Skip to main content

 หนึ่งในรายงานข่าวที่เป็นกระแสอยู่เสมอสำหรับคนพิการก็คือข่าวเรื่องการเพิ่มเบี้ยความพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท  หลายคนอาจมองว่า 200 บาทที่เพิ่มมานั้นเป็นจำนวนเงินที่น้อยนิด แต่ถ้าเราย้อนดูพัฒนาการของเบี้ยความพิการ เราอาจเห็นที่มาที่ไปและการเพิ่มขึ้นของเบี้ยอย่างมีนัยยะสำคัญว่า ทำไมประเทศไทยจึงมีเบี้ยความพิการ และทำไมเราต้องจ่ายเงิน “พิเศษ” ให้กับคนพิการ

ข้อมูลจากคนพิการหลายคนระบุว่า สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นเงินที่เพียงพอที่จะช่วยให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี แม้เบี้ยคนพิการในปัจจุบันยังถือได้ว่าต่ำว่าเส้นความยากจน แต่เงินจำนวนนี้ก็สำคัญกับคนพิการ   หลายคนใช้เบี้ยความพิการสำหรับค่าเดินทาง ค่าอาหาร การศึกษารวมถึงอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ และผู้ช่วยคนพิการ การมีเบี้ยความพิการจึงถือว่าสำคัญสำหรับคนพิการในสังคมไทย

เราชวนท่านไปดูประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเบี้ยความพิการ ตั้งแต่เบี้ยคนพิการ 500 800 และ 1,000 บาท และข้อเสนอของเบี้ยคนพิการ 3,000 บาท คุณคิดว่าคนพิการควรจะได้เบี้ยเท่าไหร่?

500 บาท กำเนิดเบี้ยความพิการ

ย้อนไปในกฎหมายที่คลาสสิกที่สุดในเรื่องคนพิการไทยอย่าง  พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี พ.ศ 2534  ที่ได้มีการปรับแนวการทำงานเรื่องสิทธิคนพิการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การศึกษา สังคมและอาชีพ ที่เด่นชัดก็คือการที่ภาครัฐปรับตัวจากการตั้งสถานสงเคราะห์สำหรับช่วยเหลือคนพิการมาเป็นการเพิ่มนโยบายด้านสิทธิ

โดยเริ่มแรกคณะกรรมการการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการพิจารณาเห็นสมควรให้มีเบี้ยยังชีพคนพิการ และรจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนพิการขึ้นผ่านการขอสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล สำหรับคนพิการทั้งประเทศ 6,800 คน โดยพิจารณาให้คนละ 700 บาทต่อเดือน โดยยึดถือหลักเกณฑ์ที่ต้องจ่ายเป็นเงินค่าอาหารให้กับคนพิการที่อยู่ในสถานสงเคราะห์วันละ 23 บาท เป็นฐานคำนวณ อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังได้จัดสรรจำนวนเงินให้กับกองทุนสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนพิการเพียงรายละ 500 บาทต่อเดือน จำนวน 6,800 รายในปีงบประมาณ 2540

แต่การจ่ายเบี้ยคนพิการในครั้งนั้นยังไม่ใช่การจ่ายแบบถ้วนหน้า มีการออกข้อกำหนดว่า คนพิการที่จะได้รับเบี้ยความพิการจะต้องจนมากและไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ หรืออยู่ในกลุ่มที่มีฐานะยากจนคือมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อปี และจะต้องผ่านความเห็นชอบจากอนุกรรมการพิจารณาเบี้ยยังชีพสำหรับคนพิการทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค และที่สำคัญคือจะต้องจดทะเบียนความพิการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ 2534 และเป็นคนพิการที่จดทะเบียนพิการตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป

โดยคณะกรรมการใช้เวลาร่างระเบียบและประกาศใช้วันที่ 27 ธันวาคม 2539 โดยกระทรวงจะเป็นคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารแก่ครอบครัวคนพิการ

การจ่ายให้ท้องถิ่นและให้แบบถ้วนหน้า

ปี 2547 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (หรือกรมประชาสงเคราะห์เดิม) ได้มีการโอนภารกิจเบี้ยยังชีพคนพิการให้กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการจัดทำคำของบประมาณ

ปี 2553 คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการทุกคนที่มีบัตรประจำตัวคน พิการรายละ 500 บาทต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เบี้ยคนพิการได้รับการจ่ายแบบถ้วนหน้า

500 เป็น 800

เป็นเวลากว่า 10 ปีหลังจากการเริ่มจ่ายเบี้ยด้วยอัตรา 500 บาทต่อเดือน ในปี 2557 หรือ 3 เดือนหลังการรัฐประหาร ได้มีการปรับโครงสร้างของเบี้ยคนพิการ จาก 500 เป็น 800 บาทต่อเดือน โดยผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558

โดยคนพิการสามารถออกบัตรประจำตัวคนพิการและมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการทันทีโดยไม่ต้องรอลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยความพิการในปีถัดไปจากการแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยความพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2553 โดยอดุลย์ แสงสิงแก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในเวลานั้นกล่าวว่านี่คือ “ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลสำหรับคนพิการทั่วประเทศ”

800 เป็น 1,000 แต่มีเงื่อนไข

ปลายปี 2563 ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเบี้ยความพิการ เป็น 1,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสองข้อคือ คนพิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 800 บาทต่อเดือน และคนพิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จะได้รับเงินคนพิการเพิ่ม 200 บาท ต่อเดือน โดยจ่ายเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมเป็นเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ถือได้ว่าเป็นการกลับมาให้เบี้ยความพิการแบบไม่ถ้วนหน้าโดยเลือกจากเด็กพิการ และคนพิการที่มีรายได้น้อยตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แน่นอนว่าการจ่ายเบี้ยที่ไม่ถ้วนหน้านี้สร้างคำถามให้กับหลายฝ่ายถึงความไม่เสมอภาคของการจ่ายเบี้ยความพิการ อาทิ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) ที่มีการเรียกร้องให้ปรับเบี้ยความพิการให้ถ้วนหน้า หรือ ชูศักดิ์ จันทยานนท์ เลขาธิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ที่เปิดเผยกับ The Coverage ว่าพรรคการเมืองที่เคยสนับสนุนข้อเรียกร้องเรื่องการปรับเบี้ยความพิการให้เป็น 1,000 บาทล่วงหน้า ยังไม่ถูกทำจริง แถมหลายพรรคการเมืองก็เคยเสนอปรับเบี้ยความพิการเป็น 3,000 บาท 

1,000 บาทถ้วนหน้า

ธันวาคม 2567 คณะรัฐมนตรี ได้รับทราบข้อเสนอการปรับเบี้ยความพิการให้สอดคล้องกับค่าครองชีพเป็น 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า

นโยบายพรรคการเมืองช่วงการเลือกตั้งเรื่องเบี้ยคนพิการ

จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า มีหลายพรรคการเมืองพูดถึงประเด็นเบี้ยคนพิการเรื่องการปรับอัตราของเบี้ย เฉพาะในการเลือกตั้งปี 2566 มีอย่างน้อย 3 พรรคการเมืองที่พูดถึงการปรับเบี้ยความพิการ อาทิเช่น พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา

อนาคตของเบี้ยความพิการในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง?

ปี 2562 กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเคยจัดสัมมนาพิจารณาแนวทางในการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์โดยเป็นการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ จึงทำให้เราเห็นว่ามีหลายแนวทางในการจัดเบี้ยความพิการ ดังนี้

แนวทางที่ 1 การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการในอัตราปัจจุบัน จำนวน 800 บาต่อเดือน ซึ่งคนพิการทุกคนได้รับเบี้ยในอัตราที่เท่ากัน โดยไม่มีเงื่อนไขอื่นใดพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณ (ประมาณการ) เท่ากับ 1,655.03 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้น การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการในแนวทางที่ 1 นี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายทางการคลังเพิ่ม ทว่าอาจเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่สามารถแบ่งเบาภาระ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนพิการได้

แนวทางที่ 2  การปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจากปัจจุบัน 800 บาทต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคนพิการทุกคนจะได้รับเบี้ยในอัตราที่เท่ากันทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นกรณีอัตราเบี้ยต่ำสุด อัตราเบี้ยสูงสุด อัตราเบี้ยกรณีความยากลำบากทางการเงิน และกรณีที่พิการระดับรุนแรง ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณ (ประมาณการ) เท่ากับ 2,068.79 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้น การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการในแนวทางที่2 นี้ จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้คนพิการส่วนใหญ่พึงพอใจ ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของคนพิการในการศึกษาครั้งนี้ ที่พบว่า คนพิการส่วนใหญ่คาดหวังจะได้รับ เบี้ยความพิการที่ 1,000-1,999 บาทต่อเดือน ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.00

แนวทางที่ 3 การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการในอัตราเบี้ยต่ำสุด เท่ากับ 800 บาทต่อเดือน (อ้างอิงตามฐานเบี้ยปัจจุบัน) และกำหนดให้อัตราเบี้ยสูงสุด เท่ากับ 1,936 บาทต่อเดือน ประกอบกับพิจารณาปรับอัตราเบี้ยในกรณีความยากลำบากทางการเงิน เท่ากับ 1,000 บาทต่อเดือน และพิจารณาปรับอัตราเบี้ยกรณีที่พิการระดับรุนแรง เท่ากับ 1,536 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณ (ประมาณการ) เท่ากับ 1,898.40 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้น การจัดเบี้ยความพิการในแนวทางที่ 3 นี้ ทำให้ค่าใช้จ่าย ทางการคลังเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.70

แนวทางที่ 4 การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการในอัตราเบี้ยต่ำสุด เท่ากับ1,000 บาทต่อเดือน และกำหนดให้อัตราเบี้ยสูงสุด เท่ากับ 2,270 บาทต่อเดือน ประกอบกับพิจารณาปรับเบี้ยในกรณีที่มีความยากลำบากทางการเงิน เท่ากับ 1,200 บาทต่อเดือน และพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยกรณีที่มีความพิการระดับรุนแรง เท่ากับ 1,870 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณ (ประมาณการ) เท่ากับ 2,335.28 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้น การจัดเบี้ยความพิการในแนวทางที่ 4 นี้ จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้คนพิการส่วนใหญ่พึงพอใจ และยังสอดคล้องกับกรณีจำเป็น แต่หากพิจารณาเลือกแนวทางนี้ อาจส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 41.10 ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับแนวทาง อื่น ๆ เพราะฉะนั้น การจัดเบี้ยความพิการตามแนวทางที่ 4 นี้ แม้จะเป็นผลดีต่อคนพิการโดยรวม แต่อาจไม่เหมาะสมนักกับบริบททางการคลังของประเทศ เพราะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป

ด้าน ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ เจ้าหน้าที่เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมหรือ WeFair ประเมินว่าแท้จริงแล้วเบี้ยคนพิการ ควรคิดบนเส้นฐานความยากจนโดยความยากจนของคนไทยจะอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อเดือน

“ไอร์แลนด์เบี้ยความพิการถูกให้รายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 203 ยูโรหรือประมาณ 7,900 บาท รวมๆ แล้วก็ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดมาจากฐานค่าครองชีพของคน ไม่ได้คิดบนฐานเส้นความยากจน อย่างไรก็ดี หากคิดบนเส้นยากจน เส้นความยากจนของคนไทยจะอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อเดือน เป็นเงินที่คำนวณแล้วว่า สามารถอยู่แบบพอซื้ออาหารราคาถูกได้ทุกมื้อ แต่เบี้ยความพิการก็ยังน้อยกว่า 3,000 บาท หรือยังไม่ถึง 1 ใน 3 เสียด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าจินตนาการต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในประเทศนี้ยังมีน้อยมาก

“คนอาจมองว่าสังคมเปี่ยมไปด้วยน้ำใจในการบริจาคและสงเคราะห์ จนประเทศไทยติดอันดับเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญสงเคราะห์ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่ยากจนและเหลื่อมล้ำที่สุดในด้านทรัพย์สิน สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การสงเคราะห์ แบบคนดีในไทยไม่ได้แก้ปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ ฉะนั้นเบี้ยคนพิการที่เพียงพอคือ เบี้ยที่คนพิการจินตนาการต่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้เพียงพอ ถ้าถามผม ผมคิดว่า น้อยที่สุดควรอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท ตามเส้นความยากจน แต่ถ้าสิ่งที่อยากให้เกิดก็อยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท เพื่อให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาชีพ”

อ้างอิง

วิทยานิพนธ์ : ความพึงพอใจในการรับเบี้ยสวัสดิการเบี้ยยังชีพคนพิการศึกษาเฉพาะกรณีในเขตกรุงเทพฯ โดย กานดา ศีลาเจริญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ระเบียบกรมประชาสงเคราะห์วาด้วยการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพคนพิการ พ.ศ. 2539

คู่มือการปฏิบัติงานเบี้ยยังชีพ กองสวัสดิการสังคม องค์การบริหารส่วนต ำบลโซ่

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ 2553

เงินคนพิการเดือนละ 3,000 บาท

https://election66.moveforwardparty.org/policy/detail/policy_42

เปิดนโยบายคนพิการ “พรรคเพื่อไทย” #เลือกตั้ง66

https://thisable.me/content/2023/05/875

นโยบายผู้สูงอายุและคนพิการพรรคชาติพัฒนา

https://chartthaipattana.or.th/wow-thailand/disabled

นักการเมืองอย่าทอดทิ้ง ‘คนพิการ’ สมาคมฯ เรียกร้อง ‘ขึ้นเบี้ยยังชีพ’ เรท 3,000 บาท เท่าตัวเลข ‘ผู้สูงอายุ’

https://www.thecoverage.info/news/content/4760

เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ-คนพิการ-เงินอุดหนุนบุตร อัตราใหม่ ดีเดย์ 1 ต.ค. 68

https://www.thansettakij.com/business/economy/613523

มติคณะรัฐมนตรี

https://resolution.soc.go.th/?prep_id=412363

ถ้ามีรัฐสวัสดิการชีวิตคนพิการจะเป็นอย่างไร

https://thisable.me/content/2021/01/679