือกที่จะเก็บโมเมนต์นั้นไว้”

“มีแฟนครั้งแรกตอนประมาณ ม.2 คบกันจนถึง ม.6 เขาเป็นรุ่นพี่เราหนึ่งปี เราเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่มารู้จักกันตอนไปค่ายวิทยาศาสตร์ สมัยก่อนผมเป็นพวกไม่ค่อยเข้าหาคน เธอเข้ามาทักก่อน จากนั้นเลยได้มีโอกาสคุยกัน ตอนนั้นเรายังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าแฟน รู้แค่ว่าไปกินข้าว เดินด้วยกัน ดูแลกันแค่นั้น ช่วงหลังเราติดเพื่อนมากขึ้น ไปเรียนพิเศษจนให้เวลาเขาน้อย ยิ่งช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งแทบไม่ได้เจอ

“เขาไปเจอคนใหม่ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ความรู้สึก ณ ตอนนั้นเหมือนเป็นยุคเสื่อมสลายของความรัก ผมก็ไม่ได้โทษเธอเลยเพราะตัวเองไม่ได้เป็นแฟนที่ดีเหมือนกัน แม้จะไปเรียนที่เดียวกัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกันอีก”

“ตอนอยู่มหาวิทยาลัยผมไม่มีใคร อาจคิดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เป็นตัวของตัวเอง ถึงผมตาบอดแต่ผมก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบมองไม่เห็น ผมเป็นคนที่ไปในที่ที่อยากจะไป แต่จริงๆ แล้วผมชอบผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถไปต่อด้วยกันได้ เธอเป็นเพื่อนในคณะ เป็นคนที่ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อยู่ด้วยแล้วรู้สึกเย็นลงและสบายใจ”

“ผมบอกชอบเธอตอนปี 3 เธอก็เริ่มเฟดตัวออกไป ผมก็เดาออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเธอไม่ได้ชอบผม แต่ก็ยังเลือกจะบอกเพราะคิดว่าเธอควรรู้จากผมตรงๆ ในวันนั้นเธอบอกว่าเธอก็รู้ แต่ผมยังไม่ใช่ หลังจากนั้นเราไม่เคยพูดเรื่องนี้กันอีกเลย แต่ยังเป็นเพื่อนที่คุยกันทุกวัน มีแต่ผมที่ยังมูฟออนไม่ได้ ผมไปไหนไม่ได้เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ที่เดิม แต่เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ผมยังเลือกที่จะเก็บโมเมนต์นั้นไว้”

“ตอนนี้ผมเริ่มคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เรารู้จักกันตั้งแต่ปี1 เธอเป็นอีกคนที่ผมรู้สึกว่า เป็นความสบายใจ ผมเตรียมดอกไม้ให้เธอแล้วด้วยในวันวาเลนไทน์นี้”

- แมว

“ความรักเป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย สื่อไทยพยายามสร้างให้คนพิการเป็นคนน่าสงสาร เป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ก็เป็นบทลองใจ เช่น แกล้งเป็นคนพิการ”

“ตอนบอกเลิกเราไม่ได้รู้สึกเสียใจขนาดนั้น มีนิดนึงเหมือนเสียใจตามมารยาท ถ้าไม่เสียใจเลยก็จะดูใจร้ายเกินไป

“เรารู้จักกับแฟนเก่าผ่านโชเชียลมีเดีย เขาก็ดีนะ แต่ที่เลิกกันก็มีหลายเหตุผล เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะเราไม่รักแล้วและรู้สึกว่าต้องการพื้นที่ส่วนตัว แถมระยะทางก็ไกลกันด้วย คนเราเปลี่ยนไปตลอดเวลาและเราไม่ได้มีเวลาคุยกันตลอด เท่าที่อ่านเจอมา เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคู่รัก อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งพูดถึงสารเคมีในสมอง แต่ตอนนั้นเรากลับเลือกที่จะตัดเค้าออกไปเลย โดยให้เหตุผลว่า อยากจะไปทำอย่างอื่น อยากอ่านหนังสือ อยากทำงานและไม่อยากเสียเวลา 5 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงเพื่อโทรคุยกัน

“จริงๆ แล้วตอนนั้นถ้าเราไม่มีเวลาก็น่าจะบอกเขาได้ แต่เราขี้เกียจอธิบายและมีพื้นที่ส่วนตัวสูงในระดับหนึ่ง เคยไล่เขากลับบ้านด้วยโดยบอกว่า “เธอเหนื่อยแล้ว เธอกลับไปพักเถอะ” เพราะเราอยากดูซีรีย์เกาหลีแบบตั้งสมาธิ ไม่อยากให้ใครมาพูดข้างหู ทั้งๆ ที่บอกเขาได้ว่าอย่ามาพูดข้างหูแต่เราก็ไม่อธิบาย

“เราอยากมีความรักอีกนะ ชอบตัวเองเวลามีความรัก แต่ไม่อยากเปลี่ยนตัวเองหรือให้ใครมาครอบครอง ความรักน่าเบื่อเวลาเกิดการครอบครอง ถึงแม้จะมีบางเรื่องที่เราไม่เคยยอมใครเลย แต่จะมีคนนั้นให้เรายอมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ”

“คนที่คิดว่าคนพิการไม่ควรมีความรักเรามองว่าเค้า ‘เสือก’ ถ้าเขามีสิทธิที่จะคิดแบบนั้น เราก็มีสิทธิด่า ความรักเป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย สื่อไทยพยายามสร้างให้คนพิการเป็นคนน่าสงสาร เป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ก็เป็นบทลองใจ เช่น แกล้งเป็นคนพิการ ซึ่งเป็นบทที่เปลี้ยมาก พอบทบาทของคนพิการในไทยถูกมองให้เป็นแบบนั้นเราจึงไม่อยากเรียกตัวเองเป็นคนพิการ ต่างกับในต่างประเทศที่นำเสนอคนพิการแบบเก่งๆ เท่ห์ๆ จึงสบายใจเวลาบอกใน Tinder ว่า ‘Hey,I’m disabled yeah” มากกว่า

- ดีวีดี

“คนพิการคือคนที่มีความบกพร่องบางอย่าง อาจมีข้อจำกัดทำให้การใช้ชีวิตลำบากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพิการไม่ควรมีความรัก พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และความต้องการ”

“เราชอบคนเก่ง เป็นผู้ใหญ่ การได้แอบชอบคนๆ นั้นทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ให้ได้สักเสี้ยวหนึ่งของเขา ความรักที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นความรักแบบแอบชอบ สำหรับเราคิดว่าสมหวังอยู่บ้างตรงที่เค้ามองเห็นว่าเราเก่งและพัฒนาขึ้นเพราะเค้า ถึงจะไม่ได้คบกัน ก็โอเคแล้ว

“ความรักมันก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ตามที่โชคชะตาจะให้เจอ ความรักสำหรับเราเป็นได้หลายอย่างมาก เป็นทั้งความสัมพันธ์ในรูปแบบของครอบครัว คนรัก เพื่อน ที่ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความรักที่ดีจะช่วยผลักดันให้เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้พัฒนาตัวเองต่อไป รวมไปถึงความรักที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น การรักศิลปิน ไอดอล หรือแม้แต่การได้ช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องเล็กๆน้อย

“เรามองว่าความพิการไม่ได้เป็นตัวกำหนดที่ทำให้ความรักไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่มองว่า เป็นเหมือนบททดสอบแรกของความรักที่จะเกิดขึ้น คนที่ตัดสินแค่ภายนอกก็จะมองผ่านไป ส่วนคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวเราเค้าก็จะเข้ามา เรามองว่า คนพิการคือคนที่มีความบกพร่องบางอย่าง อาจมีข้อจำกัดทำให้การใช้ชีวิตลำบากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพิการไม่ควรมีความรัก พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และความต้องการ

“วันไหนที่เราจะออกไปห้าง ไปเดินเล่น และอยากไปกับแค่คนคุย เราก็จะบอกกับคนดูแลว่า ‘ช่วยรอตรงนี้ก่อนได้มั้ย หรือกี่โมงค่อยมาเจอกันอีกทีเพราะเราอยากไปกับแค่คนคุยของเรา’ และเราว่าเค้าเข้าใจได้นะ ส่วนตอนนี้ก็ยังโสดอาจจะยังไม่เจอคนที่รู้สึกว่าใช่ เราก็เปิดใจมีคนที่คุยอยู่ แต่เค้ายังไม่ขอเป็นแฟน เป็นเศร้าเพราะไม่ทันวาเลนไทน์ปีนี้แล้ว

- เมย์