Skip to main content

เวลาคุยกับใครแล้วบอกว่าเราเป็นครูในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ (special school) ที่อังกฤษ คำถามที่มักตามมาเสมอคือ ‘ตกลงที่อังกฤษเรียนรวม (inclusion) หรือเรียนร่วม (integration)’ และยิ่งเมื่อรู้ว่า โรงเรียนทุกแห่งในอังกฤษมีนโยบายรับเด็กพิเศษเข้าเรียน คำถามต่อมาจึงเป็น ‘แล้วโรงเรียนการศึกษาพิเศษมีไว้เพื่ออะไร’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในงานเขียนชิ้นนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนรู้จักกับ

งานแรกของครูปิ่น

ประสบการณ์การทำงานแรกในสหราชอาณาจักรของเรา คือ Special Needs Teaching Assistant หรือครูประกบนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ณ หน่วยการศึกษาพิเศษ (Inclusion Unit) ในโรงเรียนมัธยมชายล้วนแห่งหนึ่งในเขตแฮมเมอร์สมิธแอนด์ฟูแลม (Hammersmith & Fulham) ในลอนดอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง หน่วยของเราสร้างเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนออทิสติกได้เรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไป โดยเฉพาะ หน้าที่หลักคือช่วยครูประจำชั้นในห้องเรียนและพานักเรียนเหล่านี้ไป ‘เรียนร่วม’ (integration education) กับชั้นเรียนทั่วไป โดยส่วนใหญ่มักเป็นวิชาที่นักเรียนมีความถนัดและสามารถเรียนรู้ได้ดี เช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และดนตรี การทำงานใกล้ชิดกับนักเรียนเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับวิธีการสอนให้เข้ากับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

การได้ใกล้ชิดกับนักเรียนในบทบาทครูประกบ ทำให้เราสังเกตเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ในบางวิชาครูบางคนจะสอนไปเรื่อยๆ นักเรียนทุกคนก็นั่งฟังไปเรื่อยๆ นักเรียนของเราบางทีก็มองกระดานที มองเราที ยิ้มแหะๆ ให้กันที เหมือนเขามานั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ เลิกเรียนก็กลับห้อง แต่พอได้นำนักเรียนไปเรียนวิชาภูมิศาสตร์กับครูผู้สอนที่เข้าใจและรู้จักนักเรียนทุกคนเป็นอย่างดี บรรยากาศในห้องเรียนก็เปลี่ยนแปลงไป เราเห็นเด็กๆ แย่งกันตอบ จนครูต้องหันมาบอกนักเรียนของเราที่ยกมือเป็นคนแรกเสมอว่า  ‘ครูรู้ว่าหนูรู้คำตอบ รอให้เพื่อนตอบก่อนนะ เดี๋ยวเราค่อยตอบอีกข้อ’ ในห้องเรียนแบบนี้นี่แหละที่เด็กนักเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนและได้รับการยอมรับในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีคุณค่า ไม่ใช่เพราะนักเรียนสร้างแรงบันดาลใจแต่เป็นเพราะเขาเก่งภูมิศาสตร์ วิชานี้เชื่อมโยงเขาเข้ากับเพื่อน ปกตินักเรียนเป็นคนพูดน้อย หลบตา แต่จะเป็นกันเองขึ้นมาเมื่อถามว่าประเทศนี้อยู่ตรงไหนหรือกระแสน้ำนี้มันยังไงนะ ตอนแรกๆ เด็กๆ ก็คุยกันผ่านคำถามภูมิประเทศ แต่ต่อมาก็เริ่มคุยเล่นมากขึ้นและนำไปสู่การทำความรู้จักกันนอกห้องเรียน จากเด็กที่เคยนั่งกินข้าวในโต๊ะที่จัดให้เฉพาะเด็กในศูนย์กลายเป็นเด็กที่แยกไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนเองได้ในที่สุด  เหตุการณ์เล็กๆ แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยและทำให้เราเห็นว่า คนที่จะเชื่อมช่องว่างตรงนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ครูผู้สอน

เรียนรวม คือการมองว่าแตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้

ต่อมาเราย้ายไปทำงานในโรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่ง อยู่ในย่านที่จนที่สุดของหนึ่งในเมืองที่ราคาที่ดินแพงที่สุดแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอังกฤษ โรงเรียนนี้เมื่อก่อนมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมเด็ก จนเกือบโดนสั่งปิด แต่สุดท้ายก็พัฒนาตัวเองจนได้รับรางวัลด้านการจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กที่มีความแตกต่างทางระบบประสาท (neurodiverse) การทำงานในโรงเรียนประถมเล็กๆ ทำให้เราเห็นว่าเด็กๆ เค้าสงสัยและตั้งคำถามตลอดเวลา ‘ทำไมเพื่อนทำแบบนั้น’ ‘ทำไมไม่พูด’ ‘ทำไมชอบทำมือแปลกๆ’ ‘ทำไมโกรธง่ายจัง’  แล้วคำถามพวกนี้ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการคุยกันในห้องเรียนแบบไม่ตัดสิน ไม่โทษใคร แต่เป็นการบอกว่าเราทุกคนแตกต่างกันนะ แล้วเราก็เรียนรู้ไปด้วยกันได้ เพราะหัวใจสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวม (inclusive education) คือการสร้างระบบที่มองเห็นและให้ความสำคัญกับความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ความสนใจ พื้นเพทางวัฒนธรรม ภาษา หรือความต้องการพิเศษ เป้าหมายหลักก็คือการทำให้เด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (sense of belonging) ได้มีส่วนร่วมจริงๆ และประสบความสำเร็จในการเรียนรู้เท่าเทียมกัน

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ของการสร้างความมีส่วนร่วมก็คือ การทำความเข้าใจและสนับสนุนเด็กออทิสติก อังกฤษเปลี่ยนแนวคิดที่สำคัญจากการรณรงค์เรื่อง ‘การตระหนักรู้ออทิซึม’ (Autism Awareness Month) ในเดือนเมษายนของทุกปี ไปสู่ ‘เดือนแห่งการยอมรับออทิซึม’ (Autism Acceptance Month) การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากการที่เราได้เรียนรู้และเปิดใจรับฟังมุมมองและประสบการณ์ของคนออทิสติก สัญลักษณ์ที่ใช้ก็เปลี่ยนจากตัวต่อจิ๊กซอว์ ที่หลายคนมองว่าสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ (deficit) ไปเป็นสัญลักษณ์อินฟินิตี้ที่สื่อถึงความหลากหลายและความต่อเนื่อง รัฐบาลกับองค์กรต่างๆ ก็ช่วยกันรณรงค์ให้ความรู้เรื่องออทิซึมผ่านสื่อและกิจกรรมในโรงเรียน ครูใหญ่กับครูประจำชั้นก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับเด็กๆ ทั้งในระดับโรงเรียนและในชั้นเรียน

‘เธอเป็นออทิสติกเหรอ ฉันก็เป็นเหมือนกัน’

การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนเป็นการไถ่โทษในอดีตที่คนออทิสติกเคยถูกทอดทิ้งและถูกกีดกันจากสังคม ปัจจุบัน การที่เด็กๆ คุยกันได้แบบเปิดอกว่า ‘เธอเป็นออทิสติกเหรอ ฉันก็เป็นเหมือนกัน’ จึงเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ ของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในสังคม

เมื่อห้องเรียนของเราเป็นห้องเรียนสำหรับทุกคน ครูอย่างเราก็ต้องปรับวิธีสอน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีแนวทางใหม่ๆ ในการสอนให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อการสอนที่เน้นรูปภาพ (visuals) การลดสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็น การใช้เทคโนโลยีช่วยเด็กๆ แล้วก็การปรับวิธีการวัดผล และอื่นๆ การอบรมครูที่อังกฤษจะเน้นสื่อสารนวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้และให้ครูได้เอาไปปรับใช้กับเด็กๆ ในห้องเรียน การปรับวิธีสอนช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาและแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ไม่ใช่แค่ที่ใดที่หนึ่ง แต่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

จากการที่เราได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนต่างๆ มาหลายปี เราพบว่าเด็กๆ สมัยนี้เปิดใจยอมรับความแตกต่างกันมากขึ้น ทั้งความแตกต่างทางร่างกายที่เราเห็นได้ แล้วก็ความแตกต่างทางระบบประสาทที่เรามองไม่เห็น เวลาเราสอนจึงไม่ใช้ภาษาพูดอย่างเดียว แต่ใช้สัญลักษณ์ และท่าทาง (sign) ประกอบด้วย โดยระบบภาษาท่าทางที่นิยมใช้ในชั้นเรียนที่อังกฤษ คือ Makaton ก็ทำให้เด็กๆ เรียนรู้แล้วก็ใช้ภาษามือในการสื่อสารกันอย่างเป็นธรรมชาติ หรืออย่างพอครูเห็นว่าเด็กต้องเรียนรู้เรื่องการจัดการอารมณ์ ครูใหญ่ก็ทำการปรับนโยบายโรงเรียนและสอนเรื่องนี้ให้กับทั้งโรงเรียนเลย เพราะทักษะพวกนี้เป็นประโยชน์กับทุกคนจริงๆ

ความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทั่วประเทศจากส่วนกลางและกระจายลงไปยังส่วนย่อย หลักสูตรการผลิตครูสมัยใหม่ก็เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ในแผนการสอนครูก็ต้องเขียนให้ชัดเจนด้วยว่าแผนการสอนของเราครอบลุมเด็กทุกคนจริงๆ จะเขียนว่า ‘เด็กพิเศษเรียนกับครูประกบ’ เหมือนในอดีตไม่ได้ ในทุกห้องเรียนจะมีเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเสมอ ครูจึงต้องรู้จักเด็กของตัวเองดีที่สุดและต้องพร้อมทั้งความรู้และมีความสามารถในการจัดการห้องเรียนให้ตอบสนองความต้องการของเด็กทุกคนได้ การที่เราเปิดรับความแตกต่างหลากหลายในทุกด้านของการศึกษา ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่เด็กพิเศษ แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เข้าใจ แล้วก็ยอมรับซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านโยบายจะมุ่งเน้นการเรียนรวม แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ เช่น งบประมาณสนับสนุนที่ไม่เพียงพอต่อการจัดจ้างครูผู้ช่วยครูประจำชั้น ภาระงานของครู ปัญหาครูลาออกมาก การขาดการเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อทุกคน ทัศนคติเชิงลบที่ยังคงมีอยู่ในบางส่วนของสังคมและในบุคลากรทางการศึกษาเอง การตัดงบประมาณที่จัดสรรให้โรงเรียน ตลอดจนความต่อเนื่องทางนโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่ยังคงต้อดูกันต่อในระยะยาว

References:

Alliance for Inclusive Education (2025) What is inclusive education? Available at: https://www.allfie.org.uk/definitions/what-is-inclusive-education/ (Accessed: 10 May 2025)

The Makaton Charity (2025) What is Makaton? Available at: https://makaton.org/TMC/TMC/About_Makaton/What_is_Makaton.aspx?hkey=b275ea4d-55a9-40c3-8f10-a40f71f2395e(Accessed: 10 May 2025).

Vosniadou, S. (2001) How children learn. Educational Practices Series – 7. Geneva, Switzerland: International Academy of Education (IAE) and UNESCO International Bureau of Education (IBE). Available at: http://www.ibe.unesco.org/fileadmin/user_upload/archive/publications/EducationalPracticesSeriesPdf/prac07e.pdf (Accessed: 10 May 2025).