Skip to main content

คนพิการเป็นผู้พิพากษาได้ไหม ? : คุยกับ ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเด็นเรื่องคนพิการสอบผู้พิพากษา

เรื่องราวของ ศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร หรือ ทนายเคน คนพิการโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังเขาถูกปฏิเสธสิทธิในการสอบผู้พิพากษาถึงสองครั้ง แม้จะมีความมุ่งมั่นและพิสูจน์ตัวเองด้วยการเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จ โดยครั้งแรกเขาถูกอ้างเหตุผลว่ามี "ผู้ช่วยเขียน" ซึ่งขัดแย้งกับหลักปฏิบัติในสนามสอบอื่น และภายหลังเปิดเผยว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ "ขาดคุณสมบัติด้านร่างกาย" ซึ่งไม่สอดคล้องกับความสามารถในการใช้ชีวิตและทำงานของเขา

ในการสมัครสอบครั้งที่สอง แม้จะไม่มีการขอผู้ช่วยเขียน เขาก็ยังถูกปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามถึงความยุติธรรมและโอกาสในวงการกฎหมาย ศุภวิชญ์ยังคงไม่ยอมแพ้ และยืนยันว่าสิ่งที่เขาต้องการคือเพียงสิทธิในการพิสูจน์ตัวเองในห้องสอบ โดยไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษใด ๆ

เรื่องราวของเขาถูกพูดถึงต่อในโลกออนไลน์ มีทั้งความคิดเห็นที่ส่งเสริมและต่อต้าน ทั้งมองเห็นว่าสิ่งที่เขาเผชิญคือการละเมิดสิทธิ และฝั่งที่เห็นว่าความพิการของเขาไม่เหมาะสมกับอาชีพ โดยเฉพาะเรื่องความเหมาะสม ซึ่งความเป็นผู้พิพากษาต้องการสิ่งนี้

เราชวน ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุยถึงเรื่องระเบียบการจัดสอบ คนพิการสอบผู้พิพากษาได้ไหม เหมาะสมหรือไม่ และบรรทัดฐานต่อเรื่องการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสังคมไทยเป็นอย่างไร

เคยเกิดเรื่องนี้มาแล้ว

ลลิลเล่าว่าที่ผ่านมาเคยมีทนายความพิการคนหนึ่งเคยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าสอบเป็นผู้พิพากษาในสมัยที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เนื่องจากกฎหมายของศาลยุติธรรมกำหนดว่าผู้สมัครต้องมีกายและจิตใจที่เหมาะสม คณะกรรมการตุลาการจึงตีความว่า ความบกพร่องทางร่างกายของผู้สมัครถือว่า "ไม่เหมาะสม" ต่อการประกอบอาชีพผู้พิพากษา โดยให้เหตุผลว่างานของผู้พิพากษาต้องมีการเดินเผชิญสืบ และปฏิบัติงานภายใต้พระปรมาภิไธย ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นวินิจฉัยว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ต่อมาในปี 2555 หลังจากประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) และรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดหลักการไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุแห่งความพิการอย่างชัดเจน คดีในลักษณะเดียวกันจึงถูกฟ้องอีกครั้ง โดยในคำวินิจฉัยที่ 15/2555 ศาลรัฐธรรมนูญตีความใหม่ว่า บทบัญญัติเดิมที่อ้างถึง "กายและจิตใจที่เหมาะสม" ขัดต่อรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยศาลอ้างถึง CRPD มาตรา 27 ซึ่งรับรองสิทธิในการทำงานของคนพิการ ทั้งในขั้นตอนการรับสมัคร การคัดเลือก และหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างชัดเจน

คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนสิทธิของคนพิการในระบบราชการไทย เพราะส่งผลให้ต้องตัดบทบัญญัติที่เลือกปฏิบัติออกจากกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติแม้บทกฎหมายจะเปลี่ยนแล้ว การเลือกปฏิบัติกลับยังคงดำรงอยู่ โดยพบว่า คนพิการที่ผ่านเกณฑ์การสอบและคุณสมบัติยังไม่ถูกเรียกเข้าสอบต่อ ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) มาตรา 27 (a) ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติในกระบวนการคัดเลือกเข้าทำงาน

เมื่อเปรียบเทียบกับระบบของ ก.พ. ที่ดูแลการสอบภาค ก. ของข้าราชการพลเรือน จะพบว่าไม่มีข้อกำหนดคุณสมบัติทางร่างกายเช่นนั้น และมีมาตรการจัดสอบที่อำนวยความสะดวกแก่คนพิการ เช่น การจัดห้องสอบที่เข้าถึงได้ หรือการจัดโต๊ะและสื่อการสอบที่เหมาะสม ซึ่งเป็นตัวอย่างของการออกแบบระบบที่ไม่เลือกปฏิบัติและสอดคล้องกับหลักการของ CRPD ที่ไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

“เคสแรกตัดสินปี 2545 เคสถัดมาตัดสินปี 2555 ในเคสปี 2545 ทนายท่านหนึ่งไปสมัครสอบผู้พิพากษา แต่ตอนนั้นกฎหมายของศาลยุติธรรมระบุไว้ในพระราชบัญญัติว่า คุณสมบัติหนึ่งคือต้องมีกายและจิตใจที่เหมาะสม ซึ่งทนายคนดัวกล่าวบกพร่องทางการเคลื่อนไหว เป็นโปลิโอ ก็เลยไม่สามารถสอบเพราะเขามองว่า กายไม่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพ ทีนี้เรื่องนี้ก็มีขึ้นถึงศาลรัฐธรรมนูญในปี 2545 แต่ตอนปี 2545 ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า ด้วยอาชีพของผู้พิพากษาต้องทำงานที่มีการเดินเผชิญสืบ และทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย เพราะฉะนั้นก็เลยจำเป็นที่จะต้องเดิน แต่การเดินเหินไม่สะดวกไม่คล่องก็เลยอาจจะทำให้ใช้ดุลพินิจเช่นนั้น ศาลรัฐธรรมนูญตอนปี 2545 ก็เลยมองว่าการตัดสินเช่นนั้นของคณะกรรมการตุลาการไม่ได้เป็นการที่ไม่ชอบ และตัว พ.ร.บ. ที่เขียนก็เหมาะสมแล้ว ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ”

“ทีนี้หลังจากปี 2545 ปรากฏว่าประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แล้วเราก็มีรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2550 ก็มีเหตุเกิดไปฟ้องอีก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2555 เหมือนเดิมเลย ข้อเท็จจริงก็คือฟ้องบอกว่าเจอปฏิเสธการสอบ และ พ.ร.บ.ขัดกับหลักความเสมอภาคในรัฐธรรมนูญซึ่งรับรองการห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการไว้ชัดเจนในปีรัฐธรรมนูญปี 2550 เขียนคำว่าพิการไว้ชัด”

“พอถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญทำความเห็นในคดีนี้ได้น่าสนใจคือ มีการอ้างถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการโดยบอกว่า ประเทศไทยเราเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการแล้ว

“ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการมีเรื่องสิทธิในการทำงานอยู่ในข้อ 27 ซึ่งรับรองว่าห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงานแก่คนพิการ ซึ่งการจ้างงานที่เขาหมายถึง เขาหมายถึงในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก กระบวนการจัดหาสถานที่ทำงาน ห้ามเลือกปฏิบัติเลย และศาลรัฐธรรมนูญก็ยกข้อ 27(g) ซึ่งกำหนดให้ภาครัฐ หน่วยงานราชการจะต้องส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ศาลก็ใช้ข้อนี้เพื่อที่จะบอกว่า บทบัญญัติ พ.ร.บ. ซึ่งตอนปี 2545 มองว่าไม่ขัด แต่พอประเทศไทยเข้าเป็นภาคีทำให้มีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นบทบัญญัตินี้ขัดรัฐธรรมนูญ”

“นับเป็นชัยชนะที่สวยงามที่สามารถตัดบทบัญญัติที่ว่า มีกายจิตใจไม่เหมาะสมออกไป ทีนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วและก็ปีนี้ก็ยังเกิดขึ้นแม้ว่าตัวบทไม่มีแล้ว”

หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2555 ที่ชี้ว่า ข้อกำหนดคุณสมบัติผู้พิพากษาเรื่อง “กายและจิตใจที่เหมาะสม” ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) แต่ศาลมิได้กล่าวชัดว่า รัฐมี “หน้าที่” ต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวก แต่การอ้างถึง CRPD นั้นทำหน้าที่เป็นกรอบอ้างอิงในเชิงหลักการว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในการคัดเลือกเข้ารับราชการนั้นขัดต่อหลักความเสมอภาค ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 และใน มาตรา 27 ของ CRPD ที่ห้ามเลือกปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการจ้างงาน

แม้ CRPD จะไม่มีรายละเอียดทางเทคนิค เช่น ต้องติดลิฟต์กี่ตัวหรือจัดสอบอย่างไร แต่ CRPD ได้วางหลักการว่า รัฐมีหน้าที่ต้องรับประกันการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ข้อมูล บริการ และกระบวนการต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน และรัฐภาคีต้องจัดทำ กฎเกณฑ์ มาตรฐาน และแนวทาง ที่เหมาะสมเพื่อรองรับคนพิการในแต่ละบริบท

สำหรับประเทศไทย กรอบกฎหมายภายในที่สนับสนุนหลักการนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งรับรองสิทธิของคนพิการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวก การได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ และการปรับสภาพแวดล้อมที่จำเป็น โดยมีกฎกระทรวงหลายฉบับที่กำหนดมาตรฐานการออกแบบอาคาร การเดินทางสาธารณะ และบริการในสถานที่ราชการ แต่ยัง ไม่มีมาตรฐานชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสอบหรือการเข้ารับราชการ

ในทางเปรียบเทียบ หลายประเทศที่เป็นภาคี CRPD หรือประเทศสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้เป็นภาคี แต่มีกฎหมายภายในรับรองสิทธิคนพิการ ก็มักมีการออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มเวลาสอบ การจัดคนช่วยอ่าน-เขียน หรือการปรับรูปแบบข้อสอบ เพื่อให้การสอบเข้ารับราชการหรือเข้าศึกษาเกิดความเท่าเทียม

ทั้งนี้ CRPD ยังมีหลักการที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ Reasonable Accommodation (การช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล) หมายถึง การให้ความช่วยเหลือหรือปรับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมเป็นรายกรณี โดยไม่เป็นภาระเกินสมควรต่อหน่วยงาน เช่น หากอาคารราชการเก่าที่ไม่มีลิฟต์ การไม่สามารถติดลิฟต์ทันทีอาจยังไม่ผิดพันธกรณี แต่หน่วยงานต้องมีวิธีอื่นในการรองรับคนพิการอย่างเหมาะสมตามความสามารถและสภาพแวดล้อม

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแม้ไม่ได้พูดไว้ชัดๆ ว่าต้องมีหน้าที่แต่ระบุว่าตัวบทไม่ถูกต้อง แต่หน้าที่ในเรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นพันธกรณีที่เรารับมาแล้ว และถ้าเราคิดเทียบกับตัวรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องบอกว่าเราต้องไม่เลือกปฏิบัติ เราต้องอำนวยความสะดวกให้คนพิการในแง่ความเสมอภาค นอกจากนี้ยังมีพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่รับรองว่า คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และได้รับความช่วยเหลืออื่นจากรัฐในแง่ของการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวก ปรับสภาพแวดล้อม”

“เพียงแต่ว่าในอนุสัญญาจะวางหลักการ ไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดว่าอาคารกี่ชั้นต้องมีลิฟต์ อาคารแบบไหนต้องมีอะไรเพื่อรองรับคนพิการ แต่ว่ากฎหมายระหว่างประเทศมอบหน้าที่ให้กับรัฐในการไปออกกฎเกณฑ์อธิบายความว่าแบบไหนคือมาตรฐานสำหรับอำนวยความสะดวกให้คนพิการ อย่างประเทศไทยเราก็จะมีกฎกระทรวงที่พูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารในสถานีรถไฟฟ้า แต่เราไม่ได้มีมาตรฐานในเรื่องการจัดสอบว่าจะต้องจัดสอบอย่างไร”

“ในอเมริกาซึ่งแม้ไม่ได้เป็นภาคีหรือประเทศอื่นๆ ที่เป็นภาคีจะต้องทำมาตรฐานเรื่องการจัดสอบด้วยเหมือนกัน เช่น ขอเวลาเพิ่ม เช่น มีคนช่วยเขียน เปลี่ยนรูปแบบการสอบ เขาจะต้องมีการรองรับ”

“หลักการที่เราบอกว่ารัฐต้องไปออกกฎเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานนั้นอยู่ในข้อ 9 ของอนุสัญญา คือหลัก Accessibility ก็คือความสามารถในการเข้าถึง หมายความว่าทำให้เท่าเทียมและเข้าถึงได้ แต่ถ้าสมมติกฎนี้ออกมาแล้วยังไม่ครอบคลุม หรือไม่มีออกมาเราต้องทำการช่วยเหลือเป็นรายกรณีตามอีกหลักการหนึ่งในอนุสัญญาชื่อว่า Reasonable Accommodation หรือการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล”

“การช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลหมายความว่า ถ้าการช่วยเหลือนั้นไม่สมเหตุสมผล ไม่ทำก็ยังไม่เป็นไรแต่การจะพิจารณาว่าสมเหตุสมผลก็คือดูว่าเป็นภาระเกินสมควรไหม มีต้นทุนไหมเช่น ตึกเก่าสร้างมาก่อนกฎหมายออก ก่อนที่จะมีแนวคิดถึงเรื่องคนพิการ อยู่ดีๆ จะให้เขาไปติดตั้งลิฟต์หรือทำอะไรทันทีเลยเขาอาจจะยังไม่พร้อมก็อาจจะต้องหาวิธีอื่นในการช่วย และวางแผนจัดสรรงบที่จะไปทำให้เข้าถึงได้ต่อไป”

มีวิธีทำได้ที่ง่ายขึ้น

หลายประเทศมีแนวปฏิบัติรองรับคนพิการในการสอบ เช่น ให้เวลาเพิ่ม เปลี่ยนเป็นสอบปากเปล่า หรือจัดอุปกรณ์เฉพาะเพื่อความเท่าเทียม ขณะที่ในไทยบางสถาบัน เช่น ธรรมศาสตร์ เคยใช้วิธีให้เจ้าหน้าที่ช่วยเขียนคำตอบ แต่พบข้อจำกัดทั้งฝั่งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ จึงเปลี่ยนเป็นให้นักศึกษาพิมพ์เอง ซึ่งช่วยให้ทำสอบได้อิสระและเสมอภาคขึ้น

ปัญหาอีกด้านคือความกังวลเรื่องทุจริตในการช่วยเขียน จึงควรมีมาตรการตรวจสอบ เช่น บันทึกเสียงหรือวิดีโอ ประเด็นสำคัญคือประเทศไทยยังขาดมาตรฐานกลางเรื่องการจัดสอบสำหรับคนพิการ ทั้งที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) กำหนดไว้ชัดว่าต้องอำนวยความสะดวกอย่างสมเหตุสมผล ระบบการสอบจึงควรมีทางเลือกหลากหลายและยืดหยุ่นตามลักษณะของความพิการ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคจริงในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ

“ถ้าเทียบกับการสอบในบางประเทศจะมีกำหนดไว้ หรืออย่างที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็จะมีศูนย์ให้บริการแก่นักศึกษาพิการแล้วก็จะช่วยในเรื่องการสอบ เมื่อก่อนก็ใช้วิธีมีคนช่วยเขียนให้ ซึ่งการช่วยเขียนให้ อย่าไปคิดว่ามันดีกับคนพิการนะ เพราะมีโอกาสที่ผู้ช่วยเขียนอาจจะเขียนไม่ครบตามที่คนพิการบอก และคนพิการก็อาจตรวจสอบไม่ได้เหมือนกัน”

“หรือสมมติอยากจะบอกประโยคนี้ผิดอยากจะขอให้แก้ เราจะแน่ใจว่าเราจะย้อนไปถูกประโยคหรือเปล่ามันก็มีประเด็นแล้วเราก็ไม่รู้เจ้าหน้าที่ที่จัดมาให้เราจะมีลายมือเป็นยังไง ถนัดการเขียนแบบไหน การใช้ภาษาต่างๆ มันควบคุมไม่ได้”

แต่ว่าสุดท้ายตอนหลังธรรมศาสตร์ก็เปลี่ยนเป็นแบบให้นักศึกษาพิมพ์เอง คือไปอยู่ที่ศูนย์สอบมีอุปกรณ์ให้พิมพ์คำตอบแล้วก็บันทึกไฟล์มาส่ง ก็ทำให้เขาสอบได้ง่ายขึ้น”

กรณีเขียนตอบ ถ้าเห็นว่าการคนช่วยเขียนให้จะเสี่ยงที่จะทุจริต ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยี มีกล้องวงจรปิด หรือบันทึกเสียงตอนพูด ก็ช่วยในการที่จะป้องกันการทุจริตได้”

“ตัวอย่างคณะนิติ ถ้าเป็นนักศึกษาสายตาพิการก็มีการขยายเวลาสอบให้เหมือนกัน  การกำำหนดเวลาเพิ่มมีงานวิชาการที่สนับสนุนเรื่องพวกนี้อยู่ในแง่ว่าควรให้เวลาเพิ่มเท่าไหร่ในรูปแบบการสอบเพราะว่าการกวาดสายตากับการใช้เป็นเบรลล์เอานิ้วลาก หรือการฟังคำถามเป็นเสียง ความเร็วในการเข้าถึงคำถามมีความแตกต่างกัน”

“อย่างที่บอกไปแล้วว่าความเหมาะสมของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน เพราะว่าความพิการมันครอบคลุมตั้งหลายเรื่อง แล้วแต่ละคนก็อาจจะมีความถนัดในอุปกรณ์ที่จะใช้ไม่เหมือนกัน นักศึกษาสายตาพิการ บางคนเขาอาจไม่ได้อ่านเบรลล์ด้วยนะ

เพราะฉะนั้นบอกว่า งั้นเดี๋ยวทำข้อสอบเป็นเบรลล์ให้มันอาจจะไม่ได้ตอบทุกคนเช่นเดียวกันกับการจัดสอบบางคนอาจจะยินดียอมให้มีคนเขียนให้ บางคนอาจจะบอกว่าขอพักเบรกระหว่างสอบได้ไหม บางคนอาจจะขอเวลาเพิ่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราสามารถที่จะพูดคุยหารือเพื่อที่จะหาทางออกที่ตรงกันได้ ที่จริงมันคือหน้าที่ของรัฐ”

“ความต่างคือส่วนใหญ่ที่เราเห็นการจัดสอบ คือการสอบในสถานศึกษา แต่ว่าจริงๆ แล้วก็สามารถเอาหลักการนี้ไปใช้กับเรื่องการสอบเพื่อรับคนเข้าทำงานได้เหมือนกัน”

“เรื่องการจ้างงานเป็นหน้าที่ของนายจ้างต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด ถ้าเราพิสูจน์ได้ตั้งแต่ต้นว่าสิ่งที่เราต้องการวัดคือความรู้แล้วสิ่งที่ผู้สมัครคัดเลือกเข้าทำงานที่มีความพิการซึ่งผ่านเกณฑ์คุณสมบัติขั้นต่ำที่หน่วยงานต้องการแล้วขอให้อำนวยความสะดวกไม่ใช่เรื่องความรู้ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือคนที่ช่วยในการถ่ายทอดความรู้เขาออกมาเป็นเหมือนเป็นมือแทนเขาเป็นปากกาแทนเขา”

“กรณีนี้ก็จะไม่เหมือนกับการสอบเป็นนักบินพาณิชย์  ถ้าคนสมัครสอบเป็นผู้บกพร่องทางการมองเห็นชนิดมองไม่เห็นเลย ถ้าแบบนี้ การปฏิเสธไม่ใช่เพราะความพิการ แต่เป็นเพราะไม่มีความสามารถในการขับเครื่องบิน ไม่มีใบอนุญาตตามเกณฑ์ที่กำหนด กรณีแบบนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับกรณีขอผู้ช่วยเขียนตอบ”

“คือถ้าสอบผู้พิพากษาหรือสอบอัยการ มีเกณฑ์กำหนดว่าต้องมีส่วนสูงเท่าไหร่ ต้องสามารถยืนได้ภายหนึ่งชั่วโมงไม่นั่งหรือแบบกำหนดเลยที่แบบเดินทนได้สี่สิบสองกิโลเหมือนวิ่งมาราธอน วัดความสามารถคนที่บกพร่องทางการเคลื่อนไหวก็อาจจะไม่ได้ แต่ผู้ว่าจ้างต้องบอกให้ได้ด้วยไงว่าทำไมต้องการคนที่ยืนได้นาน ทำไมต้องการคนที่เดินได้ซึ่งในระบบหมายถึงว่าการสอบผู้พิพากษามันไม่ได้ระบุแบบนั้นถูกไหมมันระบุแค่ว่าคุณผ่านการสอบอะไรมาใช้วุฒิอะไรบ้างใช้ระบบ”

“กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2545 ที่ระบุถึงความจำเป็นของการเดินเผชิญสืบ ในความจริง มีกี่คดีที่ต้องเดินเผชิญสืบ และสามารถพิจารณาเรื่องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่นการบันทึกวิดีโอเพื่อประกอบการพิจารณา ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่ามีวิธีทางจัดการหลากหลาย”

ผู้ช่วยสอบเท่ากับโกง

กรณีมุมมองเรื่องการมีผู้ช่วยเท่ากับการทุจริตหรือในกรณีที่หน่วยงานรัฐปฏิเสธไม่ให้คนพิการเข้าสอบโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนหรือไม่เสนอทางเลือกอื่น เช่น การพิมพ์ตอบหรือบันทึกเสียง ลลิลเห็นว่ากรณีนี้ถือเป็นปัญหาในหลักการบริหารราชการ เพราะโดยหลักแล้วคำสั่งทางปกครองต้องมีเหตุผลประกอบและเปิดช่องให้ผู้ได้รับผลกระทบ อุทธรณ์หรือโต้แย้งได้ อีกทั้งควรระบุให้ชัดเจนว่า ปฏิเสธเพราะสุขภาพกายหรือจิตไม่เหมาะสมในด้านใด เพื่อให้ผู้ถูกตัดสิทธิสามารถพิจารณาหรือโต้แย้งได้อย่างเป็นธรรม

ประเด็นนี้คล้ายกับกรณีในประเทศอินเดีย ที่ผู้สมัครสอบร้องขอผู้ช่วยเขียนเพราะมีโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ แต่ถูกปฏิเสธเพราะไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่อนุญาตเฉพาะผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผู้ร้องจึงฟ้องศาล โดยอ้างหลัก Reasonable Accommodation จากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ซึ่งอินเดียเป็นภาคี ศาลตีความว่า แม้ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหลัก แต่รัฐมีหน้าที่พิจารณาเป็นรายกรณี หากไม่เป็นภาระเกินสมควร และควรจัดให้มีรูปแบบการสอบที่เหมาะสมกับผู้สมัคร”

บทเรียนจากคดีนี้ คือ รัฐไม่สามารถปฏิเสธสิทธิการสอบเพียงเพราะ “กลัวว่าจะมีการทุจริต” โดยไม่เสนอระบบป้องกัน เช่น กล้องวงจรปิด หรือมาตรการควบคุมอื่น เพราะกฎหมายพื้นฐานทั้งในระบบกฎหมายแพ่งและสิทธิมนุษยชน ถือหลักสุจริตเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่สมมุติฐานล่วงหน้าว่าบุคคลจะกระทำผิด เว้นแต่มีเหตุอันควรชัดเจน

เมื่อเทียบกับไทย กรณีคนพิการสอบราชการจึงควรได้รับสิทธิสอบตามหลักความเสมอภาค หากมีข้อจำกัดควรเสนอทางเลือกที่เหมาะสม เช่น การพิมพ์ตอบ หรือแยกห้องสอบพิเศษ มากกว่าการตัดสิทธิโดยไม่มีเหตุผลและไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการของรัฐธรรมนูญ, CRPD, พ.ร.บ. ส่งเสริมฯ และหลักกฎหมายปกครองทั่วไป

“หากกรรมการคุมสอบเห็นว่าการมีผู้ช่วยในการสอบนั้นไม่ปกติ พวกเขาก็ควรเสนอทางเลือกอื่น ที่เหมาะสม เช่น การอนุญาตให้พิมพ์คำตอบหรือบันทึกเสียงแทน ไม่ใช่แค่ปฏิเสธไม่ให้สอบ”

“ทั้งนี้ มีกรณีศึกษาที่คล้ายคลึงกันซึ่งเคยมีการพูดถึงในงานสัมมนาเมื่อปีที่แล้ว เป็นเคสจากประเทศอินเดีย โดยผู้สมัครสอบรายหนึ่งได้ยื่นขอการอำนวยความสะดวกเรื่องการเขียนเช่นกัน ซึ่งในประเทศอินเดียมีกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบสำหรับคนพิการรองรับอยู่แล้ว

“ในกรณีของอินเดียกฎหมายอนุญาตให้มีผู้ช่วยเขียนสำหรับคนพิการทางสายตาหรือบกพร่องทางการมองเห็น แต่ผู้สมัครรายนี้เป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่เข้าข่ายตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกฎหมาย ทำให้เขาไม่ได้รับอนุญาตให้มีผู้ช่วยเขียนและถูกปฏิเสธสิทธิในการสอบ (ซึ่งเป็นการสอบคล้ายกับ ก.พ. ของไทย)

“ประเด็นนี้จึงกลายเป็นข้อโต้แย้งทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอินเดียได้ยกขึ้นมาอ้างว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการเข้าถึง (Accessibility) เพราะอินเดียมีกฎหมายรองรับเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของ "การช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล (Reasonable Accommodation)" เนื่องจากเป็นกรณีเฉพาะที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎเกณฑ์ใหญ่

“ผลสุดท้ายคือ ศาลตัดสินให้หน่วยงานต้องจัดหาการอำนวยความสะดวกให้ผู้สมัครรายนั้น และให้ไปพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสอบของเขาต่อไป”

“หลักการพื้นฐานที่สำคัญคือ เราต้องตั้งสมมติฐานว่าทุกคนดำเนินการโดยสุจริต ตามหลักกฎหมายแพ่งพื้นฐาน หากผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วน เราต้องให้โอกาสเขาสอบ การตัดสิทธิโดยการสันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะโกงจึงเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เช่น เราไม่สามารถตัดสิทธินาย ก. จากการสอบเพียงเพราะสงสัยว่าเขาจะทุจริต”

“อย่างไรก็ตาม หากเรามีความกังวลเรื่องการโกง สิ่งที่เราควรทำคือการออกแบบระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การตัดสิทธิแต่แรกเริ่ม วิธีการป้องกันการทุจริตสามารถทำได้หลากหลาย เช่น การกำหนดให้ส่งเอกสารสำคัญเพื่อตรวจสอบ การห้ามใส่อุปกรณ์สื่อสาร เช่น สมาร์ทวอทช์”

แม้ประเทศไทยจะให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) และมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งประกาศว่าอ้างอิงหลักการจากอนุสัญญา แต่ในทางปฏิบัติกฎหมายฉบับนี้ยังขาดองค์ประกอบสำคัญอย่าง “การช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล” (Reasonable Accommodation) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญตาม CRPD ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้ความช่วยเหลือในแต่ละกรณี หากไม่เป็นภาระเกินสมควร

การขาดบทบัญญัตินี้ทำให้ไม่มีช่องทางในกฎหมายภายในสำหรับใช้โต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิ เมื่อมีกรณีที่หน่วยงานรัฐปฏิเสธไม่อำนวยความสะดวก เช่น การไม่เสนอทางเลือกอื่นให้คนพิการที่ไม่สามารถเขียนสอบได้ ทั้งที่สามารถใช้วิธีพิมพ์ตอบในระบบปิด

การขาดมาตรฐานเหล่านี้ทำให้สิทธิของคนพิการยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจหรือความเข้าใจของผู้จัดสอบแต่ละรายมากกว่าการรับรองตามหลักสิทธิที่ชัดเจนในกฎหมาย ขณะที่ในกรณีอื่น เช่น การโดยสารระบบขนส่งสาธารณะ แม้จะมีการช่วยเหลือคนพิการเป็นครั้งคราว เช่น บอกทาง หรือปรับพื้นที่ ก็เป็นเพียงการทำโดยสมัครใจ ไม่ได้เกิดจากกฎเกณฑ์ที่มีผลบังคับชัดเจน หากมีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ระบุหน้าที่ของหน่วยงานอย่างชัดแจ้ง ก็จะสามารถนำไปใช้ปรับปรุงได้ทั้งระบบ รวมถึงในกระบวนการสอบเข้ารับราชการหรือการสอบวิชาชีพที่ยังขาดมาตรฐานการรองรับความหลากหลายของผู้เข้าสอบอยู่ในปัจจุบัน

ความสง่างามของคนเป็นผู้พิพากษา

ลลิลชี้ว่าการตัดสิทธิคนพิการไม่ให้เข้าสอบผู้พิพากษาโดยอ้างความไม่เหมาะสมทางกายภาพ เป็นการตีความที่เบี่ยงเบนจากหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เพราะสิ่งที่สังคมควรคาดหวังจากผู้พิพากษาคือความรู้ ความสามารถในการตีความกฎหมาย และความเป็นกลาง ไม่ใช่รูปลักษณ์หรือความสง่างามทางกายภาพ

ผู้พิพากษาในระบบกฎหมายไทยยังต้องผ่านกลไกการควบคุมพฤติกรรม เช่น วินัยตุลาการ และสามารถถูกพักงานหากฝ่าฝืนหลักจริยธรรม จึงไม่จำเป็นต้องอ้างความพิการเป็นเหตุจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ อีกทั้งหากความพิการเกิดขึ้นภายหลังการเข้าทำงาน เช่น อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย กฎหมายแรงงานและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศก็ไม่อนุญาตให้เลิกจ้างด้วยเหตุแห่งความพิการเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น การห้ามคนพิการตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการสอบจึงยิ่งขัดต่อหลักการมากขึ้น การอ้างเหตุผลเรื่องการเข้าถึง เช่น ขั้นบันไดที่บัลลังก์ศาล หรือการใช้เอกสารที่ยังเป็นกระดาษ จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้อจำกัด เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถช่วยอำนวยความสะดวกได้ เช่น การใช้เครื่องอ่านเอกสารด้วยเสียง หรือการพิมพ์แทนการเขียนมือ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถควบคุมความถูกต้องได้เทียบเท่าหรือมากกว่าการเขียน เช่นเดียวกับที่ศาลเองก็มีระบบการบันทึกถ้อยคำและให้ตรวจสอบก่อนเซ็นรับรอง การช่วยพิมพ์หรือการแปลงการพูดเป็นตัวอักษรสามารถตรวจสอบได้เช่นกันผ่านระบบกล้อง บันทึกเสียง หรือการอ่านซ้ำต่อหน้าคู่ความ

หากมีความกังวลเรื่องความถูกต้องหรือดุลพินิจ ก็สามารถออกแบบระบบให้ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่ต้องตัดสิทธิ การอ้างว่าคนพิการไม่สามารถเป็นผู้พิพากษาเพราะมีผู้ช่วยพิมพ์จึงไม่ต่างจากการยอมรับว่าศาลก็ไม่ควรมีเจ้าหน้าที่พิมพ์คำสั่งเพราะอาจเสียดุลพินิจของผู้พิพากษา ซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง ความกังวลเหล่านี้จึงควรจัดการด้วยระบบตรวจสอบ

“จริงๆ แล้วเวลาเราอยากได้คนมาตัดสินคดี เราก็ต้องการคนที่ เก่งกฎหมาย มีความรู้ความสามารถในการตัดสินใจถูกไหมคะ เรื่องนี้มันก็คือกระบวนการสอบตามปกติที่เราก็ต้องควบคุมเรื่อง ความเป็นกลางของผู้พิพากษา เป็นหลัก”

“สิ่งที่คาดหวังจากผู้พิพากษาในเรื่องการวางตัว ควรเป็นเรื่อง การใช้ชีวิตที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบสังคม มากกว่า เพราะคุณเป็นคนตีความกฎหมาย คุณก็ไม่ควรทำผิดกฎหมายที่สังคมกำหนด หรือทำผิดจริยธรรมและวินัยตุลาการ ซึ่งถ้าผิดก็ต้องโดนตรวจสอบไปตามกระบวนการ อาจจะถูกพักงานหรืออะไรก็ว่าไป

“การนำเรื่องความพิการมาเป็นข้อจำกัดในการเข้าสู่ตำแหน่งตั้งแต่แรกไม่ควรเกิดขึ้น เพราะถ้าหากกระบวนการยุติธรรมกำหนดว่าห้ามคนพิการมาเป็นผู้พิพากษา นั่นยิ่งส่งผลให้คนในอาชีพนี้มีอคติหรือทัศนคติลบต่อคนพิการมากยิ่งขึ้น

“คือถ้าจะตัดสิทธิใคร มันต้องตัดสิทธิด้วยเหตุผลเรื่อง ความสามารถที่บกพร่อง อย่างเช่น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ สติปัญญา หรือไม่สามารถวินิจฉัยข้อกฎหมายได้ตามเกณฑ์ที่ข้อสอบวัดผลต่างหาก ไม่ใช่มาตัดสิทธิแค่เพราะเขามีความพิการแต่ต้น”

“กระบวนการควรจะเปิดให้ลองเข้าสอบ ถ้าไม่ผ่านตามกระบวนการวัดผลก็ว่ากันไป แบบนั้นจะเป็นธรรม เพราะการที่ถูกตัดสิทธิตั้งแต่แรกโดยไม่ให้โอกาสเขาได้แข่งเลยด้วยซ้ำ เหมือนกับการแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มซึ่งเป็นสิ่งที่เกินไป

“อีกอย่างคือ ความพิการมันเกิดขึ้นได้ทุกช่วงชีวิต ถูกไหม? ถ้าสมมติทำงานไปแล้วเกิดพิการขึ้นมา คุณจะเลิกจ้างเขาด้วยเหตุผลเรื่องความพิการเหรอ? คือถึงแม้จะเป็นข้าราชการ ไม่ใช่ลูกจ้างเอกชน แต่โดยหลักแล้ว กฎหมายคุ้มครองแรงงานเขาก็ไม่ให้คุณเลิกจ้างคนเพราะเหตุผลด้านความพิการนะ ถ้าทำงานไปแล้วเกิดบาดเจ็บพิการขึ้นมา”

“ประเด็นความไม่เหมาะสมด้วยเหตุพิการเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ กฎหมายกำหนดเรื่องการเข้าถึงไว้เป็นเรื่องพื้นฐานเลย คือต้องปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับคน ไม่ใช่ให้คนมาปรับให้เหมาะกับสิ่งแวดล้อม”

ประเด็นคนพิการเป็นผู้พิพากษา

ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ มีผู้พิพากษาที่เป็นคนพิการหลากหลายรูปแบบ ทั้งผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็น ใช้รถเข็น หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งบางคนพิการตั้งแต่แรก และบางคนพิการภายหลังจากเรียนจบและทำงานในสายกฎหมาย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ มีผู้พิพากษาพิการทั้งในระดับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ของรัฐต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระบบที่เปิดโอกาสและมีการออกแบบการสอบและการแต่งตั้งที่อิงอยู่บนหลักความสามารถ ไม่ใช่รูปลักษณ์ทางกายภาพ

“เท่าที่เคยหาข้อมูลมานะ เหมือนเคยเห็นว่าแถบแอฟริกาใต้ก็มีผู้พิพากษาที่พิการทางสายตามาก่อน แต่ตอนนี้ที่เห็นชัด ๆ เลยว่ายังมีอยู่ในศาลยุติธรรมก็คือที่ อเมริกา มีแน่ ๆ”

“มีผู้พิพากษาที่พิการหลายแบบเลยนะ ทั้งแบบ บกพร่องทางการมองเห็น ซึ่งอาจจะเพิ่งพิการหลังจากเรียนจบนิติศาสตร์แล้ว หรือเป็นพิการในรูปแบบอื่น ๆ เช่น นั่งรถเข็น หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง พวกนี้ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาหมดเลยค่ะ ทั้งในศาลชั้นต้น รวมถึงศาลระดับสูงขึ้นไปอย่างศาลอุทธรณ์ หรือศาลของมลรัฐในระดับสหพันธรัฐของอเมริกาก็มีด้วย”

“แล้วทำไมคนพิการที่อเมริกาเป็นผู้พิพากษาได้ แต่คนพิการที่ไทยเป็นไม่ได้ล่ะ? คืออย่างที่บอกไปว่ามีความพิการหลายแบบนะ มันก็สะท้อนให้เห็นว่าเราต้อง ออกแบบระบบให้หลากหลาย เพื่อรองรับคนกลุ่มนี้

“คุ้นๆ ว่าที่เกาหลีใต้ก็มีผู้พิพากษาที่บกพร่องทางการมองเห็นนะ เคยเห็นข่าวว่าสอบผ่านได้เป็นผู้พิพากษา แต่ไม่ได้ตามต่อว่าสุดท้ายเป็นยังไง นั่นหมายความว่าเขา มีสิทธิสอบและสอบผ่าน ได้จริง ๆ

“ที่บอกว่ามีผู้พิพากษาพิการในอเมริกาเนี่ย มันมีทั้งในระดับศาลชั้นต้นด้วยนะ ไม่ใช่แค่ศาลสูงที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง มันก็ต้องมีการคัดเลือก มีการสอบอะไรแบบเดียวกันเลย ใช่ค่ะ ซึ่งก็คืออย่างที่บอกว่าอเมริกามีกฎหมายที่ระบุเรื่องการจัดสอบว่าจะจัดแบบไหน อำนวยความสะดวกยังไงได้บ้าง เพราะฉะนั้นมันก็คือ วัดกันที่ความรู้ ล้วน ๆ เลย

“เขาผ่านแล้วก็ได้รับแต่งตั้ง ได้รับเลือก ก็เป็นผู้พิพากษาได้ แล้วก็สามารถทำคดีได้ด้วยนะ คือทำในรูปแบบองค์คณะก็ได้ มีคนอื่นช่วยปรึกษาหารือ แบ่งงานกันทำในส่วนที่ทำได้อยู่แล้ว”

สิ่งที่ภาครัฐควรทำ

การจัดสอบคัดเลือกบุคลากรของรัฐ โดยเฉพาะในสายงานยุติธรรม ควรมีหลักเกณฑ์กลางที่ชัดเจน โปร่งใส และมีมาตรฐานรองรับการขอสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนในสังคมที่มีความหลากหลายทางร่างกายและจิตใจ หากไม่เตรียมระบบไว้ให้พร้อม

กระบวนการออกหลักเกณฑ์ควรเป็นระบบที่เปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะองค์กรคนพิการ เพื่อให้เกิดแนวทางที่ครอบคลุมและตอบสนองความเป็นจริง การที่ตัวบทกฎหมายไม่ได้ห้ามอย่างชัดเจน แต่ทางปฏิบัติกลับตีความจำกัด เพราะขาดหลัก “การช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล” ในกฎหมายภายใน จึงทำให้ผู้มีศักยภาพถูกกันออกจากโอกาสทั้งที่เรียนจบด้วยงบประมาณของรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังต้องพัฒนาแนวคิดเรื่องความยุติธรรมแบบที่รองรับความหลากหลาย

“คิดว่า ฝ่ายจัดสอบ ควรจะออกเกณฑ์กลางในการคัดเลือกและรับสมัครสอบให้ ชัดเจนกว่านี้ เพราะเชื่อเลยว่าในอนาคตจะต้องเจอเคสที่ขอสิ่งอำนวยความสะดวกอีกแน่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการในลักษณะไหนก็ตาม และนี่คือ หน้าที่ที่ต้องทำ ในการจ้างงานหรือการคัดเลือกคน เพราะงั้นน่าจะมีวิธีบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

“ส่วนเรื่องการตรวจสุขภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าตรวจก่อนหรือหลัง หรือการพูดจาที่ดูเหมือนจะลองเชิงเพื่อดู EQ หรืออารมณ์ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ คือถ้าจะปฏิเสธใคร ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน เพื่อที่เขาจะได้สามารถอุทธรณ์และรักษาสิทธิของตัวเองได้

“ถ้าแค่ขอโต๊ะสำหรับสอบ แล้วยังไม่ให้ นี่คือ การเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน  การขอคนช่วยเขียน ก็ยังคิดว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเหมือนกัน เพราะคุณสมบัติที่กำหนดไว้ก็คือผู้สมัครได้าผ่านเกณฑ์ความรู้เบื้องต้นแล้ว การอ้างว่าไม่ให้สมัครสอบเพราะกลัวคนช่วยเขียนให้จนเกิดการทุจริตเป็นการอ้างที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะเป็นหน้าที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้เท่านั้นเอง แต่ถ้าจะตัดสิทธิด้วยเหตุผลทางสุขภาพจริงๆ หน่วยงานควรมีก็ต้องขอคำอธิบายเพิ่มเติมว่าสุขภาพแบบไหนที่จะตัดสิทธิได้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจหลักเกณฑ์อย่างโปร่งใส”

“ปัญหาที่เกิดในทางปฏิบัติเป็นผลจากการไม่มีตัวบทเรื่องการอำนวยความสะดวก ไม่มีตัวบทเรื่องการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล เมื่อเป็นเช่นนี้ หน่วยงานที่ควรจะอำนวยความยุติธรรมกลับสร้างข้อจำกัดเสียเอง ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบแทบจะหาทางเรียกร้องความยุติธรรมได้ยากขึ้นเหมือนถูกล็อกไปหมดเลย”

“ถ้าศาลสามารถ ออกกฎขึ้นมาเอง เพื่อให้ชัดเจนว่าจะอำนวยความสะดวกอย่างไร ในฐานะที่จะผดุงความยุติธรรมและทำให้กฎเกณฑ์ของตัวเองยุติธรรมเนี่ย มันก็จะดีมากเลยนะ แต่ถ้าไม่ได้ ก็ยังอยาก ร่วมเรียกร้อง ในการที่จะทำให้เกิดการฟ้องร้องหรือหาช่องทางที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะอย่างที่บอกไป มันเสียโอกาสกับทั้งประเทศจริงๆ ในแง่ที่ว่าคนมีศักยภาพ คุณให้เขาเรียน ไม่ว่าจะเรียนในระบบไหน มันก็ใช้ภาษีและงบประมาณของพวกเราไปทั้งนั้น สุดท้ายเขากลับไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างที่ศักยภาพเขาไปถึงเนี่ย มันน่าเสียดายมากๆ”