กีฬา ลูกและชีวิตของ 'สายสุนีย์ จ๊ะนะ' นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติไทย

2019-04-01 11:50

“เท่าที่จำความได้ เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นชายหรือหญิง”

พ่ออยากได้ลูกชายเป็นลูกคนแรกเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวและทำงาน แต่เราเกิดมาเป็นผู้หญิง ในตอนนั้นจึงต้องรับจ้าง ทำนา ทำทุกอย่างด้วยตัวเองจนแกร่งตั้งแต่เด็ก หลังจบป.6 ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเพราะพ่อแม่ไม่มีเงิน เราก็ผลักตัวเองทำงานตั้งแต่ตอนนั้น ไม่สนหรอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย รู้จักแค่ต้องดิ้นรน

ตอนเราพ้นขีดจำกัดความยากจน ก็มาเรียน กศน.จนจบม.3 อายุ 15 ปี เริ่มทำงานในนิคมอุตสาหกรรม แต่ทำงานแค่ปีเดียวก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น

อ่านชีวิตของสายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาฟันดาบคนพิการหญิง เจ้าของเหรียญทองหลายสมัยนานกว่า 20 ปี อะไรคือความท้าทายของการขึ้นมาอยู่ในสปอทไลท์หนึ่งในนักกีฬาฟันดาบพิการหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และความสุขของบทบาทแม่สำหรับลูกสาววัยน่ารัก

ด.ญ.สายสุนีย์ ที่ก้าวพ้นความจน

สายสุนีย์: ชีวิตเราเหมือนนิยาย พอถีบตัวเองให้พ้นความยากจนได้ก็กลับมาลำบากกว่าเดิมเพราะพิการ ช่วงแรกเรารับไม่ได้เลย มองว่าพิการคือรอวันตาย มีเราพิการคนเดียวในโลก ไม่เคยรู้จักคนพิการคนอื่น ตอนนั้นคิดว่า ทำกรรมอะไรมา คิดฆ่าตัวตาย เป็นแบบนั้นอยู่ 4 ปี จนกลับบ้านก็ต้องอยู่ใต้ถุนบ้านเพราะขึ้นบ้านไม่ได้ สุดท้ายพ่อแม่ก็เลิกกัน

วันหนึ่งเราไปเจอคนพิการ ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการหยาดฝน จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์ที่เราตั้งใจจะไปอยู่เพราะไม่อยากเป็นภาระครอบครัว แต่เรากลับเจอคนพิการเป็นร้อย ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้พิการคนเดียวในโลก ทั้งทึ่ง ทั้งตื่นเต้นว่าทำไมคนพิการคนอื่นถึงมีความสุข

แฟนเราพิการเหมือนกัน ไม่มีมือด้านหนึ่งและเด็กกว่าเรา 20 ปี จนตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันห้าปีแล้ว คอยดูแลในเรื่องที่เราทำไม่ได้ ตอนท้องลำบากมากถึงที่สุด ช่วยเหลือตัวเองลำบาก แฟนต้องอุ้ม ดูแลทุกอย่าง เรากังวลว่า เราจะไม่สมบูรณ์พอที่จะทำให้ลูกสมบูรณ์ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดจนรับไม่ได้คือหมอจะให้เอาลูกออกตอนที่รู้ตัวว่าท้อง เพราะมองว่า พิการแล้วทำไมถึงปล่อยให้ท้อง ท้องได้ยังไงลำบากแบบนี้ พิการแล้วจะดูแลตัวเองยังไง เราโมโหมากเพราะความฝันสูงสุดคืออยากมีลูก

ตอนลูกสองขวบเราได้มีโอกาสไปโรงพยาบาลนี้อีก เจอหมอคนเดิม เลยพาลูกไปสวัสดี เขาจำเราได้พร้อมกับมองบนลงล่าง และพูด”เหลือเชื่อ”

‘กีฬา’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ตอนอยู่ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการหยาดฝนเราช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่อยากเป็นภาระของใคร ไม่เคยมองว่าผู้หญิงจะทำอะไรได้น้อยกว่าผู้ชาย จนได้มีโอกาสเล่นกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล ช่วงแรกลำบากมาก แป้นบาสสูงมาก ชู้ทไม่ได้ ล้มมือแตก แต่ก็ยังเลือกเล่นกับผู้ชายทั้งที่เขาแข็งแรงกว่า คิดแต่ว่าจะช่วยพัฒนาเราได้เร็วขึ้น

ตอนปี 1999 ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเฟสปิกเกม จัดอบรมกีฬาฟันดาบ เราติดทีมชาติและอดทนฝึกซ้อม จนสู้กับผู้ชายได้ จากความคิดรอบข้างที่ดูถูกว่า ผู้หญิงยังไงก็เล่นสู้ผู้ชายไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

กีฬาฟันดาบเป็นกีฬาที่ชอบที่สุดเพราะเราเป็นคนคาดหวัง เวลาเล่นกีฬาทีมถึงเราจะตั้งใจ มีความมุ่งมั่น พอเจอเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ตั้งใจเราก็รู้สึกว่าทำได้ไม่เต็มที่ แต่ฟันดาบเป็นกีฬาเดี่ยว เราอดทน ขยันซ้อม ผลลัพธ์ก็เป็นแบบที่เราต้องการ

การสนับสนุนและภาพจำของนักกีฬาพิการ

สมัยก่อนก่อนสนับสนุนไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเงินรางวัล การดูแลก็ต่างกันสิบเท่า จนปัจจุบันเงินรางวัลต่างกันเท่าหนึ่ง คนพิการก็สู้และผลักดันให้เกิดความเท่าเทียม

ปัจจุบันกีฬาเป็นธุรกิจ กีฬาคนทั่วไปมีการถ่ายทอดสด มีสปอนเซอร์ โฆษณา เป็นธุรกิจมากกว่ากีฬาคนพิการ ในบ้านเราไม่ได้ทำให้คนพิการและไม่พิการสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในทุกด้าน คนเลยอาจเห็นว่า คนพิการด้อยกว่าเพราะไม่เห็นพวกเขาออกมาทำอะไรเพื่อสังคม ต่างจากเมืองนอกที่มองว่าคนพิการสามารถอยู่ร่วมกัน ไม่เป็นภาระเเละน่าสงสาร

สิ่งที่ต้องแลกกับชื่อเสียง

เราแลกตั้งแต่แรก ก่อนหน้านี้ 20 ปีตอนเล่นครั้งแรก เราใฝ่ฝันอยากติดโอลิมปิค พาราลิมปิก แต่ก็ต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อมาอยู่กรุงเทพฯ ต้องทำงานเหนื่อย ห่างครอบครัว จนประสบความสำเร็จได้ไปพาราลิมปิกครั้งแรกในปี 2010 ที่กรีซและได้เหรียญทอง หลังจากกลับมา เราเรียนหนังสือจบปริญญาตรี มีครอบครัวและมีลูก แต่เมื่อคลอดได้หกเดือนก็ต้องกลับมารับใช้ชาติ สามปีเต็มๆ ที่เราไม่ได้อยู่กับเขา

เราจะเห็นได้ว่า แทบไม่มีคนพิการหญิงในระบบการทำงานกีฬา เพราะคนอาจมองว่าผู้หญิงทำงานไม่คล่องหรือไม่เก่งเหมือนผู้ชาย ทั้งที่เราทำงานได้หลายบทบาท ไม่ว่าจะบริหารสมาคม ทำแผน ดูแลคน ฯลฯ สำหรับเราผู้ชาย ผู้หญิงนั้นแตกต่างกันในเรื่องรูปร่าง อวัยวะ กำลัง ฯลฯ แต่ไม่ใช่สำหรับเรื่องสมอง ความรู้ความสามารถ และการเข้าสังคม

เห็นอะไรในการทำงานกว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมา

สิ่งอำนวยความสะดวกคือสิ่งที่กังวล ตอนร่างกายปกติเราไปไหนมาไหนเองได้ตลอด แต่พอพิการสิ่งที่กลัวที่สุดคือการไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือเจออุปสรรคที่ทำให้ทำอะไรเองไม่ได้ ทั้งการเดินทาง สถานที่

ต้องยอมรับว่า กีฬาคนพิการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเห็นและมีจิตสำนึกต่อคนพิการ เพราะภาพแรกๆ ที่คนมองว่าคนพิการมีความสามารถ มีโอกาส ไม่ใช่แค่ภาพน่าสงสารน่าเวทนาแบบที่เคยเป็นมา

เส้นทางต่อไป

เราฝันให้ครอบครัวอยู่ด้วยกัน มีธุรกิจและอยู่จนเห็นลูกรับปริญญา นอกจากนี้ทุกอย่างมีพร้อมหมดแล้ว