ในวันที่ฉันขึ้นสะพานลอยไม่ได้ | หลากบทเรียน ที่ฉันรู้จากผู้อื่น

2018-01-31 17:16

         ผมค่อยๆ เขยกเท้าขึ้นสะพานลอยแบบทุลักทุเล มันทั้งเจ็บและทรมาน แผลจากการเหยียบหินตอนไปทะเลมีครบทั้งสองข้าง เท้าแทบลงน้ำหนักเวลาเดินไม่ได้ ทั้งที่ไม่ได้มีใครเดินตามมา เรากลับกังวลว่า คนที่จะเดินตามมาเขาจะหาว่าเราเดินช้า ทั้งหมดเป็นความกังวลของตัวเองล้วนๆ ผมอยู่บนสะพานลอยเดิมที่รอบนี้ใช้เวลาเป็นสองเท่าในการเดินจากเวลาปกติ     

3

          สกายวอล์คอนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นจุดที่เรามาเดินบ่อย เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อเวลาจะเดินทางไปไหนสักแห่ง ยิ่งช่วงฝึกงานผมยิ่งใช้บ่อยมากขึ้น เริ่มรู้จักห้องน้ำ ร้านขนม ร้านคีบตุ๊กตาที่ซุกซ่อนอยู่ตามห้าง สกายวอล์คเป็นสะพานลอยที่เชื่อมระหว่างฝั่งต่างๆ รวมถึงห้างทั้งหลาย เราไม่เคยนึกถึงความลำบากในการใช้สะพานลอยมาก่อนจนกระทั่งครั้งนี้

         ทุกครั้งที่ขาเจ็บเรามักตั้งคำถามเวลาที่ต้องขึ้นสะพานลอยว่า รถข้างล่างมีสิทธิอะไร ทำไมเราต้องเป็นคนหลีกให้พวกเขา มีคนแก่ คนพิการ หรือคนที่ไม่สะดวกที่จะใช้สะพานลอยตั้งมากมาย ทำไมเราต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเพื่อให้รถยนต์เหล่านั้นขับได้เร็วสบายใจ เราอยากเดินตัดถนน อยากเสี่ยงไม่ข้ามสะพานลอย ก็ยังดีซะกว่าทรมานเดินเจ็บขาขึ้น โชคดีที่รู้สึกกลัวตายมากกว่าเลยไม่กล้าข้าม

1

          ผมได้รับภารกิจกับเพื่อนในกลุ่มให้สำรวจลิฟต์ของแต่ละสถานีบีทีเอสเพื่อรายงานในช่วงสถานการณ์การเรียกร้องให้สร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการที่ยังไม่คืบหน้านานกว่าสามปีแล้ว  จนปัจจุบันก็ยังมีหลายสถานีสร้างไม่ครบ ผมสำรวจเพื่อดูว่าแต่ละสถานีมีลิฟต์กี่ตัว ใช้ได้หรือไม่ ซึ่งนอกจากทีมงานแล้ว ยังมีพี่ ’สาลี่’ คนพิการนั่งวีลแชร์มาช่วยเราสำรวจ

        สถานีรถไฟฟ้ามีทางเข้าออกด้วยกันสี่ทาง สองข้างของถนน สมมติว่า ข้างใดข้างหนึ่งดันไม่มีลิฟต์ คนที่ต้องใช้ลิฟต์อาจต้องขึ้นรถไปลงสถานีต่อไปที่มีลิฟต์หรือไม่ก็นั่งไปลงฝั่งตรงข้ามเพื่อขึ้นลิฟต์ หรือไม่ก็ลงแบบทุลักทุเล คิดภาพการลงบันไดเลื่อนด้วยวีลแชร์แล้วก็คงไม่ต้องบอกว่าหวาดเสียวแค่ไหน

          ช่วงพักเบรก เราตัดสินใจไปหาข้าวกินที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ ร้านที่เราจะไปกินอยู่ฝั่งตรงข้ามทางออกที่เราลง แม้จะมีสกายวอร์คเพื่อข้ามฝั่ง แต่ทางขึ้นก็เป็นบันได จึงคงไม่สะดวกนักหากต้องหาคนแถวนั้นช่วยหิ้วหรือหามวีลแชร์ไฟฟ้าขึ้นบันได ซึ่งอาจเกิดอันตรายขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

          ชั่วพริบตานั้น พี่สาลี่กับเพื่อนผู้ร่วมขบวนของเรา ก็เข็นรถตัดถนนที่กำลังติดไฟแดงเพื่อข้ามไปถนนอีกฝั่ง เพื่อนพี่สาลี่โบกให้รถหยุด นับเป็นสถานการณ์ที่ผมตกใจมากๆ ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องมาเดินตัดถนนอนุสาวรีย์ชัยฯ แบบนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจคือ ปฏิกิริยาของคนรอบข้าง ทั้งคนขับรถหรือคนเดินถนนก็ต่างไม่สนใจ แม้ว่าข้ามถนนกันกะทันหันแบบนั้น

2

          ร้านอาหารที่ผมกับพี่สาลี่ไปถึงเอาวีลแชร์เข้าร้านไม่ได้ เก้าอี้และพื้นที่ที่คับแคบเป็นอุปสรรคในการเข้าไป มีเสียงเสนอว่า เราควรเปลี่ยนร้าน แต่พี่สาลี่ยืนยันว่ากินได้บนโต๊ะนอกร้าน ซึ่งสูงกว่าโต๊ะทั่วไป จนคนนั่งวีลแชร์ได้แต่เงยหน้ามอง

          ระหว่างกิน พี่สาลี่เล่าให้ฟังว่า การข้ามกลางถนนเรื่องปกติสำหรับเธอ บนชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเช้าที่ไม่มีใครรอใคร เป็นเรื่องยากที่พี่สาลี่จะขอความช่วยเหลือคนอื่น ให้ยกตนและรถขึ้นสะพานลอย ผมและพี่สาลี่ต่างรู้สึกร่วมกันว่า คนบ้านเรามีความอดทนมากต่อระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งไม่สะดวกและย่ำแย่ เราก็อดทนใช้กันจนดูเหมือนไม่เป็นอุปสรรคอะไร

          หลังทานอาหารเสร็จเราต้องกลับไปสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ อีกครั้ง ครั้งนี้เราเลือกใช้สกายวอล์คที่อยู่ติดกับห้าง นึกว่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็ฝันสลายเมื่อมีบันไดเชื่อมระหว่างกันที่เราข้ามไปไม่ได้ จนต้องขอความช่วยเหลือคนที่เดินผ่านไปมาช่วยกันยก ผมรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเหนื่อยล้ามากขึ้นจากการก้มๆ เงยๆ ยกวีลแชร์ แม้ผมสามารถยกวีลแชร์ได้หลายครั้ง แต่คงไม่ไหวแน่ หากต้องยกทั้งวันบนพื้นที่ที่ไม่เคยอำนวยความสะดวกให้เราแบบนี้

4

          หนึ่งสัปดาห์หลังจากเท้าเป็นแผลเพราะเหยียบหิน เท้าผมดีขึ้นมาก แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็สะดวกเวลาเดิน ผมกลับมาทำความเร็วได้อีกครั้งเวลาขึ้นสกายวอล์ค วันนี้ฝนตกและจราจรด้านล่างค่อนข้างติดขัด คนหนาแน่นเดินสวนกันบนสกายวอล์คอนุสาวรีย์ชัยฯ บางคนเดินชนไหล่แต่ก็ไม่ต้องหันมาขอโทษ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง ผมเพิ่งเห็นว่าเชือกรองเท้าหลุด แม้อยากจะผูกแต่ก็ทำได้เพียงยกขาและเอาปลายเชือกที่หลุดยัดเข้าไปในรองเท้า แล้วเดินต่อ

          รถสายที่รออยู่มาจอดเทียบท่า ผมวิ่งแซงคนข้างหน้าลงสะพานลอย เพราะกลัวขึ้นไม่ทันผมจึงวิ่งเร็วจนลืมไปเลยว่ายังเจ็บเท้าอยู่นิดหน่อย ในใจคิดว่าอาจมีที่นั่งเหลือสำหรับเราสักที่ จะได้ไม่ต้องยืนไปจนถึงรังสิต และสิ่งที่ภาวนาก็เป็นจริง ยังมีที่นั่งเหลืออีกหลายที่ ผมรีบนั่งและจ่ายค่าโดยสารที่เตรียมไว้พอดี หลังจากนั้นจึงหยิบหูฟังยัดหูตัวเองเพื่อเปิดเพลงและหยุดทุกความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้น หยุดแม้กระทั่งคำถามเรื่องพื้นที่สาธารณะที่เคยคิดอย่างเอาเป็นเอาตายสัปดาห์ก่อน กลายเป็นคนสุขนิยมรักความเป็นปัจเจกไปโดยปริยาย

...