สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในเยอรมนี"

2021-07-21 18:03

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในเยอรมนี" ที่ช่วยคุยกับสุรัตน์ อังคะปาน แม่ของลูกที่มีความต้องการพิเศษ จะมาเล่าให้เราฟังว่าที่นั่นเป็นอย่างไร

  • สุรัตน์ อังคะปาน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนีและมีลูกสาวเป็นดาวซินโดรม ตอนมาเยอรมันครั้งแรกลูกสาวมีอาการตัวเหลือง หมอได้ส่งลูกของเธอไปยังโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและแผนกเฉพาะด้านโดยทันที แม้ภาษาของเธอยังไม่ค่อยแข็งแรงแต่โรงพยาบาลก็จัดหาล่ามมาให้ด้วย 

  • ตอนอยู่ที่ไทย ลูกของเธอเดินไม่ได้ถึงแม้จะอายุ 4 ขวบแล้วก็ตาม แต่หลังจากได้รับคำแนะนำ พร้อมกับทำการผ่าตัด ปัจจุบันก็สามารถเดินได้และไม่เคยมีอาการเจ็บป่วยเลย

  • โรงพยาบาลที่นี่มีการทำงานเป็นลำดับขั้นตอน โดยประเมินจากภาวะของแต่ละคน เช่น ถอนฟัน หาหมอตา และตัดรองเท้าพิเศษ โดยทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียค่ารักษา แม้จะไม่ใช่พลเมืองเพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ทุกคนเท่ากันหมด จึงมีนโยบายในการดูแลสิทธิพื้นฐานของทุกคนให้ดี 

  • นอกจากเรื่องการรักษา สวัสดิการอีกอย่างที่ได้คือการจัดหาคนดูแล เนื่องจากเธอทำงานกลางคืนและไม่มีเวลาดูแลลูก คนดูแลที่นี่ไม่ต้องเสียเงินจ้างเช่นเดียวกับสิทธิการรักษา ทุกวันนี้ลูกสาวของเธอย้ายไปอยู่บ้านพักคนพิการที่ไม่ต้องเสียเงินและได้รับการสนับสนุน เงินตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ลูกของเธอช่วยเหลือตัวเองได้ 80 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับบัตรขึ้นรถฟรีของตัวเองและผู้ดูแล 

  • ครั้งหนึ่งตอนอยู่ไทยเธอเคยพาลูกไปเข้าโรงเรียนอนุบาล แต่โรงเรียนดูแลได้แค่วันเดียวแล้วบอกว่าไม่ต้องเอาลูกมาแล้วเพราะไม่มีเวลาดูแล และทำให้เด็กคนอื่นเรียนช้าไปด้วย แตกต่างกับที่เยอรมันเพราะที่นี่จะบอกว่าเด็กเก่งอะไร และถึงแม้จะเรียนช้าแต่ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป จนปัจจุบันลูกก็เรียนจบและทำงานในบริษัทสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งมีสวัสดิการ เช่น รถรับส่งและมีวันหยุดเหมือนคนทำงานทั่วไป 

  • ลูกของเธอชอบเข้าสังคมมากและคนที่นี่ก็ไม่แบ่งแยกว่าใครพิการหรือไม่พิการ การใช้ชีวิตข้างนอกจะมีพี่เลี้ยงไปด้วย เขาสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนทำให้เธอรู้สึกหายเหนื่อยเพราะมองว่าลูกสามารถใช้ชีวิตเองได้แล้ว 

  • สวัสดิการสำหรับเด็กพิเศษเกิดขึ้นจากการเก็บภาษีและมีการจัดสรรที่เป็นเรื่องราว โดยจะถูกจัดเบี้ยคนพิการตามเปอร์เซ็นต์ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยก็จะได้ประมาณ 1,000 กว่ายูโร หรือบางคนก็ได้เป็นเบี้ยช่วยเหลือหากสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เยอะ

  • แม้จะเสียภาษีเยอะ เป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้ แต่เธอมองว่าภาษีกับสวัสดิการที่ได้กลับมามีความคุ้มค่า ยิ่งเธอไม่ได้มีเงินเดือนเยอะแต่ลูกก็ได้รับการดูแลหลายอย่าง 

  • สิ่งที่อยากให้มีที่เมืองไทยคือการเห็นความสำคัญของเด็ก จัดสรรงบประมาณในสถานที่ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพราะพ่อแม่หลายคนไม่มีเวลาดูแลลูกทั้งวัน ถ้ามีสถานที่นี้เกิดขึ้นก็จะทำให้มีเวลาหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ เด็กเลือกเกิดไม่ได้และพ่อ-แม่ก็ไม่ได้อยากที่จะให้ลูกของตนเป็นภาระสังคม ซึ่งในเมื่อเด็กและพ่อ-แม่เลือกไม่ได้ รัฐก็ควรที่จะต้องช่วยพวกเขา

    สำหรับใครที่อยากชมไลฟ์ฉบับเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=D6qPzfdKnSI